สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก "ครึ่งเดือน" แห่งการทำงาน
25 January 2010 1 Comment
ผ่านไปเร็วมากๆ เลยครับ สำหรับชีวิตมนุษย์เงินเดือนของผม
เผลอแว๊บเดียว ตอนนี้ผมก็ทำงานมาได้ประมาณครึ่งเดือนเรียบร้อยแล้ว
แถมเงินเดือนเดือนนี้ บริษัทก็ยังโอนเข้าบัญชีให้แล้วอีกต่างหาก
แปลกหน่อยตรงที่ ผมไม่ได้รู้สึกประทับใจ อย่างที่หลายๆ คนรู้สึกกันตอนได้รับเงินเดือนเดือนแรก
อาจจะเพราะ เงินเดือนก้อนนี้ ไม่ใช่เงินก้อนแรกที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของผมซะทีเดียว
อีกทั้ง ผมยังรู้สึกว่าไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันพอ ที่จะได้เงินก้อนนี้เลย…
ผ่านไปครึ่งเดือน ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่าโชคดีจริงๆ ที่ได้เข้ามาร่วมงานกับองค์กรแห่งนี้
ที่นี่มีผู้นำที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่รักกัน อยู่กันอย่างปรองดอง เหมือนครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนึง
ในการทำงานสัปดาห์ที่สอง ผมเริ่มได้ทำอะไรมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นงานสนับสนุนพี่ๆ ในฝ่ายต่างๆ
และที่สำคัญคือ ทำงานสนับสนุนให้กับเจ้านายของผม ซึ่งเป็นงานที่ผมสนุกกับมันมาก
ที่สนุกกับงานได้ เพราะผมเองเริ่มรู้สึกว่างานที่เราทำนั้น แม้จะเป็นงานเล็กๆ
แต่ก็เป็นงานที่มีความหมาย
อย่างแรกคือ งานที่ผมทำนั้น ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้
อย่างที่สองคือ ยอดขายที่บริษัทสร้างได้นั้น ก็คือเงินลงทุนของลูกค้าที่นำมาลงทุนกับบริษัท
ซึ่งเงินลงทุนเหล่านั้นเอง ในอนาคตก็จะเป็นสิ่งที่ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์จากดอกผลที่งอกเงย
อย่างที่สามคือ ผมเองก็ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น มีมุมมองที่กว้างขึ้น
ประยุกต์สิ่งที่เรียนรู้มา หลักวิชาการต่างๆ ให้เข้ากับ การปฏิบัติจริงๆ ได้มากขึ้น
สรุปแล้ว มันเป็นอะไรที่ win-win-win กันทุกฝ่าย เลยพลอยทำให้ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงานนี้
ปัจจัยที่ขับเคลื่อน ให้ผมทำงานได้อย่างมีความสุขปัจจัยหนึ่งที่ขาดไม่ได้
คือ Feedback ที่ผมได้รับจากเจ้านายของผม ซึ่งผมรู้สึกว่า ท่านเป็นคนที่หาได้ยากมากๆ
ทุกครั้งที่ผมทำงานอะไร ผมได้รับโอกาสเสมอ ที่จะเสนอสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์
ผมได้รับคำชม คำแนะนำ ได้รับการใส่ใจ ได้รับความเมตตา
ซึ่งเป็นความเมตตาที่สัมผัสได้ชัด จากน้ำเสียงและแววตา รวมทั้งอากัปกิริยาที่ท่านมีให้กับผม
จนผมรู้สึกทึ่ง ที่มีคนแบบนี้อยู่ และรู้สึกว่า น่าเสียดายมาก ถ้าไม่เอาคนคนนี้เป็นแบบอย่าง
ในโพสนี้ ผมอยากจะเขียนสิ่งที่ผมเรียนรู้ จากชีวิตการทำงานครึ่งเดือนที่ผ่านมา
คงจะเป็นความคิดเห็นกลางๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ได้อ่านทุกคน
โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปลายทางคือการทำงานในแวดวงการเงิน แวดวงการจัดการลงทุน แบบที่ผมทำอยู่
ข้อคิดต่างๆ เท่าที่ผมนึกได้ตอนนี้ จะแบ่งออกเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
.
1. มีความรักให้กับงานที่ทำ แล้วทุกๆ วันของการทำงาน จะเป็นวันที่มีความสุข
ผมเชื่อว่าหลายๆ คน คิดว่าการทำงานคือหน้าที่ เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพื่อที่จะหาเลี้ยงชีพ
ซึ่งก็เป็นความคิดที่ถูกต้องส่วนหนึ่งครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา
จากการสังเกต พี่ๆ หลายๆ ท่านในที่ทำงาน รวมทั้งสังเกตจากเจ้านายของผม
ผมได้เห็นคนสองประเภทที่แตกต่างกัน คือ ได้เห็นทั้งคนที่ทำงาน เพราะงานนั้นเป็นหน้าที่
กับได้เห็นคนที่ทำงาน เพราะว่ารักและมีความสุขที่ได้ทำงานนั้น
ผมคงไม่ต้องอธิบายนะครับ ว่าระหว่างคนทั้งสองประเภท ใครจะมีความสุขในการทำงานมากกว่ากัน
ประเด็นของผมอยู่ที่ ทำยังไง เราถึงจะรู้สึกรักงานที่ทำได้
เพราะต้องยอมรับว่า แรกๆ ที่เข้าไปทำ ผมก็ยังไม่รู้สึกว่า จะรักสิ่งที่ทำนี้ได้เท่าไหร่
จนเมื่อได้ค่อยๆ ซึมซับจากพี่ๆ จากผู้ใหญ่ จากเจ้านาย ที่เค้าทำงานเพราะรักในงานนั้น
ก็ทำให้ผมรู้ว่า เราต้องเห็นประโยชน์ ของงานที่ทำ ว่าปลายทางของงานนั้น จะเกิดประโยชน์แก่ใคร
และจะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามอะไรได้บ้าง
ธุรกิจขององค์กรที่ผมทำงาน คือธุรกิจจัดการเงินลงทุนของประชาชนทั่วไป
โดยมีรายได้คือค่าธรรมเนียมการจัดการ ซึ่งถ้าเรามองไปที่ปลายทางคือ ผลกำไร
เราก็อาจจะทำใจให้รักงานนั้นได้ไม่เท่าไหร่ เพราะพูดตามตรงว่า สัปดาห์แรกที่ผมเข้าไปทำงาน
ผมมีความรู้สึกว่า:
“คนพวกนี้ จะเหนื่อย จะวุ่นวาย ทำงานกันอย่างหนัก เพื่อผลกำไรของใครก็ไม่รู้ไปทำไมกัน“
จนวันนึง ที่เจ้านายผม เรียกผมเข้าไปคุย และสอนให้ผมมองอะไรที่มากไปกว่านั้น
วันนี้ ผมมองผลลัพธ์ของงานซะใหม่ มองไปไกลกว่าตัวเลขกำไรของบริษัท
มองไปไกลถึงการได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยเติมเต็มความฝัน เติมเต็มเป้าหมายของลูกค้า
ของประชาชนทั่วไป ที่ไว้ใจ และนำเงินมาให้บริษัทช่วยบริหาร ช่วยลงทุนให้
เริ่มรู้สึกถึง การมีส่วนร่วม ในความสำเร็จของลูกค้า รู้สึกถึงความสุขที่ลูกค้าจะได้รับ
รู้สึกอยากจะปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง เหมาะสม กับสิ่งที่องค์กรได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับลูกค้า
มองไปไกลถึง ความมั่นคงขึ้น ของครอบครัวที่ได้มีเงินออม ได้มีเงินสำรองยามเกษียณที่เพียงพอ
มองไปไกลถึง ความเจริญขึ้นของสังคม ของประเทศชาติ
พอมองได้อย่างงี้ ความรู้สึก “เห็นคุณค่า” ในสิ่งที่ทำก็เริ่มเกิดขึ้น และพลอยทำให้
เริ่มหลงรักงานของตัวเองมากขึ้นทุกวัน
ที่ผมเขียนข้อนี้ เพราะอยากจะให้หลายๆ คนที่ทำงานอยู่ หรือคนที่อนาคตจะต้องทำงาน
ได้ลองเอาแนวคิดแบบนี้ ไปใช้ดูนะครับ บางทีเพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิด ให้ถูกต้อง
ช่วยทำให้เรามีความสุข และเพลินเพลินกับงานได้เยอะ และเมื่อใจเราเพลิดเพลินกับงาน
ผลงานที่ได้ ก็ย่อมจะออกมาดีตามไปด้วย ซึ่งนั้นก็น่าจะหมายถึง ความเจริญก้าวหน้า
ที่เราจะได้รับ นั่นเองครับ พูดง่ายๆ คือ ได้ทั้งความสุข ได้ทั้งผลตอบแทนที่ดีด้วย
.
2. เปิดใจรับทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ แล้วคุณก็จะเรียนรู้ทุกอย่างเช่นกัน
ผมว่า งานของพนักงานใหม่ๆ ในหลายๆ องค์กรก็คงจะคล้ายๆ กัน
ส่วนใหญ่ก็คือการเรียนรู้งานต่างๆ จากพี่ๆ ที่อยู่มาก่อน และคอยช่วยงานในวิสัยที่ช่วยได้
ซึ่ง บางครั้ง ก็อาจจะทำให้เราพลอยคิดไปว่า “อะไรๆ ก็เอามาให้เราทำไปซะหมด“
บางคนก็อาจจะคิดว่า “งานนี้ ไม่น่าจะใช่ความรับผิดชอบของเรา ทำไมเราต้องทำด้วย“
แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ คือ ยิ่งทำเยอะ ยิ่งได้เยอะครับ
ผมมีความเชื่อว่า หนทางการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ การได้ลงมือทำสิ่งนั้นจริงๆ
ไม่ใช่ได้จากการอ่าน การท่อง การจำ หรือความเข้าใจเพียงแต่ในตำราเท่านั้น
ผมสังเกต พี่ๆ ที่เก่งๆ ที่อยู่ในบริษัทมาก่อนผม ส่วนใหญ่ พี่ๆ จะรู้หลายด้าน รู้รอบ
เรียกได้ว่า ให้ไปทำตำแหน่งอื่นๆ แทนตำแหน่งที่ทำอยู่ ก็คงทำได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร
มาลองคิดว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้พี่ๆ พวกนี้ เค้าเก่งกันจัง ก็คงจะหนีไม่พ้น เหตุผลที่ว่า
เพราะพี่เค้า ได้ผ่านความลำบาก ได้เคยทดลองทำสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว
พอคิดได้แบบนี้ เลยทำให้ใจผมเปิดกว้าง และพร้อมที่จะช่วยงานใครก็ได้ที่กำลังต้องการคน
เริ่มจากการถามพี่ที่อยู่ใกล้ๆ ว่า มีอะไรให้ช่วยมั๊ย ได้งานมาทำบ้าง ไม่ได้งานบ้าง
เริ่มถามพี่ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เริ่มยัดเยียดตัวเอง ไปเป็นผู้ช่วยให้กับพี่ๆ ที่พอจะรู้จักบ้าง
นานเข้า (จริงๆ ก็ไม่นานครับ เพิ่งทำได้ 2 สัปดาห์) ก็เริ่มได้สัมผัสอะไรมากขึ้น
ได้รู้สิ่งที่ควรรู้มากขึ้น มากไปกว่านั้น คือ ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองมีคุณค่าขึ้นทุกๆ วัน
และมองเห็นตัวเองชัดขึ้น ว่าเส้นทางข้างหน้า หากยังรักษาเส้นทางชีวิตแบบนี้
วันนึง ก็คงจะเก่ง คงจะมีความพร้อม เหมือนพี่ๆ ที่เราทึ่งในความสามารถของเค้าได้
.
3. ความอ่อนน้อมถ่อมตน นำมาซึ่งความรักและความเมตตาจากผู้อื่น
และทำให้เกิดความสุขในใจแก่ผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนนั้น
ผมชอบคำสอนนึงมากๆ ถ้าผมไม่ผิดพลาด คำสอนนี้เป็นคำสอนของ ศ.ระพี สาคริก
คำสอนนี้เปรียบเทียบผู้ที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ประสบความสำเร็จ ประหนึ่งกับต้นข้าวที่ออกรวงสวยงาม
ต้นข้าวที่มีเมล็ดข้าวอยู่เต็มรวง เปรียบได้กับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ และควรเคารพนับถือ
จะมีลักษณะโน้มต้นลงต่ำ และยิ่งต้นข้าวนั้นมีเมล็ดข้าวมาก ก็ยิ่งจะโน้มต้นลงต่ำมาก
ในขณะเดียวกัน ก็มีรากที่ยึดอยู่กับพื้นดินอันเป็นฐานที่มั่นคง จนไม่ทำให้ต้นข้าวนั้น ล้มตายลงไป
คำสอนนี้ สอนให้เรารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ต่อบุคคลที่สมควรอ่อนน้อม
ซึ่งความจริงผมคิดว่า ก็คือทุกๆ คน ทั้งคนที่ดีกับเรา คนที่เฉยๆ กับเรา และคนที่แย่กับเรา
เพราะก็ไม่เหตุผลอะไรที่จะไม่อ่อนน้อมต่อคนเหล่านั้น
ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีความมั่นคง ประหนึ่งกับการมีรากที่ยึดดินไว้แน่น
นั่นคือ เป็นผู้อ่อนน้อม แต่ก็มีหลักการ มีแนวคิดในการดำเนินชีวิต ในการประกอบการงานที่มั่นคง
เปรียบเหมือนผู้ที่ “อ่อนนอก แต่แข็งใน“
ผมได้เข้ามาเรียนรู้จากตัวอย่างจริงๆ ของคนประเภทนี้ จากเจ้านายของผมเอง
เจ้านายที่ผมพูดถึง เป็นเจ้านายที่ถือว่ามีตำแหน่งบริหารสูงที่สุดในองค์กรที่ผมทำงานอยู่
แต่ท่านไม่เคยโอ้อวดตัวเอง ไม่เคยถือยศถืออย่าง มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงานทุกคนเสมอ
มีประตูห้องที่เปิดและพร้อมที่จะรับฟังพนักงานอยู่ตลอดเวลา
2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไม่เคยเห็นกิริยาดูถูกเหยียดหยามใคร จากท่าน
แม้แต่อยู่ในลิฟท์ ท่านก็ยังอาสา เป็นคนกดลิฟท์ให้กับคนแปลกหน้า
ผมเองก็ลองเอาอย่างดูบ้าง แล้วก็เกิดเป็นความรู้สึกดีๆ กับตัวเองมากมาย
เพราะพอเราอ่อนน้อมถ่อมตน อัตตา หรือความถือตัวของเราก็จะลดลงไปด้วย
การอ่อนน้อม ทำให้ผมได้รับเมตตาจากผู้ใหญ่ จากพี่ๆ ในที่ทำงานหลายๆ ท่าน
เพราะความอ่อนน้อม ความไม่ถือดี การไม่ทำตัวเป็นคนที่มีน้ำเต็มแก้วอยู่ตลอดเวลา
ส่งผลได้ผมได้รับความรู้ ได้รับคำแนะนำมากมาย ซึ่งหาไม่ได้ในตำราที่ไหน
ดังนั้น ประโยคที่ว่า ผู้ที่อ่อนน้อม ย่อมเป็นที่รัก สำหรับผม จึงเป็นประโยคที่ถูกต้องอย่างยิ่ง
================================================================
เอาล่ะครับ วันนี้ก็ดึกแล้ว เห็นทีผมคงจะต้องจบการเล่าเรื่องราวที่ได้เจอ จากการทำงานไว้เท่านี้ก่อน
ไม่งั้น เดี๋ยวจะตื่นสาย ไปทำงานไม่ทันเอา ถ้ามีเวลา หรือมีเรื่องอะไรน่าสนใจอีก
ผมจะมาเขียนเล่าอีก เป็นระยะๆ นะครับ
หวังว่าสิ่งที่เขียน จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านบ้างนะครับ แม้อาจจะไม่ถึงขั้นเอาไปใช้ได้
แต่อย่างน้อย ก็ขอให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เข้ามาอ่านเกิดความเพลิดเพลินในการอ่าน
ผมก็ดีใจมากแล้วคับ
.
ปล. จะว่าไป ก็ยังนึกไม่ออก เลยว่า พรุ่งนี้จะทำงานอะไร จะไปของานใครทำดีน๊า… ^_^

สั้นๆคำเดียว ” สุดยอดค่ะ ” ^___^