ความเห็นของผมต่อ CFP ในประเทศไทย
30 August 2009 19 Comments
.
สวัสดีครับ ช่วงนี้ผมไม่ได้ update บล๊อคไปหลายวันเลยนะครับ
ต้องถือว่าเป็นสัปดาห์ที่มีกิจกรรมเยอะมากสำหรับผม หนึ่งในนั้นคือเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมานี้
ผมมีภารกิจต้องไปรับการอบรม CFP Module 2 ในหัวข้อ Investment Planning
ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการที่จำเป็น เพื่อให้มีสิทธิ์สอบให้ได้ใบรับรองที่ชื่อว่า
Certified Financial Planner หรือ CFP ซึ่งทุกคนต้องอบรมก่อน จึงจะสามารถสอบได้ครับ
(จริงๆ ก็พอจะมีข้อยกเว้นบ้างครับ แต่เงื่อนไขนั้นค่อนข้างยาก สำหรับคนทั่วๆ ไป)
การอบรม CFP ในครั้งนี้นั้น ผมแทบไม่ค่อยจะเจอพี่ๆ ที่เคยอบรมด้วยกันในรอบก่อนๆ เลยครับ
วันแรกๆ นี่ ผมค่อนข้างจะคิดถึงบรรยากาศตอนอบรมด้วยกันใน module ก่อนๆ หน้ามากทีเดียว
(ผมอบรบ CFP มาแล้ว 3 module จากทั้งหมด 6 ครับ รวมครั้งนี้ก็เป็น 4 ครั้งแล้ว)
สาเหตุคงเป็นเพราะ ผมพักเรื่องการอบรมไปนาน ทำให้พี่ๆ ที่เคยเรียนด้วยกัน
เค้าก็เรียนในรอบอื่นๆ กันไปหมด… เสียดายครับ มีเรื่องจะเม้าท์เยอะแยะมากมาย
แต่ยังไงก็ตาม สังคมของผู้ที่มุ่งหวังจะได้ CFP เป็นสังคมที่ผมคิดว่าดีมากๆ ครับ
แป๊บเดียว ผมก็ได้รู้จักกับพี่ๆ กลุ่มใหม่ รวมทั้งเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันอีกพอสมควร
ทุกๆ คนที่ผมได้พูดคุยด้วย มีอัธยาศัยที่ดี สมกับที่อนาคตจะเป็นนักวางแผนการเงิน
ซึ่งนอกเหนือไปจากความรู้ที่ควรจะต้องมีแล้ว ทักษะการสื่อสาร และการมีอัธยาศัยที่ดี เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด
พอได้เข้าไปอบรม CFP อีกครั้ง ผมเลยอยากจะเขียนถึงมุมมองของผม ต่อสัญลักษณ์ CFP
และต่อยุคบุกเบิกของ CFP ในเมืองไทย ในหลายๆ แง่มุม เผื่อว่าเพื่อนๆ ท่านใดสนใจ
ในสายอาชีพด้านการวางแผนการเงิน จะได้ทำความรู้จัก CFP มากยิ่งขึ้น
โดยมุมมองนี้ คงจะเป็นมุมมองของ candidate คนหนึ่งเท่านั้นนะครับ
คงไม่ใช่ข้อเท็จจริง ที่สามารถนำไปอ้างอิงได้แต่อย่างใด… เรามาเริ่มกันเลยนะครับ
.
CFP ในมุมมองของผมคืออะไร ?
ในตอนแรกนั้น ผมเคยมองว่า หลักสูตร CFP จะเป็นหลักสูตรที่สร้างนักวางแผนการเงิน ที่มีความรู้และทักษะเชิงลึก
ในการวางแผนการเงินทุกรูปแบบ โดยนักวางแผนการเงินที่มีสัญลักษณ์ CFP ต่อท้ายชื่อ
ควรที่จะต้องสามารถ คิดวิเคราะห์ และวางแผนการเงินที่มีความเหมาะสมกับลูกค้า
รวมถึงต้องวางแผนการเงินที่มีความสลับซับซ้อน ในแง่เทคนิคการจัดสรรค์สินทรัพย์ต่างๆ
รวมถึงการคำนวณที่ซับซ้อน กว่าแผนการเงินแบบพื้นฐานทั่วไปได้
แต่ตอนนี้ ผมเริ่มเข้าใจ และเห็นภาพใหม่ของ CFP มากขึ้น ว่าสิ่งที่ผมคิดตอนแรกนั้นอาจจะผิดอยู่พอสมควร
ตอนนี้ผมเริ่มจะเข้าใจว่า หลักสูตร CFP นั้นไม่ได้เป็นหลักสูตรที่เน้น ความรู้และทักษะเชิงลึก
เช่นทักษะในการคิดคำนวณ หรือการทำแผนการเงินที่พิศดาร แต่อย่างใด
แต่ CFP นั้น เป็นหลักสูตรที่สร้างนักวางแผนการเงินที่มีความรอบรู้ ในด้านต่างๆ อย่างกว้างๆ
และรู้จักใช้เครื่องมือต่างๆ ในหลายๆ ด้าน มาประกอบกัน เพื่อให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้
CFP สำหรับผมในตอนนี้ จึงไม่ใช่ผู้ที่คิดคำนวณเก่ง หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
แต่เป็นผู้ที่พร้อมจะออกไปติดต่อกับลูกค้าและสามารถเชื่อมโยง (integrate) เครื่องมือทางการเงินต่างๆ
เข้าด้วยกันได้ อย่างที่มืออาชีพที่มีความรู้เชิงลึกด้านใดด้านหนึ่ง อาจจะทำได้ยาก
ส่วน CFP ที่จะมีทักษะเชิงลึกด้านต่างๆ เช่น เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุน การประกันชีวิต การวางแผนมรดก
เป็นพิเศษนั้น คงจะต้องเป็นเรื่องของความสามารถและความสนใจส่วนบุคคล
ที่ผู้มี CFP แต่ละคน จะต้องขวนขวายและแสวงหาความเชี่ยวชาญเหล่านั้นเองต่อไป
.
CFP vs CFA แตกต่างกันอย่างไร?
สองใบรับรองนี้ มีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในเนื้อหาและวัตถุประสงค์การใช้ครับ
- CFA หรือ Chartered Financial Analyst นั้น เป็นใบรับรองที่ใช้กับสายงานด้าน
การวิเคราะห์หลักทรัพย์ และการจัดการลงทุน ซึ่งเป็นสายงานที่จำเป็นต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน
ในการคิดวิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพราะผลลัพธ์จากการคิดวิเคราะห์นั้น
มักส่งผลกับนักลงทุน หรือบุคคลจำนวนมากๆ (เช่น ผู้ที่อ่านบทวิเคราะห์ หรือ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวม)
เนื้อหาที่ใช้สอบ จึงเป็นเนื้อหาเชิงลึกมากๆ และผมมองว่า เน้นในเรื่องของการคำนวณ มากกว่า CFP
ตัวอย่างเนื้อหาที่สอบ เช่น การวิเคราะห์เชิงปริมาณ การวิเคราะห์งบการเงิน
การวิเคราะห์หลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ตั้งแต่ หุ้น ตราสารหนี้ อนุพันธ์ จนถึงการลงทุนการเลือกอื่นๆ
และปิดท้ายด้วยเรื่องของการบริหารพอร์ตการลงทุน
. - CFP นั้นเป็นใบรับรองที่ใช้กับสายงานด้านการวางแผนการเงิน
หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสายงานด้านการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ในสถานการณ์ที่
สินค้าทางการเงินมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และความต้องการของลูกค้าก็มีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน
เนื้อหาใน CFP นั้น จึงเป็นเนื้อหากว้างๆ ที่เน้นให้นักวางแผนการเงินเข้าใจในจุดเด่นจุดด้อย
และความสัมพันธ์กันของผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ แต่หากมีความจำเป็นเชิงลึก
ที่ต้องวิเคราะห์อะไรที่มีความซับซ้อนมากนั้น CFP ค่อนข้างจะเน้นให้นักวางแผนการเงิน
ประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น ผู้จัดการกองทุน หรือ ตัวแทนประกันชีวิต
ในรูปแบบของการส่งต่อลูกค้า มากกว่าที่จะให้นักวางแผนการเงินวิเคราะห์เอง
ตัวอย่างเช่น ในการวางแผนการลงทุนนั้น นักวางแผนการเงินจะทำหน้าที่ ประเมินความต้องการ
และออกแบบแผนการเงินที่เหมาะสมให้กับลูกค้า และจะรับผิดชอบทำแผนให้สูงสุด
ในระดับการทำ Strategic Asset Allocation เท่านั้น แต่จะไม่ได้เป็นคนแนะนำว่า
ต้องซื้อหุ้นตัวไหน ต้องซื้อเมื่อไหร่ และ ขายเมื่อไหร่
.
ในความรู้สึกผมตอนนี้ ผมมองว่า CFP เป็น certificate ด้านการขายรูปแบบหนึ่ง ที่พัฒนานักขาย
จากการขายแบบ Product Focus (คือเน้นขายสินค้าที่ตนมี) เป็นการขายแบบ Customer Focus
(คือเน้นขายสินค้าตามความจำเป็นจริงๆ ของลูกค้า) ซึ่งงานขายนี้จะตรงกันข้ามกับสายงานของ CFA อย่างสิ้นเชิงครับ
แต่ยังไงก็ตาม สองสายงานนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพราะต่างคนต่างก็เก่งกันคนละด้านครับ
.
มี CFP แล้วจะเป็นนักวางแผนการเงินที่เก่งหรือไม่ ?
อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับนิยามคำว่า “เก่ง” ครับ ส่วนตัวแล้ว ถ้าคำว่าเก่ง หมายถึงสามารถที่จะเข้าหาลูกค้า
วางแผนการเงินให้ลูกค้า และสามารถทำให้ลูกค้าสามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างเคร่งครัด
ผมคิดว่า CFP ไม่ได้ตอบโจทย์ตรงนี้ครับ
สำหรับผม CFP เป็นเพียงเครื่องรับรองว่า นักวางแผนการเงินคนนี้ เป็นนักวางแผนการเงินที่มีความรู้ความเข้าใจ
ในเรื่องการวางแผนการเงิน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ เท่านั้น แต่ไม่ได้แปลว่า
เค้าต้องเก่งแบบที่ผมเขียนไว้ข้างบน เพราะความเป็นนักวางแผนการเงินที่เก่งนั้น ผมคิดว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือ
เรื่องของทักษะการสื่อสาร (Interpersonal Skill) ซึ่งหลักสูตร CFP ไม่ได้มีการทดสอบในด้านนี้เลย
นอกจากไม่ได้ทดสอบแล้ว ยังพูดถึงน้อยมากๆ
(พูดถึงเพียงครั้งเดียวใน Module 1 : Foundation of Financial Planning)
.
สถานการณ์ผู้ที่สนใจใน CFP เป็นอย่างไร และใครบ้างที่สนใจ ?
จากการสังเกตอย่างคร่าวๆ ของผม นั้นผมคิดว่ามีผู้ที่สนใจหลักสูตร CFP เยอะพอสมควรครับ
สาเหตุที่ผมสรุปเช่นนั้น เพราะหลักสูตร CFP เป็นหลักสูตรที่เป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างกินเวลามาก
ผู้สนใจจะต้องเข้าอบรมเนื้อหาถึง 6 module โดยแต่ละ module นั้น ต้องใช้เวลาถึง 4 วันเต็ม
รวมแล้ว ผู้เข้าอบรมต้องอบรมถึง 24 วัน หรือ 144 ชั่วโมง และยังต้องมีการสอบวัดผลอีกประมาณ 3 ครั้ง
(ที่ต้องบอกว่าประมาณ เพราะเรื่องเกณฑ์การสอบ ผมคิดว่ายังไม่แน่ไม่นอน)
แต่สิ่งที่ผมได้สัมผัสคือ ใน module หลังๆ นั้น ยังมีผู้เข้าอบรมในจำนวนที่ถือว่ามากอยู่
(ผมจะไม่นับ module แรก ที่มีผู้เข้าอบรมเยอะกว่า module อื่นๆ เพราะอาจมีผู้เข้าอบรม
ที่มาอบรมเพียงเพื่อจะ refresh ใบอนุญาตในการเป็นผู้ติดต่อกับนักลงทุนเท่านั้น)
โดยเฉลี่ยนั้นทาง TSI จัดอบรมหลักสูตร CFP module ละประมาณ 3-4 ครั้ง ใน 1 ปี
ในแต่ละคลาส จะมีผู้เข้าอบรมประมาณ 40-70 คน
ในด้านบุคคลที่สนใจนั้น จากการสังเกตจากรายชื่อผู้เข้าอบรมในหลายๆ ครั้ง
ผมพอจะประมาณได้ดังนี้ครับ
- 50-60 % มาจากธุรกิจประกันชีวิต (ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนประกันชีวิตของ AIA)
- 15-25% มาจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ (นำโดย KBank เป็นหลัก)
- 5-10% มาจากธุรกิจจัดการกองทุน เช่น บลจ. ต่างๆ รวมถึง กบข. ด้วย
- 5-10% มาจากธุรกิจหลักทรัพย์ เช่น บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ
นอกจากนั้นก็จะเป็นปลีกย่อย เช่นนักศึกษา นักลงทุน และผู้ที่สนใจด้านการวางแผนการเงินเป็นการส่วนตัว
แต่ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมว่า หลายๆ องค์กร มีการให้ TSI ไปจัดการอบรบแบบ in-house
ซึ่งสัดส่วนที่ผมแสดงข้างต้น อาจไม่ได้ represent สัดส่วนที่ถูกต้อง ของผู้สนใจ CFP ก็ได้ครับ
.
การเรียนการสอนในหลักสูตร CFP ของไทย เป็นอย่างไร ?
ที่ต้องพูดถึงเรื่องการเรียนการสอนเป็นพิเศษเพราะ บุคคลทั่วไป หากต้องการมีสิทธิ์สอบ
ต้องเข้าอบรม CFP กับ TSI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่มีทางเลือกอื่น อ่านเองก็ไม่ได้ครับ
ดังนั้น ผมขอพูดถึงเรื่องการเรียนการสอนในหลักสูตร CFP ของไทย เป็นด้านๆ ไปนะครับ
.
- รูปแบบการสอน
เป็นการบรรยาย ประกอบสไลด์ โดยวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ
โดยระหว่างการบรรยายอาจมีการ discuss หรือโต้ตอบกันบ้างเล็กน้อย
และในตอนท้าย ของหัวเรื่องใหญ่ๆ จะมีลักษณะเป็นการทำ workshop ร่วมกัน
เป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 5-10 คน (ซึ่งตรงนี้แหละครับ ทำให้ผมได้รู้จักพี่ๆ ที่เก่งๆ เยอะมากทีเดียว)
. - ผู้สอน
ผมคิดว่า ผู้สอนในหลักสูตร CFP มีความหลากหลายมากๆ หลายท่านอาจไม่ได้เป็นนักวางแผนการเงินโดยอาชีพ
แต่ก็เป็นผู้รู้ในด้านต่างๆ ในเชิงลึก ยกตัวอย่างเช่นการสอนพื้นฐานต่างๆ : ผู้สอนมักจะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เช่น จุฬา นิด้า เกษตร เป็นต้น
ด้านวางแผนภาษี : ผู้สอนเป็น นิติกร จากกรมสรรพากร
ด้านการลงทุน : ผู้สอนเป็นผู้ที่อยู่ในธุรกิจการจัดการลงทุน และมี CFA เกือบทุกคน
ด้านการวางแผนเกษียณ : ผู้สอนเป็นผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่จาก กบข. จากประกันสังคม เป็นต้น
ด้านการวางแผนประกันภัย : ผู้สอนเป็น Staff จากบริษัทประกันชีวิต เช่น ไทยประกันชีวิต และ AIA เป็นต้น
ด้านการจัดทำแผนการเงิน : ผู้สอนเป็นนักวางแผนการเงิน จากองค์กรต่างๆ เช่น KBank, Asia Plus เป็นต้นหากให้ผมให้คะแนนการสอนในภาพรวม ผมคิดว่า การสอนในหลักสูตร CFP น่าจะได้คะแนนระดับ 70% ขึ้นไป
- ตำราเรียน
ตำราเรียนนั้น เป็นตำราภาษาไทย ซึ่งผมคิดว่า จัดทำและรวบรวมโดย TSI เป็นหลัก
เป็นตำราที่ต้องใช้อ่านประกอบในการสอบ ซึ่งเนื้อหาหลายๆ อย่างในตำรานั้น วิทยากรอาจจะไม่ได้บรรยายถึง
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้สอบ ต้องอ่านตำราประกอบด้วย
โดยในแต่ละ module นั้น เราจะได้ตำราภาษาไทย หนาประมาณ 1 นิ้วครึ่ง กลับบ้านด้วยทุกครั้ง
นอกจากนั้น ยังมีแบบฟอร์มเพื่อใช้ในการเก็บข้อมูล และการวางแผนการเงินในกรณีต่างๆ ให้ใช้ประกอบการเรียนด้วยในส่วนของตำราเรียนนั้น ผมประเมินให้ประมาณ 60% ครับ เพราะเท่าที่ดู เนื้อหาก็มีจุดผิดพอสมควร
ส่วนหนึ่งเป็นจุดผิดจากการพิมพ์ผิด ส่วนหนึ่ง เป็นการผิดในหลักการ ที่มีผู้เข้าอบรมบางท่าน ท้วงติง
ว่าวิธีการคำนวณในหนังสือนั้น อาจไม่ค่อยเหมาะสม แต่ที่ผมอยากให้ปรับปรุง คือเรื่องรูปแบบของหนังสือมากกว่าครับ
อยากให้ทำเป็นหนังสือ เหมือนกับหนังสือที่มีการจำหน่ายจริงๆ เพราะปัจจุบัน ปกหน้าเป็นขาวดำ ข้างในเป็นขาวดำ
เย็บเล่มแบบสันพลาสติก (กระดูกงู) ผมดูๆ แล้วเหมือนกับหนังสือที่ไปซีร๊อกซ์มา
ผมว่ามันไม่ค่อยสมกับราคาค่าอบรม module ละ 9000 น่ะครับ
. - สถานที่เรียน
เมื่อก่อนจะมีการอบรมที่โรงแรม Swissotel Le Concorde บ้าง แต่ปัจจุบันอบรมที่โรงแรม Windsor Suite สุขุมวิท
ผมคิดว่าทั้งสองที่ก็เหมาะสมดีครับ คงไม่ติอะไรมาก อีกอย่างหนึ่ง อาหารกลางวัน ก็ค่อนข้างคุ้มค่ากับราคาครับ
จะเป็น Buffet อาหาร Inter และ อาหารญึ่ปุ่น สลับกันไป
(ส่วนตัว ผมอยากให้กลับมามี buffet ติ่มซำเหมือนเมื่อก่อนอีกครับ แต่คิดว่า อาจจะทำได้ยาก
เพราะผู้เข้าอบรม นั่งนาน และไปอบรมตอนบ่ายช้า เข้าใจว่าเป็นแบบนั้นนะครับ)
.
สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมคือ ผมรู้สึกว่า ในการสอนนั้น เราปล่อยให้เรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการคำนวณผ่านไปง่ายๆ
ทั้งๆ ที่บางเรื่องนั้น ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ พี่ๆ ผู้ใหญ่ ยังไม่สามารถคำนวณได้
โดยเฉพาะเรื่องการกด financial calculator บางทีพอถึงจุดยากหน่อย ทุกคนกำลังคิด ก็มีเฉลยมาแจกซะแล้ว
ผมเข้าใจว่า ทางผู้จัดอบรม ต้องการอำนวยความสะดวก และเห็นใจ พี่ๆ ผู้ใหญ่หลายท่าน
แต่ผมคิดว่า หากจะต้องการทำให้หลักสูตร CFP เป็นหลักสูตรที่มีคุณค่าจริงๆ เราก็ควรจะจริงจังมากกว่านี้นะครับ
.
สิ่งที่ผมกังวลกับ CFP ในเมืองไทย ?
ผมมีเรื่องกังวลอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือ หลักสูตร CFP จะประสบความสำเร็จในฐานะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกว่า
บุคคลนี้ เป็นนักวางแผนการเงินมืออาชีพ หรือไม่ ผมกลัวว่า ผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นว่า
“เฮ้อ CFP มันก็ไอ้ตัวแทนขายประกันแหละว๊า อย่ามาหลอกเลย ชั้นไม่ซื้อหรอก ไปๆ ไกลๆ” หรือ
“พวกนี้มาอีกแล้ว ซีเอฟพง ซีเอฟพี อาไร๊ ก็แค่คนขายกองทุน ละว๊า“
ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญนะครับ การบริหารภาพลักษณ์ที่ดีเป็นเรื่องจำเป็นมากๆ ที่จะทำให้ certificate ใบนี้
มีความสำคัญ และเป็นเครื่องมือบ่งบอกความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สมาคมนักวางแผนการเงินไทย ควรที่จะต้องดูแลเรื่องนี้ให้ดีนะครับ
เรื่องที่สอง คือ เรื่องความ นิ่ง เงียบ ของ สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA)
ผมไม่รู้ว่า ข้างในนั้น นิ่ง เงียบ ไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้า เหมือนที่ผมเห็นจากมุมมองของคนนอกรึเปล่า
เพราะสิ่งที่ผมเห็นคือ เว็บไซต์ที่ไม่มีการอัพเดท ข่าวคราวที่ไม่ค่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง
หรือแม้กระทั่ง ชื่อของบุคคล ที่ทำงานจริงๆ ในสมาคม (ที่ไม่ใช่ชื่อของกรรมการ และที่ปรึกษา)
ผมก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร มาจากองค์กรไหนบ้าง
เรื่องนี้ สำหรับผู้สนใจ CFP ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญนะครับ ในการตัดสินใจอะไรนั้น เราอยากได้ข้อมูลให้มาก
เพื่อที่จะตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิผล ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลเรื่องการจัดสอบ เนี่ย
ก็ยังไม่เห็นมีประกาศอย่างเป็นทางการ ว่าจะสอบช่วงไหน ในขณะที่ข่าวลือ ปากเปล่าต่างๆ
บอกว่าจะสอบช่วง พ.ย. 52 นี้แล้ว ผมกลัวว่าถ้าท่านไม่ประกาศล่วงหน้า ผู้สอบหลายๆ ท่านจะเตรียมตัวไม่ทันเอานะครับ
นอกจากนั้น ข้อมูลของหลักสูตรใน module 5 และ 6 ก็ยังไม่รู้ว่าจะเปิดตอนไหน
พวกเราหลายๆ คนก็สงสัย และรอคอยคำตอบเช่นกันนะครับ
.
===================================================================
ส่งท้าย
ผมก็เขียนทั้งชมและบ่นมาเยอะนะครับ แต่สุดท้าย ผมอยากจะให้กำลังใจผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน
รวมทั้งผู้ที่กำลังตั้งใจอบรม เพื่อจะเอาใบรับรอง CFP ใบนี้อยู่
ผมคิดว่าการบุกเบิกสิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะสิ่งที่ involve หลายๆ ภาคส่วน หลายๆ องค์กรเนี่ย คงเป็นเรื่องยากมากทีเดียว
ผมเองรวมถึงผู้เข้าอบรมหลายๆ ท่าน อาจไม่มีส่วนช่วยท่าน และก็ไม่รู้ว่าจะช่วยยังไงด้วย
แต่ผมเชื่อว่า พวกเราทุกคนอยากให้เซอร์ใบนี้มันเกิดนะครับ
อย่างน้อยก็ผมคนนึงนะครับ ที่เชื่อว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องจำเป็นของคนไทย และ CFP น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่ง
ที่ช่วยผลักดันให้คนไทยตื่นตัวกับการวางแผนการเงินมากขึ้น
ดังนั้น ขอให้ทุกท่านสู้ๆ นะครับ หากมีอะไรที่ท่านต้องการความคิดเห็นจากผู้เข้าอบรมบ้าง
ผมคิดว่า การขอความเห็นจากผู้เข้าอบรม เป็นวิธีการหนึ่งที่ท่านทำได้ครับ
พวกเราจะได้มีการสื่อสารกันสองทาง และการสื่อสารสองทางนั้น
อาจนำมาซึ่งความเห็นร่วม ที่นำไปสู่ความสำเร็จของการบุกเบิก CFP ในประเทศไทยในที่สุดครับ

ยาวจริงๆด้วยคัรบ เอ แต่ก็ได้ความรู้ใหม่ครับ
ขอบคุณนะครับ สำหรับความรู้ดีๆ
ต้องยอมรับว่าคุณเขียนได้ประโยชน์ต่อคนอ่านมากๆ เป็นความรู้ที่ดี ขอบคุณค่ะ
Thank you for sharing your view on CFP.
I just had a chance to watch ‘The Suze Orman Show’ on CNBC a couple of days ago and i felt very very interested in how she’s advising the audience the proper way to invest based on each individual’s financial profile.
It did inspire me to think about finance over agian. I graduated in finance major from ABAC last year. and to be honest, in that time i really hated studying it. i even discovered how i wished not to pursue anything in finance again.
and yeah! like i said…it all came to me these days that finance was so crucial for everyone including me. i wanna start trying to understand it once again
love what you’re doing here. and hope you continue doing them forever!
Good luck with your Ph.D.
Thank you!
Joy
ดิฉันสนใจอบรมcfp ไม่ทราบว่าคุณ เอไปสอบมาหรือยัง เรียนจบ แต่ละ module ก็ไปสอบใช้หรือเปล่าค่ะ
ผมอบรม 4 modules เท่าที่มีเปิดสอนแล้วครับ
แต่ว่ายังไม่ได้สอบสักครั้ง ตั้งใจว่าจะสอบอยู่เหมือนกันครับ แต่ขอวางตารางเวลาให้พร้อมก่อนครับ
อยากทราบว่าปัจจุบันมีคนได้ CFP Certificate ทั้งหมดกี่คนแล้วคะ
เท่าที่ทราบ ในไทยรุ่นแรกที่ได้ CFP เป็นรุ่นผู้บริหาร + นักปฏิบัติที่มีส่วนช่วยในการ launch CFP + อาจารย์
ผมไม่รู้จำนวนแน่นอน แต่ว่าต่ำกว่า 100 คนครับ ส่วนบุคคลทั่วไป ยังไม่มีใครได้ CFP เพราะหลักสูตรอบรมยังไม่ครบครับ
คุณเขียนอธิบายได้ดีเลยค่ะ ทำให้ดิฉันเข้าใจและเห็นภาพชัดขึ้น แต่ดิฉันก็อาจจะต้องหาข้อมูลประกอบเพิ่มเติมอีกหน่อย เพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจถูกต้องในงานของ CFP เบื้องต้น เพราะตอนแรกก็เข้าใจว่าเราจะต้องค่อนข้างมีความรู้เชิงลึกและประสบการณ์ที่ดีพอ อย่างน้อยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่นประกันภัย เพราะมีเพื่อนเป็นตัวแทนประกันภัยและเค้ากำลังสร้างทีมเพื่อเป็น CFP และมาชักชวนให้ไปร่วมงาน ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาอ่านข้อคิดเห็นของคุณ ก็ยังคิดอยู่ว่าเราต้องไปขายประกันก่อนรึป่าว ไม่ได้รังเกียจอาชีพขายประกัน แต่มองว่าต้องค่อนข้างมีเวลาให้กับงานพอควร ในการเป็นตัวแทนประกันทีดี เช่นลูกค้า ไม่สบาย เกิดอุบัติเหตุ ควรจะมีเวลาไปดูแลใส่ใจ แต่ถ้ามองภาพของงาน CFP ที่คุณอธิบายไป งานมันก็ไม่ถึงกับต้องการการดูแลลูกค้ามากเท่าประกัน แต่ก็ถ้าเราเป็นตัวแทนขายประกันไปด้วย ก็คงได้ 2 ต่อ ถ้าการวางผนที่เราออกแบบให้เค้ามีส่วนของการทำประกันเข้าไปเกี่ยวข้อง
งานด้านนักวางแผนการเงิน ยังถือว่าใหม่มากๆ ในบ้านเราครับ
ส่วนใหญ่การทำแผนการเงินจะยังเรียกเก็บเงินได้ค่อนข้างยาก
นักวางแผนการเงิน เลยต้องเน้นขายสินค้า เพื่อให้มีรายได้ผ่านทางค่าคอมมิชชั่น
แล้วก็บังเอิญว่าคอมมิชชั่นของประกันนั้นมันสูงที่สุด เลยมีแนวโน้มที่นักวางแผนการเงิน
จะให้ความสนใจกับการขายประกันมากเป็นพิเศษ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีครับ
เพราะประกันนั้นถือว่่าเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่จำเป็นสำหรับทุกคนจริงๆ
หน่วยงานประกัน และตัวแทนประกันจำนวนมากก็กำลังผันตัวเองมาเป็นนักวางแผนการเงินมากขึ้น
โดยมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญไปในด้านประกัน และให้บริการด้านการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม
ซึ่งก็ต้องใช้เวลาพอสมควรครับ เพราะความเชี่ยวชาญด้านอื่นๆ นั้น ก็ต้องใช้เวลาในการเก็บสะสม
ไม่ใช่เพียงแค่อบรม CFP หรือสอบผ่าน CFP แล้วจะทำได้เลย
ดังนั้นผมคิดว่า การเข้าร่วมหน่วยงานประกันที่เริ่มหันมาทำด้านวางแผนการเงินแบบครบวงจรมากขึ้น
แรกๆ ก็ยังคงต้องให้บริการ และดูแลลูกค้าเหมือนเดิม ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่นะครับ อาจจะเหนื่อยขึ้นด้วยซ้ำ
อีกอย่างการเลือกทีมก็ต้องเลือกดีๆ นะครับ ต้องดูว่าเค้าทำด้านวางแผนการเงินแบบเป็นระบบครบวงจรจริงๆ
ไม่ใช่ทำการเน้นขายเป็นอย่างๆ
ผมคิดว่าแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เราได้รู้จักแวดวงนี้มากขึ้น ก็คือการเข้าไปลองใช้บริการด้านวางแผนการเงินดู
ยกตัวอย่างเช่น K-WePlan ของกสิกร ก็พอจะทดลองได้ครับ เค้าก็ให้บริการฟรีๆ
อีกอย่างก็คือ การเข้าไปอบรม CFP Module 1 ดูครับ การได้พบเจอกับผู้คนที่เข้ามาอบรม
ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่มาสอน ก็น่าจะพอให้เราได้ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องได้ดีเหมือนกัน
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ.
Have a nice weekend. (@^_^@)
Thanks for your info.
ขอบคุณมากๆครับ
สำหรับบทความและข้อคิดเห็นดีๆ
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และคำแนะนำต่างๆ ทำให้เข้าใจได้ชัดขึ้นค่ะ
ที่คุณเอ ว่า CFP ไม่ได้เน้นเรื่องทักษะสำคัญนั้น เป็นเพราะคุณเอ อาจรู้จัก CFPเพียงครึ่งๆกลาง หรือยังTake course ไม่ีสุดหลักสูตรครับ ทักษะการสื่อสาร (interpersonal skill) นั้นเป็นpointสำคัญที่สุดที่ Candidate ทุกคนที่จะต้องเผชิญตอนสอบการวางแผนการเงินแบบองค์รวมในModule 6 (ไม่ได้เป็นการทำข้อสอบปรนัย หรืออัตนัยแต่อย่างใด) แต่เจะต้องนำเสนอ (presentation) ต่อผู้ให้คะแนน โดยมีการสมมติลูกค้าจำลองให้ ประเด็นสำคัญทีผู้เข้าสอบจะต้องเผชิญคือ ทักษะการอธิบายสิ่งยาก ให้เป็นเรื่องง่าย สามารถนำไปปฎิบัติและใ้ช้ได้จริงครับ ขอเสริมเพิ่มเติมละกัน เพิ่งสอบผ่าน CFP Module 6 รอบเดือนก.พ. 55 ที่ผ่านมาครับ ^^
ผมอยากจะเป็นนักวางแผนทางการเงินพอดี ได้มาอ่านข้อมูลตรงนี้ ต้องขอบคุณมากจริงๆๆ คับ
เนื้อหาCFAเน้นเชิงลึก แต่สำหรับCFPจะเป็นทั้งกว้างและลึกไม่ง่ายเลยค่ะ ข้อสอบละเอียด เน้นการมองรอบด้านและแม่นในรายละเอียด
ดิฉันเคยสอบผ่าน CFA level 2 มาแล้ว แต่พอเจอ CFP Module 1, Module 3 และ4 ปรากฎว่าสอบตก ตกม้าตายเรียบ 555 (ต้องสอบสองรอบถึงจะผ่าน เฮ้อ..เหนื่อย)
จะมีก็เว้นแต่ CFP Module 2 (Investment) ที่จะไม่ยากเกินตัวสำหรับคนที่เคยผ่าน CFA1 มาแล้ว ข้อสอบแนวๆ เดียวกับ CFA1 ค่ะ เพียงต้องอ่านจรรยาบรรเพิ่มอีกนิดเดียว สู้ๆนะคะ
หนูเป็นอีกคนที่กำล้งจะสอบ พรุ่งนี้แล้ววว เข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมคะ อิอิ ที่เจ้าของบทความกล่าวไว้ถูกต้องเกือบหมด ถ้าผ่าน CFP แล้ว จะต่อ CFA ต่อให้หัวระเบิดเลย อิอิ
เกลียดการอ่านหนังสือ แต่เรียนจบแล้วก็ต้องมาอ่านหนังสือต่อ อิอิ
นักศึกษาปีสอง สามารถเข้าร่วมอบรมและขอสอบได้รึเปล่าคะ