About Me

ผมชื่อ “เอ” หรือ ศักดา สรรพปัญญาวงศ์ (นามสกุลเดิม “เหล่าสกุลไทย”) นะครับ
ปัจจุบันผมทำงานอยู่ ณ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแห่งหนึ่งในบ้านเรานี่เองครับ
หน้าที่หลักๆ ของผมที่บริษัทก็คือ งานให้ความรู้และคำแนะนำ เกี่ยวกับเรื่องการเงินการลงทุน
ให้ทั้งกับลูกค้าและตัวแทนขายของบริษัท ซึ่งก็เป็นงานที่ผมสนุกกับมันมากครับ
.
โดยก่อนที่จะเริ่มทำงานนั้น ผมก็ได้พยายามค้นหาตัวเองมาตลอด ว่างานหรือชีวิตแบบไหนกันนะ
ที่ผมจะมีความสุขกับมันได้ จนในที่สุดผมก็ค้นพบคำตอบแล้วครับว่าชีวิตแบบไหนที่ผมต้องการ
บล๊อคนี้เองก็ เป็นส่วนหนึ่ง ของวิถีชีวิตที่ผมเลือก ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะเป็นวิถีทางที่ทำให้ผมมีความสุข
ในขณะเดียวกันก็จะได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่ได้มีโอกาสเข้ามาใช้ประโยชน์จากมัน
ไม่ใช่เพียงแค่ในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวอีกหลายต่อหลายปีข้างหน้า

.
ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นผมอย่างที่เป็นในวันนี้ ผมเองก็ได้ใช้ชีวิตผ่านเรื่องราวต่างๆ มาพอสมควร
เขียนออกมาแล้วอาจจะยาวหน่อย แต่ลองอ่านเล่นๆ ดูนะครับ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2526

ผมเกิดที่ อำเภอเล็กๆ ในจังหวัดมหาสารคาม แต่ก็ไม่ค่อยจะได้ใช้ชีวิตอยู่บ้านซักเท่าไหร่ครับ
เนื่องจากคุณพ่อ-คุณแม่ของผม ท่านก็อยากให้ลูกๆ ได้เรียนในที่ๆ ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้
ชีวิตในวัยเด็กของผมส่วนใหญ่จึงอาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งก็นับเป็นโชคดีของผม เพราะที่นี่ก็เป็นจังหวัดที่ใหญ่
และมีความเจริญเป็นอันดับต้นๆ ในภาคอีสาน ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก
โดยในระดับมัธยมศึกษานั้น ผมเรียนอยู่ในโรงเรียนที่ถือว่าเป็น โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งหรือสองในจังหวัด
แต่จับพลัดจับผลู ไม่ได้เรียนต่อ ม.ปลาย แต่ได้ไปเรียนต่อ ปวช. ในสาขาช่างกลโรงงานแทน

ชีวิตก็แปลกดีครับ จากเด็กอนามัยเรียนอยู่ห้องคิง โรงเรียนดัง ต้องมาเรียนในโรงเรียนช่าง ซึ่งใช้เวลาเรียนในห้องซัก 3 วัน
ในขณะที่ทำงานในช๊อป (workshop) ซัก 2 วันได้ เลิกเรียนก็มีกิจวัตรซ้ำๆ ก็คือ ไม่เล่นเกมส์ ก็เล่นดนตรี ไม่เล่นดนตรี ก็เล่นไพ่
ไม่เล่นไพ่ ก็กินเหล้า หรือบางทีก็ทำทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดที่ผมพูดถึงพร้อมๆ กัน

ช่วงเวลา 3 ปีที่เรียนช่างกลนั้น ผมได้อะไรเยอะมาก ได้รู้จักผู้คนในอีกแบบที่ไม่เคยรู้จัก ได้ลองแทบจะทุกอย่าง
ที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่ค่อยดีนัก (ยกเว้นยาเสพติด ซึ่งผมโชคดีมากที่ไม่ได้ลอง) ได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่า
วันข้างหน้าจะไปทำอะไรดี ในตอนนั้นเพื่อนๆ หลายๆ คน มองว่าจบไปก็เข้าทำงานในโรงงาน
หรือไม่ก็เปิดโรงกลึง (ผลิต ซ่อมแซม ชิ้นส่วนเล็กๆ) ก็หรูแล้ว

แต่ก็มีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนึงที่มองไปไกลกว่านั้น เพราะมันก็มีโอกาสที่เด็กช่างอย่างผม จะเข้าไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้
และสำหรับเด็กช่าง มหาลัยที่เป็นที่ใฝ่ฝันก็คงจะหนีไม่พ้น “พระจอมเกล้า” ทั้งสามแห่ง
ซึ่งรุ่นพี่ก็พูดกันปากต่อปาก ว่าถ้าได้ไปเรียนต่อที่นี่ ก็คือสุดยอด!
.

จากชีวิตเด็กช่างกลบ้านนอกสู่ชีวิตเด็กวิศวะในเมืองใหญ่

ผมจำได้ไม่ลืมถึงวันที่ผมและเพื่อนๆ รวมกันประมาณ 10 ชีวิต เหมารถตู้ เข้ามาสอบตรง เข้าเรียนวิศวะที่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (สมัยนั้นยังเรียกว่า “สถาบัน” อยู่) ต้องบอกเลยว่าตอนนั้นที่เข้ามานี่
เรามากันแบบเด็กบ้านนอกจริงๆ

มาถึง มาสอบ แล้วก็กลับ บ้านนอกขนาดไหนก็เอาเป็นว่า ตอนนั้นผมยังไม่รู้จัก จุฬาฯ ไม่รู้จักธรรมศาสตร์ ไม่รู้จักมหาลัยอื่นๆ
หรือสาขาวิชาอื่นๆ เลย รู้อย่างเดียวว่า เรียนช่าง ก็ต้องเรียนต่อวิศวะ และวิศวะที่รุ่นพี่บอกว่าดีที่สุด ก็คือที่นี่แหละ
(ซึ่งหลังจากที่เรียนไป ก็ไม่ได้ผิดไปมากจากที่รุ่นพี่บอกหรอกครับ) การสอบติดเข้ามาได้ ต้องถือว่าโชคช่วย

การเข้ามาเรียนวิศวะที่พระนครเหนือ ในสาขาวิศวกรรมการผลิต หรือ Production Engineering สำหรับผม ถือเป็นอะไรที่ยากมากๆ
เพราะผมไม่ได้เรียน ม.ปลายมา เทอมแรกผมต้องเรียน ฟิสิกส์ เคมี และ engineering math ซึ่งแทบจะไม่เคยเรียนมาก่อน
แม้จะทุ่มเท เตรียมตัวสุดชีวิต ผมก็พลาดจนได้ โดยเฉพาะ วิชาฟิสิกส์ 1 ซึ่งผมสอบมิดเทอมได้แค่ 18 เต็ม 100
ก็ต้องดรอปไปตามระเบียบ ซึ่งนั่นหมายถึงผมอาจจะมีปัญหา เรียนไม่จบใน 4 ปี

แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าการดรอปเรียนวิชา “ฟิสิกส์ 1” ในครั้งนั้น เป็นการตัดสินใจที่นำมา ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตผม
เพราะเมื่อดรอปแล้ว ถ้าจะเรียนให้จบใน 4 ปี ผมต้องวางแผนการลงวิชาเรียนเองทั้งหมด เพราะบางวิชาจะเรียนได้ต้องผ่านวิชาบังคับ
ซึ่งฟิสิกส์ 1 เนี่ย เป็นวิชาบังคับที่มีตัวต่อมากที่สุดวิชานึง

และแล้วในเทอมที่สอง ผมก็ต้องไปลงทะเบียนเรียนกับรุ่นพี่ ปี 4 ในวิชาเลือกวิชานึง ซึ่งสอนโดย “รศ.ดร.สุรพล ราษฏร์นุ้ย
ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ที่เปลี่ยนชีวิต และวิธีคิดของผมโดยที่ท่านเองก็ไม่รู้ตัว เพราะการเรียนกับท่าน ผมเรียนวิชาการมาได้น้อยมาก
แต่สิ่งที่ผมได้มากกว่าใครคือ วิธีคิด ทัศนคติ มุมมองต่อชีวิต เปลี่ยนให้ผมเป็นคนรู้จักวางแผน รู้จักว่า การใช้ชีวิตนั้น
กว่า 80% เป็นเรื่องของการใช้วิชาความเป็นคน ในขณะที่อีก 20% เท่านั้นที่เป็นเรื่องของวิชาชีพหรือวิชาการ
ผมเชื่อว่าท่านได้สอนให้วิศวกรไม่เป็นคนที่ “ซีปั่งเท้า” หรือเป็นคนหัวสี่เหลี่ยม คิดอะไรแค่ในกรอบ คิดอะไรที่เต็มไปด้วยกฏเกณฑ์
ไม่เคยกล้าที่จะคิด จะทำอะไรใหม่ๆ

จากการได้หลักในการใช้ชีวิตแบบใหม่ในวันนั้น ผมเปลี่ยนไปเยอะมากๆ เริ่มตั้งแต่เรื่องเรียน ที่ผมเริ่มรู้วิธีเรียนที่ถูกต้อง
เริ่มจากการกลับไปแก้มือวิชาฟิสิกส์ 1 ด้วยการเอาเกรด A มาครองได้ ไปจนถึงการตะลุยเรียนในวิชาต่างๆ ได้อย่างราบรื่น
จนจบมาเป็นที่หนึ่งของรุ่น และก็ยังได้มีโอกาสเป็นติวเตอร์ติวฟรีให้กับเพื่อนๆ และน้องๆ ในเกือบทุกวิชาที่เรียน

และจากการก้าวออกนอกกรอบในครั้งนั้น ก็ทำให้ผมเป็นคนใฝ่รู้มากขึ้น อ่านและฟังมากขึ้น จนในที่สุดก็ทำให้ผมได้รู้จักกับโลกของ
การเงินและการลงทุน” ในช่วงท้ายของการเรียน ป.ตรี ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง
.

เข้าสู่โลกการเงินและการลงทุน

วันที่ผมนับว่าเป็นวันที่ผมเริ่มเข้าสู่โลกการเงินการลงทุนจริงๆ คือช่วงปี 3 หรือ ปี 4 (ผมจำได้ไม่ชัดว่าปีไหนกันแน่)
ตอนที่กำลังนั่งรถบัสกลับจากการไปรับน้องที่ต่างจังหวัด ผมสะดุดตากับป้ายโฆษณาที่เขียนว่า “ให้เงินทำงานผ่านกองทุนรวม
และมีเว็บไซต์ http://www.thaimutualfund.com เขียนอยู่ด้านล่าง… พอกลับถึงบ้าน ผมก็มีโอกาสได้เปิดเว็บ
เข้าไปศึกษา จนทำให้ได้เริ่มลงทุนในกองทุนรวมเป็นครั้งแรก

จากจุดเริ่มต้นจุดเล็กๆ จุดนั้น ผมเริ่มขยับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น ด้วยเงินเริ่มต้นประมาณไม่เกิน 20,000 บาทเท่านั้น
จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเงินการลงทุน เยอะมากจริงๆ และทดลองลงทุน
ในแทบจะทุกวิธีที่หนังสือ หรือ “เซียน” แต่ละคนสอน จนมาลงตัวที่การลงทุนที่เน้นเรื่องปัจจัยพื้นฐาน
เน้นเรื่องตัวธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่แค่ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นลงอยู่บนหน้าจอ
และทำให้รู้เลยว่า ถ้าจะเรียนรู้อะไรให้ถึงที่สุด มันต้องได้ลงมือทำจริง ร่วมไปด้วย ถึงจะเป็นการเรียนรู้ที่ดี

หนังสือที่มี impact ต่อการลงทุนของผมอย่างมาก ก็เป็นหนังสือของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากรณ์
นักลงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investor) ชื่อดังของบ้านเรา และเป็นต้นเหตุหนึ่งให้ผมตัดสินใจเรียนต่อระดับปริญญาโท MBA
ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพราะเห็นว่า ดร.นิเวศน์ จบจากที่นั่นมา
แทนที่จะเลือกเรียนที่มหาลัยอื่นๆ ซึ่งน่าจะมีชื่อเสียงกว่านิด้า
.

MBA ปริญญาที่เปิดโลกของผมได้อย่างถาวร

เมื่อจบ ป.ตรี ที่พระนครเหนือ ผมใช้เวลาช่วงหนึ่งไปช่วยปรับปรุงธุรกิจของที่บ้าน ด้วยการสร้างระบบขึ้นในร้านค้าที่ไม่เคยมีระบบ
งานช่วงนั้นสนุกมาก เพราะมันเป็นอะไรที่ผมและน้องชายอีกคน อึดอัดและอยากจะแก้ไขมาตลอดตั้งแต่ที่พวกเรายังเป็นเด็ก
ผลลัพธ์จากการปรับปรุงนั้นก็คุ้มค่ามาก และยังคงใช้ประโยชน์ได้อย่างมากจนถึงทุกวันนี้ แต่แม้มันจะสนุกยังไง
ผมก็รู้สึกว่า การกลับมาทำงานที่บ้าน ไม่น่าจะใช่หนทางชีวิตของผม

ผมตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท MBA ที่นิด้า โดยหลังจากที่ทราบว่าสอบติด ก็ได้มีโอกาสช่วงนึง ไปบวชที่วัดเขาตาเงาะอุดมพร
ซึ่งเป็นวัดป่าอยู่ที่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ การมีโอกาสได้บวช และได้ปฏิบัติธรรมในครั้งนั้น
ทำให้ผมได้เข้าใจแก่นของพระพุทธศาสนา ได้รู้จักสิ่งที่เหนือไปกว่า ความสำเร็จแบบโลกๆ ได้มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง
เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อสึก ผมก็เริ่มเรียนต่อที่นิด้า แค่เริ่มเรียนเทอมแรก ผมก็รู้สึกดีใจว่า เราไม่ได้เลือกผิด การเรียนที่นี่สนุกมากๆ ครับ
แน่นอนว่างานเยอะ แต่สิ่งที่มาคู่กันคือ การที่เราได้คิด ได้วิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา เลยทำให้รู้ด้วยว่า
การที่เรามีพื้นฐานวิธีคิดแบบวิศวกร คือคิดเป็นลำดับ คิดเป็นโครงสร้าง คิดเป็นเงื่อนไขเป็นทางเลือก
มันเอื้อต่อการมาเรียนด้านธุรกิจมากขนาดไหน

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่เทอม 2 ซึ่งเป็นเทอมที่ผมจะได้เรียนวิชา foundation ของทุกเอกในเทอมเดียว เพื่อที่ว่าในเทอมที่ 3
เราจะต้องเลือกเอกที่จะเน้นเรียน โดยสำหรับที่นิด้านั้น รุ่นผมเป็นรุ่นที่สอง ที่นักศึกษาภาคปกติ สามารถเลือกเรียน 2 เอกได้
ในตอนแรกผมคิดว่าจะเรียนเอก Operations Management เพียงอย่างเดียว เพราะมองว่าเป็นเอกที่สามารถต่อยอด
จากเรื่องเชิง Production ที่ผมเรียนมาสมัย ป.ตรี ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผมเป็นพวกชอบปรับปรุง ชอบหยิบนั่นจับนี่
แล้วพยายามทำให้มันดีขึ้น ก็เลยคิดว่า สาขานี้แหละ น่าจะเหมาะที่สุด

แต่ในท้ายที่สุดผมก็ดันเลือกเรียนเอก Finance ด้วยจนได้ สาเหตุก็เพราะผมได้เจอกับอาจารย์ที่เปลี่ยนชีวิตผมอีกท่านหนึ่ง
ซึ่งก็คือ “รศ.ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา” พิธีกรรายการ Money Talk ทางช่อง Money Channel ซึ่งตอนนั้น ท่านสอนวิชา
Financial Management ซึ่งเป็นวิชาการเงินตัวแรกของ MBA

ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันแรกที่เรียนวิชา FM ผมค่อนข้างจะมันส์ปากมาก เพราะ อ.ไพบูลย์ท่านถามเยอะ
แล้วผมก็ตอบแบบแหลกลาญ เนื่องจากตัวเองเคยลงทุนมาบ้าง จนตอนช่วงเบรค อ.ไพบูลย์ ก็เดินเข้ามาทัก
แล้วชวนให้ผมเรียนเอก Finance โดยบอกกับผมว่า ผมน่าจะมีหัวทางด้านนี้
ความรู้สึกในตอนนั้นคือรู้สึกดีใจที่อาจารย์อุตส่าห์มาชวนด้วยตัวเอง เพราะแม้จะได้พบกับท่านเพียงครั้งเดียว
ก็รู้ได้ทันทีว่า อาจารย์เป็นอาจารย์ที่ดีมากๆ แล้วทำไมผมถึงควรจะปฏิเสธท่านนะ
(แต่ตอนนั้น จำได้ว่าปฏิเสธไป เพราะยังไม่ชอบ ผมตอบท่านไปทำนองว่า “ผมชอบลงทุน แต่ไม่ชอบเรียนลึก” :P )

ระหว่างเทอม พอเรียนไปเรียนมาก็ชักจะสนุกขึ้นทุกทีครับ ผมก็เริ่มหลงรัก finance มากขึ้น
เริ่มตั้งความหวังว่าอยากจะเป็นผู้ช่วยสอน (TA) ของอาจารย์ไพบูลย์ให้ได้ แต่มันก็มีเงื่อนไขคือ ผมต้องเรียนเอก Finance เท่านั้น
สุดท้ายผมเลยเลือกเรียนสองเอก คือ OM และ Finance มันซะเลย

การได้ทำงานใกล้ชิดกับอ.ไพบูลย์ ทำให้ผมซึมซับสิ่งที่ดีจากท่านได้อย่างมาก และเป็นสาเหตุที่ผมได้บอกในตอนต้นว่า
ท่านเป็นอาจารย์คนที่สองที่เปลี่ยนชีวิตผมอย่างมาก ผมได้เรียนรู้ในเรื่องของ คุณธรรม ความมีน้ำใจ ความอ่อนน้อมถ่อมตน
และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู ตลอดเวลาที่ได้ทำงานร่วมกับท่าน
ซึ่งผมคงไม่สามารถจะไปหาได้จากที่ไหนอีกแล้ว และนั่นก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ในท้ายที่สุด ผมตัดสินใจว่า จะต้องเป็นครูให้ได้
.

ประสบการณ์ผจญภัยในโลกการเงินแบบเด็กๆ

ระหว่างเรียนโทที่นิด้า ผมได้มีโอกาสไปแข่งขันกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินการลงทุน
ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งชื่อของกิจกรรมก็คือ “Young Financial Star Competition” หรือ YFS
โดยกิจกรรมนี้ จะมีการแข่งขันอยู่ 2 สายหลักๆ คือ สายนักวางแผนการเงิน (Financial Planner)
ซึ่งก็จะเน้นเรื่องการวางแผนการเงินในภาพรวม และทักษะในการนำเสนอให้เข้าใจง่าย กับอีกสายหนึ่งคือ
สายนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Researcher) ซึ่งเน้นการให้คำแนะนำในหลักทรัพย์แบบค่อนข้างเฉพาะเจาะจง
และมีรูปแบบการนำเสนอแบบเป็นทางการและเป็นมืออาชีพ

แน่นอนว่าพวกชอบสื่อสารแบบผม ก็ต้องแข่งสายนักวางแผนการเงิน ปีแรก (2007) ผมจึงแข่งสายนี้ และโชคดีได้ติดใน 10 อันดับแรก
ส่วนในปีต่อมาคือปี 2008 (ยังไม่ยอมแพ้) ผมก็สมัครอีกสายหนึ่งคือ สายนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
แต่ในปีนี้ ผมได้อันดับที่ 1 มา ซึ่งมันก็เป็นความภูมิใจของผมมากๆ เพราะผมก็ทุ่มเทให้มันอย่างมากเช่นกัน

ประเด็นของการได้ออกไปผจญภัย ในการแข่งขันแบบเด็กๆ อย่างนี้ ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนๆ โดยเฉพาะน้องๆ
ที่มีความสนใจเหมือนๆ กันกับผมเยอะมากๆ สังคมแวดวงการเงินการลงทุน เป็นสังคมที่แคบ
การได้มารู้จักกัน ผมว่าเป็นอะไรที่มีคุณค่ามากๆ ที่สำคัญกว่านั้น มันยิ่งจุดไฟในใจผม ให้ผมอยากจะเป็นอาจารย์มากขึ้นไปอีก
.

เป้าหมายคือเรียนต่อปริญญาเอกเพื่อกลับมาเป็นอาจารย์

เมื่อเรียนจบ ผมตั้งใจแน่นอนว่าต้องเรียนต่อเอก เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์สายการเงินให้ได้ ผมทุ่มเวลาประมาณ 1 ปีให้กับการเตรียมตัว
ทั้งเรื่องภาษา เรื่องสอบ TOEFL, GMAT แต่เป้าของผมนั้นสูงนัก เนื่องจากผมอยากจะกลับมาสอนที่นิด้า
ซึ่งวิธีการที่จะได้ตำแหน่งอาจารย์นั้น ก็คือต้องเอาทุนของนิด้าไปเรียนเอกถึงจะชัวร์ที่สุด โดยเงื่อนไขของทุนนั้น ผมต้องเรียนต่อเอก
ใน U TOP50 ที่อเมริกาในสาขาการเงินให้ได้ ซึ่งการที่จะเข้า U ระดับนั้นได้ คะแนนต่างๆ ต้องสูงมากๆ

1 ปีที่ผมเตรียมตัว สิ้นสุดลงด้วยการที่ผมมีคะแนน TOEFL iBT 108 คะแนน GMAT 690 คะแนน ซึ่งถ้าให้พูดตามเนื้อผ้าก็คือ
ถ้าสมัคร U TOP ไปก็ไม่ติดแน่ๆ เพราะคุณสมบัติหลายๆ อย่าง ที่จำเป็นต่อการเรียนต่อ ป.เอก ผมก็ไม่ค่อยมีนัก
อีกทั้งคะแนน GMAT ที่น่าจะพอให้ติดได้ก็คือ 720+

ตอนนั้นผมค่อนข้างท้อมากๆ หนำซ้ำยังมีปัญหาหัวใจ ที่ผมเพิ่งเลิกกับผู้หญิงที่คบกันมาเข้ามาพร้อมๆ กัน
ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ได้เป็นเดือนๆ กำลังใจในชีวิตหายไปหมด ทุกๆ วันได้แต่คิดถึงแต่เค้า จนไม่เป็นอันทำอะไร ใช้ชีวิตแบบซังกะตาย

ปัญหาในครั้งนั้น จบลงด้วยการที่ผมตัดสินใจชะลอการเรียนต่อ ป.เอก ไปก่อน ผมกลับมาดูแลจิตใจตัวเองมากขึ้น ศึกษาธรรมะมากขึ้น
ปฏิบัติธรรมมากขึ้น เกิดความสงบ เกิดความพร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไปอีกครั้ง เริ่มหาช่องทางว่า จะพอเป็นอาจารย์ที่ไหนได้ก่อนมั๊ย
แล้วค่อยเรียนต่อทีหลัง เพราะตอนนี้ มันอยากจะทำอะไรซักทีแล้ว

โอกาสก็เปิดขึ้นพอดี เมื่อ ม.เกษตร ศรีราชา เปิดรับอาจารย์สาขาการเงิน วุฒิ ป.โท ตอนนั้นผมไปสมัครด้วยความเชื่อมั่นเต็มที่
ว่าผมติดแน่ๆ แต่ผมก็ถูกหักดิบอีกครั้ง ด้วยการไปเจอคู่แข่งที่เหนือกว่าผมในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้าน “ประสบการณ์ทำงาน”
และแน่นอน เค้าก็ได้ตำแหน่งงานไปอย่างสมเหตุสมผล (ทราบทีหลังว่า สุดท้ายเค้าสละสิทธิ์)
ผมจึงเหลือหนทางสุดท้ายคือการเข้าทำงานในอุตสาหกรรมการเงิน
.

เข้าสู่อุตสาหกรรมการเงิน : โลกใหม่ที่เร้าใจกว่าเดิม

ผมเลือกสมัครงานไปยังบริษัทซัก 3 แห่งได้ โดยระหว่างที่รอๆ อยู่นั้น ก็ได้มีโอกาสปรึกษากับ อ.ไพบูลย์
อาจารย์เสนอที่จะช่วย refer ผมให้กับผู้ใหญ่ที่ท่านรู้จัก แต่ด้วยความดื้อของผม ผมก็เลยบอกท่านไปว่า อยากจะหางานด้วยตัวเองก่อน
ถ้าจนปัญญา ก็จะค่อยขอให้อาจารย์ช่วยกรุณาอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากคุยกับ อ.ไพบูลย์ ไม่เกิน 2 วัน ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้านาย คนปัจจุบันของผม
(ซึ่งผมเคยได้รู้จักกับท่านมาบ้าง และท่านเคยเห็นฝีมือผมมาบ้าง) ท่านโทรมาชวนผมให้ไปทำงานด้วยกัน ตอนนั้นผมคิดอย่างมาก…
ประมาณ 30 วินาทีได้… ก็ตัดสินใจตอบรับไปทันที (ต้องรีบหน่อยครับ เดี๋ยวท่านเปลี่ยนใจซะก่อน :P )

ผมโชคดีมาก ที่ได้ตัดสินใจครั้งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตด้วยการตอบรับตำแหน่งงานนี้ ทุกวันนี้ ผมได้ทำงานซึ่งเป็นตำแหน่งงานในฝัน
ได้ทั้งคิดวิเคราะห์ ได้ทั้งสอน ทั้งให้คำปรึกษา จนถึงตอนนี้ผมยังนึกไม่ออกว่า ผมจะไปหางานดีๆ แบบนี้ได้ที่ไหน
ถ้าไม่ใช่ อ.ไพบูลย์ ช่วยแนะนำให้

การเข้ามาทำงานในแวดวงการลงทุน ทำให้ผมได้ประจักษ์ว่า “เรามันกบในกะลาเหลือเกิน” รู้เลยว่า ถ้าผมก้าวลัดขั้นนี้
ด้วยการไปเป็นอาจารย์เลย ผมอาจจะเป็นอาจารย์ที่ขาดอะไรหลายๆ อย่าง
เพราะในวงการนี้ มีคนเก่งเยอะมากกกกกกกกกก ที่สำคัญ อายุน้อยๆ กันทั้งนั้น
ไอ้ที่เคยคิดว่า “เราแน่” เป็นอันต้องล้มเลิกไป ทำได้อย่างเดียวคือ “ยอมรับซะ เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ” แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน
หมั่น “เรียนรู้” ไปในทุกวัน และเท่าที่ผมสัมผัสได้จากตัวเองคือ ไม่มีวันไหนเลย ที่ผมไม่ได้เรียนรู้อะไร
.

เป้าหมายและความฝันในวันข้างหน้า

จากเส้นทางชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา ทำให้ผมตระหนักอย่างหนึ่งว่า เป้าหมายและความฝันนั้น เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องมีเป้าหมายและความฝันเอาไว้ เพื่อเป็นแรงผลักดัน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับชีวิต
ว่าในทุกๆ วัน เราได้ก้าวเข้าใกล้ความฝันของเราแล้ว ที่สำคัญคือ เพื่อจะได้รู้ว่า เราควรจะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องเดินไปทางไหน
ในการที่จะไปถึงฝั่งฝันนั้น

ณ ปัจจุบัน ความฝันของผม คือการได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ผ่านการมีฐานะการเงินที่มั่นคง ผ่านการมีครอบครัวมีสังคมรอบข้างที่ดี
ผ่านการได้ช่วยเหลือแบ่งปันสิ่งที่ผมมีให้กับผู้ที่ไม่มี และสิ่งที่ผมคิดว่าจะให้คืนแก่สังคมได้ ก็คือ “ความรู้ทางการเงิน” ที่ผมมีอยู่
และที่กำลังจะสะสมและจะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสเป็นกลไกเล็กๆ กลไกหนึ่ง ที่จะช่วยให้คนไทยมี “ภูมิปัญญาทางการเงิน
หรือ Financial Literacy ที่ดีขึ้นในระดับที่จะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ซึ่งก็น่าจะนำมาซึ่งปัญหาระดับบุคคลที่น้อยลง นั่นหมายถึงปัญหาระดับครอบครัวก็จะลดน้อยลงไปด้วย
และเมื่อคนสามารถที่จะบริหารเรื่องปากท้องได้เพียงพอ ก็คงจะได้มีเงินเก็บ เงินลงทุนพอสมควร
ในท้ายที่สุดก็คงจะทำให้ประเทศชาติเราดีขึ้นไม่น้อย
เอ
27 มิ.ย. 2553

131 Responses to About Me

  1. RisingForceX says:

    ไม่น่าเชื่อ ผมยิ่งอ่านบล๊อคนี้ ยิ่งทึ่งในความสามารถของคุณมากถึงมากที่สุด
    ยิ่งอ่านประวัติคุณแล้ว ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีก ผมบอกตามตรงว่า ผมจบวิศวะจุฬา และมีความฝันจะไปเรียนการเิงินเร็วๆนี้เหมือนกัน
    สิ่งที่คุณทำ น่ายกย่องมาก โดยเฉพาะถ้าดูจาก background แล้ว คุณเก่งมากๆ จากคนต่างจังหวัด (ผมก็มาจากต่างจังหวัดครับ) เรียนสายวิชาชีพมา แล้วทำ GMAT ได้ 690 และ IBT 108 (อันนี้ยอมให้คุณเลย เยอะมากจริงๆ) จริงๆคะแนนระดับนี้ สามารถเข้า b-school ระดับ top ของโลกได้แล้ว แต่การเข้า PhD ผมยอมรับว่า มันค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร แต่เคยได้ยินมาว่า ถ้าคุณมีงานวิจัยที่น่าสนใจ คะแนนสอบก็อาจไม่ใช่ประเด็นหลักก็ได้ (จริงๆแล้วคะแนนสอบของคุณดีอยู่แล้วนะครับ)

    เป็นกำลังใจให้นะครับ ขอให้คุณตามความฝันให้สำเร็จ ถ้าคุณยังเครียดเรื่อง GMAT อยู่ ผมเชื่อว่า ถ้าคุณสอบอีกครั้งได้คะแนนถึง 700+ แน่นอน แต่อาจต้องวางแผนนิดนึง ถ้ามีอะไรที่ผมพอช่วยได้ ผมยินดีช่วยนะครับ (ผมเพิ่งสอบได้ 720)

    โชคดีครับ

    • Sakda says:

      ขอบคุณมากนะครับ
      ตอนนี้เส้นทางเบี่ยงเบนไปเยอะครับ GMAT เลยต้องพักไว้ที่ 690 ก่อน
      ยังไงซะ ซักวัน อาจจะได้มา fight ใหม่

      ผมต้องขออวยพรให้คุณ RisingForceX ได้ทำตามฝันของตัวเองให้สำเร็จเช่นกันนะครับ
      ไว้จะได้กลับมาทำประโยชน์ให้ตัวเอง และให้ประเทศชาติเรากันต่อไป

    • Sisongkhalm Sithanomhuck says:

      I like you very much my friend, i’m your Fan page from Lao P.D.R , nice to know your web… send me your email: to kamtaxiking@gmail.com

  2. ขลุ่ย says:

    สวัสดีค่ะ..พี่เอ (ขออนุญาตเรียกว่าพี่เอละกันนะคะ)
    ชื่อขลุ่ยค่ะ เพิ่งมีโอกาสเข้ามาในบล๊อคนี้ จากการ search ใน google เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับ GMAT และ TOEFL
    พบว่าบทความต่างๆในบล๊อคนี้ มีประโยชน์กับขลุ่ยมากค่ะ ทำให้ขลุ่ยมีแรงฮึดที่จะผ่านการสอบต่างๆต่อไปให้ได้
    และเห็นว่า ความคิด ความฝันของขลุ่ยนั้น มีบางส่วนคล้ายกับของพี่เอ คือ อยากจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะชอบการสอน (อยากเรียนถึงปริญญาเอก) และเคยแข่งขัน MMA ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เข้ารอบสองด้วยค่ะ (แค่นี้ก็เป็นความภูมิใจเล็กๆค่ะ) จึงจะขออนุญาตส่งอีเมลล์ไปหาพี่เอนะคะ รบกวนขอให้ตอบกลับ เพื่อแนะนำเกี่ยวกับบางอย่างค่ะ เพราะรู้สึกว่า ตอนนี้ตัวเองกำลังอยู๋ในช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต… ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

    • Sakda says:

      ไม่รู้ว่าพี่ตอบช้าไปมั๊ยนะครับ ผ่านไปร่วม 5 เดือนแล้ว หรือพี่อาจจะลืมไปว่าได้ตอบเมล์ไปแล้วหว่า
      แต่เท่าที่จำได้ยังไม่เห้นมีเมล์เข้ามาเลยนะครับ เอาเป็นว่าถ้ามีอะไรก็ถามมาได้น๊า
      และขอเป็นกำลังใจให้กับความฝันนะครับ ฝันเป็นสิ่งสวยงามเสมอ และเป็นสิ่งที่เราควรจะสนุก เมื่อได้ไล่ล่ามันครับ

  3. ATT-Code says:

    เยี่ยมครับ ขนาดผมอยู่กรุงเทพฯ เป็นเด็กช่างกลเหมือนกัน ไปติวมาด้วย ยังเข้า KMUTN ไม่ได้เลย ต้องไปเรียน ปวส. แล้วค่อยมาต่อ ป.ตรี ที่ KMUTT สุดท้ายก็ End up ด้วย MBA เหมือนกัน แต่ไม่ชอบ Finance มากๆ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ต้องมาอยู่ Broker ซึ่งตอนนี้เห็นว่าการลงทุนนั้นมันให้อะไรเราหลายๆ อย่าง มันเป็นความสวยงามของตัวเลขและข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน

    และก็ขอเป็นกำลังใจให้ในการสร้าง “ภูมิปัญญาทางการเงิน” ช่วยให้ผู้ที่สนใจได้ใช้เป็นเครื่องนำทางในการลงทุน เพราะถ้าในบ้านเรามีข้อมูลในการแนะนำการลงทุนเยอะๆ ก้จะสามารถทำให้รายย่อยต่างๆ สามารถที่จะมีความรู้ไปต่อกรณ์กับรายใหญ่ได้ หรือไม่ก็สามารถที่จะลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้

    • Sakda says:

      ขอบคุณมากๆ นะครับคุณ ATT-Code ผมคิดว่า เราต้องช่วยกันเป็นฟันเฟือง หรือเมล็ดพันธุ์เล็กๆ
      ในการผลักดันให้ตลาดทุน รวมทั้งนักลงทุนในบ้านเรา พัฒนาไปมากกว่าที่เป็นอยู่
      ให้พวกเขาเหล่านั้น ตัดสินใจลงทุน โดยมีฐานอยู่บนเหตุผลมากขึ้น
      อย่างน้อยก็เพื่อเปลี่ยนสภาพตลาดหุ้นบ้านเรา ที่บางมุมก็แทบจะกลายเป็น “บ่อน” มากขึ้นไปทุกที ให้เป็นที่ที่ดีขึ้น

  4. P.JIROJ says:

    สวัสดีครับ คุณศักดา
    ผมอ่าน แล้วผมก็ทึ่งในความสามารถของคุณ ทีเดียวครับ
    เรามีอะไรหลายๆอย่าง ที่คล้ายกัน เหมือนที่ กฎแห่งแรงดึงดูด พูดไว้จริงๆครับ

    ผมเอง จบ วิศวะพระนครเหนือ เหมือนกันครับ แต่เป็น ไฟฟ้า รุ่น 31 น่าจะเป็นรุ่นพี่มั๊งนะครบ
    และ ผมเองตอนนี้ ก็กำลัง เรียน R-MBA เช่นกันครับ แต่เป็นที่ ม.เกษตร(เคยจบ โท แล้ว หนึ่งใบที่ เดิมล่ะครับ แต่เป็นด้าน MIS)
    สนใจในเรื่องการลงทุน โดยลงทุนผ่านกองทุนรวมมาก่อน เช่นกัน
    งานก็คล้ายๆกันอีกนะครับ คือ เป็นงานด้าน วิชาการ ชอบให้ความรู้ต่างๆ แก่บุคคลทั่วๆไปคล้ายกันอีก
    ผมเอง ก็รู้จัก และ เคยคุยกับ ท่านอาจารย์ ดร.ไพบูลย์ ที่ ตลท เช่นกันครับ และที่สำคัญ ก็เคยปรึกษา
    เรื่องการลงทุนกับท่านครับ (ผ่าน Email) และ ผมก็ศรัทธา ในตัวอาจารย์เช่นกันอีกครับ
    แต่สิ่งหนึ่ง ที่ไม่คล้ายก็คือ…..
    ผมยัง ไม่เก่งเรื่องการลงทุน เท่ากับคุณศักดา เลยครับ และ ผมต้องขอเป็นลูกศิษย์ ด้วยนะครั
    และ อาจต้องขอคำแนะนำต่างๆ เรื่องการลงทุนด้วยนะครับ ส่วนตัวผมก็สนใจเรื่อง CFP มากทีเดียวครับ

    • Sakda says:

      ผม Engineer 38 ครับพี่ เป็นรุ่นน้องพี่ประมาณ 7 ปีได้
      จริงๆ เรื่องการลงทุน ผมไม่ได้เก่งแบบเป็นเซียนอะไรหรอกนะครับ
      ผมแค่ชอบและศึกษาถึงวิธีการธรรมดาๆ ที่เหมาะกับคนธรรมดาจะเอาไปใช้ได้
      จริงๆ ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า ถ้าคนไทยแบ่งเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง
      แล้วได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยระยะยาว ซัก 7-8% ต่อปี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ

      ปล. อย่าถึงกับเรียกตัวเองเป็นลุกศิษย์ผมเลยคร้าบ ผมว่าเป็นพี่เป็นน้องกันไปดีกว่าครับ
      บางเรื่องผมรู้ พี่ไม่รู้ บางเรื่องพี่รู้ ผมไม่รู้ ดังนั้น สังคมเราต้องช่วยกันครับ ^_^

      • P.JIROJ says:

        ขอบคุณสำหรับ คำตอบครับ
        อ่านแล้วก็ทราบได้ว่า น้อง sakda เป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนมากครับ
        ตรงนี้ขอชื่นชมนะครับ
        ส่วนเรื่องการลงทุน พี่เอง ก็ปัจจุบันก็ลงทุนผ่าน หุ้นบ้างครับ แต่ไม่มาก
        เพียงแต่ว่า ยังขาดประสบการณ์ในการอ่านงบการเงิน หรือ ปัจจัยพื้นฐานอยู่บ้างครับ
        เพราะไม่ได้เรียนด้านบัญชีมาก่อนเลยครับ
        พี่ขอเป็น ลูกศิษย์ ในเรื่องการลงทุนด้วยนะครับ ปล.ไม่ต้องเกรงใจนะครับ
        ที่จะให้พี่เรียกอย่างนี้ เพราะเรื่องที่เราไม่รู้ ก็ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เป็นธรรมดา และ ก็สามารถ
        นับถือผู้ที่ความรู้เป็น อาจารย์ได้อยู่แล้วครับ แม้ว่าจะอายุห่างกันก็ตาม

        ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่พี่พอรู้บ้าง ก็จะขอ share ในคราวๆต่อๆไปบ้างนะครับ

  5. ATT-Code says:

    เห็นด้วยครับที่เราจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดทุนและให้นักลงทุนรายย่อยบ้านเรามีการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของการลงทุน แต่ก็ยังมีนักลงทุนอีกหลายท่านที่ชอบเสี่ยง อันนี้เราห้ามกันไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้เค้าเสี่ยงอย่างมีเหตุผล ถ้าเกิดความผิดพลาด จะทำอย่างไรให้ขาดทุนน้อยที่สุด และถ้ามีกำไร จะทำอย่างไรให้ได้กำไรที่คุ้มค่ากับการลงทุน เราก็คงต้องช่วยกันหลายๆ ทาง อย่าง Web ของคุณ A ก็เป็นส่วนหนึ่งเป็นที่น่าจะเป็นแหล่งความรู้ให้กับนักลงทุนรุ่นใหม่ที่สนใจได้ครับ

    ปล. ต้องขอขอบคุณ Tradermemory ด้วย ที่แนะนำ web นี้ให้ทราบ ว่ามีการ Update แล้ว ไม่งั้นก็ไม่ได้เข้าไปอ่านใน Web เดิม

  6. Vasana says:

    หวัดดีจ๊ะเอ เราอ่านบล็อกของเอแล้วรู้สึกว่าเอโชคดีมากเลยที่ได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรและได้ทำในสิ่งที่ชอบ เราขอให้ประสบความสำเร็จที่เอหวังไว้ทุกอย่างนะ

    • Sakda says:

      ขอบคุณมากนะครับหนา ขอให้ได้รู้ว่าชอบอะไรและได้ทำในสิ่งที่ชอบเหมือนกันนะครับ

  7. NookyNuke says:

    สวัสดีครับ A นุ๊ก R-MBA 59 เด้อ ผ่านมาเจอเพิ่งอ่าน ประวัติ อาจารน์ A จบ…ดีใจ หรือจาเรียกว่ามีบุญ เนี่ย ได้ผ่านมารู้จัก A ตอนเรียน ป โท.. เป็นกำลังใจให้เด้อ ตอนเเรก ก็ลุ้นใ้ห้อาจารย์ A เป็นเด๊อกเตอร์ เเต่ก็ไม่เป็นไร ยังไงอาจารย์ A ก็ได้สอนเหมือนกัน ส่วนเรื่องเนื้อคู่ เดี่ยวก็มาเองหล่ะเนอะ … ยินดีที่ได้ทำงานในสิ่งที่ชอบ เพื่อนๆ R-59 เป็นกำลังใจให้ ^^v

    นุ๊ก

  8. tawan says:

    อยากสอบถามพี่เอว่าเรียนคณิตศาสตร์ประกันภัยและความเสี่ยงที่นิด้างานจะกว้างไหม
    งานรองรับเยอะไหม
    ใจหนึ่งอยากเรียนmbaเหมือนพี่เละแต่ไม่ค่อยมีเงินอ่าคับ
    ขอบคุณคับ ถ้ายังไงแสดงความคิดเห็นให้ด้วยนะคับ noomthan@gmail.com

    • Sakda says:

      สวัสดีครับ ขอตอบเป็นเรื่องๆ นะครับ
      การเรียนในสาขาเฉพาะทางนั้น แน่นอนว่าทางเลือกของงานย่อมจะแคบกว่าการเรียนสาขาที่กว้างๆ อย่าง MBA เป็นธรรมดานะครับ
      แต่จะดูเฉพาะเรื่องความกว้างของงานอย่างเดียวก็ไม่ถูก ในกรณีที่เราเลือกเรียนสาขาที่เป็นเฉพาะทาง
      ควรต้องดู demand ของสายงานนั้นด้วย การเรียนพวก Actuarial + Risk Mgmt พี่เชื่อว่า ยังเป็นสาขาที่ใหม่
      และมีผู้เชี่ยวชาญน้อย บริษัทประกันฯ บ้านเราก็มีเยอะมาก พี่คิดว่า แม้งานจะแคบ แต่ก็มี demand ด้านคนสูงครับ

      จุดที่อยากจะให้คิดจริงๆ ในการเลือกเรียนสาขาที่เป็นเฉพาะทาง ก็คือ “เราชอบ/รักงานในสาขานี้จริงหรือไม่ ?”
      เพราะมันเป็นสาขาที่แคบ ถ้าเราไม่รักมันจริง มันอยู่ยากนะครับ กลัวจะเป็นการต้องเรียนและทำงานอย่างอึดอัดไปในระยะยาว
      ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ต้องศึกษาดีๆ คุยกับคนเยอะๆ ลองทำพวก personality test ดูว่าเรา match กับงานแบบไหน
      ใน facebook ก็มีให้ทำนะครับ ชื่อ application ว่า my personality

      ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการเรียนนะครับ เห็นบอกว่าอยากเรียน mba แต่เงินไม่พอ เลยจะให้ข้อมูลเพิ่มว่า
      ถ้าเป็นหลักสูตรภาคปกติ (เรียนเต็มเวลา) ค่าเทอมของ regular mba กับ acturial+risk mgmt เท่าๆ กันเลยนะครับ
      คือตลอดหลักสูตรใช้เงินประมาณ 1 แสนบาท แต่ถ้าเรียนภาคพิเศษ mba ก็จะแพงกว่าจริงๆ ครับ
      ในที่นี้ก็ต้องลองคิดถึง life time value นะครับว่า สิ่งที่จ่าย มันอาจจะแพงกว่าเมื่อตีเป็นเงินในปัจจุบัน
      แต่ถ้าเราคิดว่า มันจะสร้าง value ให้เราได้ตลอดไปในอนาคต บางทีการยอมจ่ายแพงกว่า ก็อาจจะดีก็ได้
      ทั้งนี้ก็ต้องสู้และเตรียมการให้ดีน่ะครับ ยังไงซะ พี่ก็อยากจะให้เน้นไปในเรื่องของ “ความชอบ+ความรัก+ความถนัด” เป็นหลัก
      เรื่องผลตอบแทนจากงานนั้น พี่ว่ามันมาทีหลังครับ

      ปล. พี่มีเพื่อน (ไม่ค่อยสนิท) ที่เค้าจบหลักสูตรนี้ ปัจจุบันน่าจะทำงานอยู่บริษัทประกันขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
      ถ้าสนใจจะคุย พี่อาจจะพอติดต่อให้ได้นะครับ ยังไงก็แจ้งมาล่ะกันน๊า

  9. เก่ง says:

    ขอให้เอ….เป็นเออย่างนี้ ไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ
    การรักษาความเป็นตัวตน(ความคิด)จะยากที่สุดเมื่อเราพบกับกิเลส
    ซึ่งกิเลสระดับหัวหน้าพรรคก็คงหนีไม่พ้น ราคะ โทสะ โมหะ โลภะ
    หากใช้ สติ + ปัญญา ที่เอมีอยู่ เชื่อว่า เอจะเป็นอะไรก็ได้และจะทำอะไรก็ได้ บนโลกใบนี้

    ปล.ว่างๆจะไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์บ้างละกันนะยังใช้เบอร์เดิมอยู่ป่าว

    • Sakda says:

      ขอบคุณมากครับพี่เก่ง ผมจะพยายามรักษาตัวตนแบบนี้ไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ
      แม้ว่าจะรู้ดีก็ตาม ว่ายังไงซะเราจะไปคาดหวังให้อะไรมันเที่ยงแท้คงยาก แม้แต่ชีวิตของเรา เราก็คุมมันได้ไม่สมบูรณ์
      แต่ผมก็จะพยายามตบชีวิต ให้เข้าไปอยู่ในเส้นทางที่แม้จะไม่เหมือนเดิมก็ขอให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
      ว่างๆ หวังว่าจะได้พูดคุยกับพี่นะครับ ยังใช้เบอร์เดิมครับ

  10. pskate says:

    ความรู้ดีๆ พี่เอให้น้องเสมอ
    พี่เอเป็นคนเก่งและดี
    ขอให้สนุกกันงานที่ทำและเป็นกำลังสำคัญของชาติไทยในเวลาอันใกล้ครับพี่

    ดีใจครับที่
    ได้เป็นรุ่นน้องพี่เอ

    Production Eng. 24

    • Sakda says:

      ขอบคุณมากครับเปี๊ยก ขอให้เปี๊ยกประสบความสำเร็จในทุกๆ เรื่อง
      และร่วมเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติของเราในทุกๆ วันเช่นกันนะครับ
      ดีใจที่ได้มีรุ่นน้องอย่างเปี๊ยกเหมือนกันครับ

      เอ PE23

  11. e_tonpe says:

    เออดีวะ กูจะได้ศึกษาการลงทุน กับเรียนภาษาอังกฤษ

    จาก 1 ใน 10 ชีวิตที่เหมารถตู้มมาสอบด้วยกันนะโว้ย!!!!!

  12. PloyPailin says:

    ขอบคุณสำหรับข้อความดีดี รวมถึงประวัติของคุณที่ทำให้พลอยมีแรงผลักดันตัวเองอีกครั้งนะคะ… เป็นกำลังใจให้ ขอให้มีความสุขในการทำงานตลอดไปนะคะ^^

    • Sakda says:

      ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะครับ
      ผมก็ขอให้คุณ PloyPailin มีพลัง มีกำลังใจ มีทัศนคติที่ดีต่อการใช้ชีวิต
      และมีทุกๆ วันที่เต็มไปด้วยความสุขเช่นกันครับ

  13. Nont says:

    เป็นประวัติชีวิตที่น่าอ่านน่าติดตามมากๆเลยครับ
    เจอบล๊อกคุณเอมเมื่อกดหาเรื่อง CFA
    ผมเป็นนักเรียนสายวิศวะคอมจบใหม่และเพิ่งเริ่มเข้าทำงานสาย IT
    ในธนาคารขนาดใหญ่แห่งนึง เลยชักสนใจอยากก้าวไป Front Office กับเค้าบ้าง
    ไงก็ขอให้พี่เอ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตครับ
    และคอยอัพเดทบล๊อกนี้ที่เป็นคลังความรู้ที่ดีมากๆอย่างที่พี่ได้ตั้งใจไว้แต่แรกครับ
    พี่เป็นตัวอย่างของคำที่ว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ เลยครับ
    ขอบคุณสำหรับข้อความดีๆครับพี่

  14. Nont says:

    ขอบคุณสำหรับข้อความดีๆครับพี่
    เป็นประวัติชีวิตที่น่าอ่านน่าติดตามมากๆเลยครับ
    เจอบล๊อกคุณเอมเมื่อกดหาเรื่อง CFA
    ผมเป็นนักเรียนสายวิศวะคอมจบใหม่และเพิ่งเริ่มเข้าทำงานสาย IT
    ในธนาคารขนาดใหญ่แห่งนึง เลยชักสนใจอยากก้าวไป Front Office กับเค้าบ้าง
    ไงก็ขอให้พี่เอ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตครับ
    และคอยอัพเดทบล๊อกนี้ที่เป็นคลังความรู้ที่ดีมากๆอย่างที่พี่ได้ตั้งใจไว้แต่แรกครับ
    พี่เป็นตัวอย่างของคำที่ว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ เลยครับ

  15. Nutta says:

    Hi A

    Finally I visit your amazing website:)

    It’s really inspiring!

    Rgrds

    P’ Nut

  16. Bank says:

    ยอมรับว่าอ่านเพลินเลยครับ เจอจาก google ขอชื่นชมมากครับ อ่านแล้วชักอยากไปเรียนการเงินเลยทีเดียว

  17. kaija says:

    ขอบคุณมากครับ บทความดีเข้าใจง่ายมากครับ ผมขอติดตามผลงานขอเก็บเป็นความรู้ สัญญาว่าจะนำความรู้ไปพัฒนาและเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์กับตนเองและสังคม ขอให้สุขภาพแข็งแรง น๊ะครับ น้องเอ

  18. ชาย says:

    แอบมาอ่านประวัติพี่เอ ครับ ^^
    ชาย MMA&YRC

  19. ได้เจอเว็บของคุณเอ โดยบังเอิญ ได้อ่านบทความต่างๆ รู้สึกชอบมากค่ะ
    ขอบคุณคุณเอ ที่สร้างบล๊อกมาเป็นวิทยาทานให้ผู้คนที่สนใจ
    ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ

    • Sakda says:

      ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะครับ
      ผมได้เข้าไปชมเว็บ http://www.aomsin.net ของคุณแม่แก้วแล้วเช่นกันครับ
      ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องประกันได้ดีมากๆ ไว้อนาคตอาจจะต้องขอความรู้บ้างนะครับ
      เมื่อก่อนผมก็เคยเป็นตัวแทนฯ อยู่แว๊บๆ เหมือนกันครับ
      แต่ว่าใจอ่อน… สู้ต่อไม่ไหว เลยหันมาทำงานประจำแทน

  20. แพร says:

    สวัสดีค่ะ พี่เอ

    หนูติดตามอ่านกระทู้ของพี่มาสักพักแล้ว และสนใจโครงการYFSค่ะ
    หนูขอรบกวนให้พี่เอช่วยอธิบายความแตกต่างของทั้งสองสายนี้ให้หน่อยได้มั้ยคะ (เพราะว่าหนูไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย) หนูว่าจะลองสมัครโครงการนี้ปีหน้า ไม่ทราบว่าพี่เอช่วยแนะนำวิธีเตรียมตัว หรือหนังสืออ่านเพิ่มเติม (นอกจากที่เว็บของYFS)แนะนำหน่อยได้มั้ยคะ (จริงๆหนูยังไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับสายไหนหรอกนะคะ รอพี่เอแนะนำอยู่เหมือนกัน)

    ขอบคุณมากนะคะ
    แพร

    • Sakda says:

      พี่ขออนุญาตกลับมาตอบให้อีกครั้งนึงนะครับ ตอนนี้แวะมาโพสบอกเฉยๆ ว่าพี่ได้อ่านคำถามแล้ว
      ไว้ว่างปุ๊บ จะมาตอบปั๊บเลยครับ รอหน่อยน๊า

    • Sakda says:

      สวัสดีครับน้องแพร
      ก่อนอื่นขอโทษมากๆ เลยที่ตอบช้ามากๆ ป่านนี้น้องแพรคงจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ ว่าถามอะไรทิ้งไว้ :P
      เรื่อง YFS ที่ถามมา พี่ขออธิบายกว้างๆ นะครับ ช่วงหลังนี้กติกา รวมถึงรายละเอียดการแข่งขันก็จะเปลี่ยนไปพอสมควร
      แต่สายการแข่งขันใหญ่ๆ ก็ยังมี 2 สายเช่นเคย คือสายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลงทุน (Investment)
      และสายที่เกี่ยวกับเรื่องการวางแผนการเงิน (Financial Planning)

      ระหว่างสองสายนี้ เน้นต่างกัน สาย Investment เรียกว่าเป็นสายวิเคราะห์ คือเป็นสายที่ต้องรู้ข้อมูลเชิงลึกค่อนข้างมาก
      ก็จะเหมาะกับคนที่หลงไหล หรือชื่นชอบในเรื่องการลงทุน ส่วนตัวพี่คิดว่า สายนี้คนที่เรียนมาด้านนี้โดยตรง
      น่าจะได้เปรียบมากกว่า

      ส่วนสาย Financial Planning นั้น เป็นสายที่ต้องรู้ข้อมูลแบบกว้างๆ ไม่ลึกมากนัก
      แต่ก็ไม่ตื้นขนาดที่จะใช้ประโยชน์ไม่ได้ คือการอยู่สายนักวางแผนการเงินนั้น
      เราต้องมีความสามารถในการพิจารณาเรื่องการเงินส่วนบุคคลอย่างรอบด้าน ไม่จำกัดเฉพาะด้านการลงทุน
      แต่หมายรวมถึงเรื่องการเก็บออม การทำบัญชีรายรับรายจ่าย บัตรเครดิต การลงทุน ประกันภัย ประกันชีวิต กองทุน มรดก ฯลฯ
      อาจจะลองดูวิดีโอในบล๊อคนี้ก็ได้ครับ ส่วนใหญ่ cover เนื้อหาด้านวางแผนการเงิน

      ทั้งสองสาย นอกจากจะวัดความรู้แล้ว ก็จะวัดความสามารถในการถ่ายทอด
      ข้อความเดียวกัน ออกจากปากคนคนละคน ก็เกิดประโยชน์ได้ต่างกัน
      คนที่ชนะส่วนใหญ่ พี่เชื่อว่าเค้าสามารถแปลเรื่องยาก แปลภาษาเทคนิค ให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายได้
      โดยระหว่างสองสาย สาย financial planning ก็น่าจะมีน้ำหนักของคะแนนด้านการสื่อสารซะมากกว่า

      ถ้าจะให้เลือก พี่อยากให้เราดูความชอบของเราเป็นหลักครับ
      ถ้าจะดูแบบหยาบๆ พี่คิดว่า ดูบุคลิกภาพของเราเป็นเกณฑ์ก็พอได้ คือถ้าเราเป็นพวก outgoing
      ชอบพูดคุย ชอบแนะนำ ชอบสอน และมีความรู้รอบตัวค่อนข้างมาก พี่อยากจะเชียร์ให้ลองแข่งสาย financial planning

      แต่ถ้าเราเป็นพวกสุขุม คิดวิเคราะห์เก่ง คมในฝัก ชอบอยู่เบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า
      มีความรู้ด้านการเงิน การลงทุนอยู่พอสมควร ก็อาจจะลองสมัครสาย investment ดูได้ครับ

      เรื่องการเตรียมตัวนั้น ถ้าเวลาเตรียมตัวนาน พี่อยากให้เริ่มจากการเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ เช่น กรุงเทพธุรกิจ เป็นประจำ
      นอกจากนั้น ก็ควรหาหนังสือพวก การเงิน การลงทุน การบริหารธุรกิจ การบัญชี มาอ่านบ้างสัก เดือนละ 1-2 เล่มก็จะช่วยได้เยอะครับ
      อีกทางหนึ่งที่พี่คิดว่าดีไม่แพ้กัน ที่สำคัญคือฟรี ก็คือ ดูวิดีโอในเว็บพี่ให้ครบทุกตอน 555 (แอบโฆษณานิดนึงนะ… แต่ดีจิง)

      พี่ว่าเท่านี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ มีอะไรสงสัยเพิ่ม ก็ถามมาได้เลยนะคับ
      ยินดีตอบเสมอ … แต่ตอบเร็วหรือช้า… อีกเรื่องนึงเนาะ

      พี่เอ

      • แพร says:

        พี่เอ…
        ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำตอบ
        เอาไว้มีข้อสงสัยอะไร หนูขออนุญาติมาถามอีกทีละกันนะคะ (พี่เออนุญาติแล้วนะคะ อิอิ)

        แพร

  21. yord says:

    สวัสดีครับ
    ตอนนี้ผมกำลังจะจบปี 4 ครับ ก็ได้สอบ sl dl ผ่านแล้ว ตอนไปอบรมก็มีคนชวนไปทำมาร์เกตติ้ง
    ตอนนี้กำลังเตรียมสอบ cisa เคยแข่งก็แค่ click2win ชนะเดือน3 และได้ที่ 6 ในระดับมหาลัยในเดือน 8
    ลงทุนในหุ้นมาประมาณ 8 เดือนก็ได้เกิน 100 % แล้ว ( ตลาดมันดีฮ่าฮ่า ) พี่ก็น่าจะเล่น thaivi ด้วยใช่ไหมครับ เพราะเห็นว่าชอบ ดร.นิเวศน์ และลงทุนปัจจัยพื้นฐาน ผมเองก็ใช้เวลาทั้งวันคลุกอยู่ในเว็บนั้น
    ทั้งหมดนี้พอมาอ่านของพี่ก็เกิดความรู้สึกเช่นเดียวกับพี่เลยครับว่า
    ไอ้ที่เคยคิดว่า “เราแน่” เป็นอันต้องล้มเลิกไป ทำได้อย่างเดียวคือ “ยอมรับซะ เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ” แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานหมั่น “เรียนรู้” ไปในทุกวัน
    ตอนนี้ผมก็ยังสับสนอยู่ว่า เรียนจบผมจะทำงานก่อนแล้วค่อยออกมาเรียน หรือจะเรียนต่อเลยค่อยออกมาทำงาน
    ซึ่งจบโทแต่ไม่มีประสบการณ์เงินเดือนก็คงจะไม่มาก แต่ถ้าจะเรียนไปทำงานไปก็กลัวจะไม่ไหวครับ
    ไหนจะเรื่องภาษาอีก ซึ่งผมพูดได้เขียนได้ แต่ถ้าในระดับไปใช้ติดต่อหรือทำงานก็ยังแย่อยู่ ผมก็ไม่รู้จะเอาอะไรก่อนดี
    ตอนแรกๆผมเป้าหมายเยอะครับ แต่สุดท้ายผมก็แค่ต้องการให้เงินทำงานแทนผม ผมพักGMAT ibt ศึกษาแต่หุ้น หารอบของหุ้นวัฐจักรอย่างเดียวเลย ในเวลาที่ผ่านมา เพื่อที่จะไม่พลาดเมื่อรอบมันมาถึง ผมกะไปถึงเป้าหมายด้วยเส้นทางนี้เพราะมันดูเหนื่อยน้อยที่สุด และผมก็ชอบด้วย การได้อ่านประวัติพี่ ผมก็รู้สึกว่าผมคิดถูกนะ ที่ตัดเป้าหมายเหลือเพียง freedom of finance เพราะความพยายามของผมเทียบไมได้ซักเสี้ยวของพี่เลย

    • Sakda says:

      สวัสดีครับ
      พี่เคยเข้าไปศึกษาข้อมูลหลายๆ อย่างที่ ThaiVI อยู่บ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มลงทุนใหม่ๆ ประมาณ 2-3 ปีมาแล้ว
      แต่ว่าปัจจุบันแทบไม่ได้เข้าไปเลยครับ ยอมรับว่าได้ “ความรู้” จากพี่ๆ เพื่อนๆ ที่นั่นเยอะมาก
      การเริ่มศึกษาจาก ThaiVI ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ ครับ แต่ยังไงก็ตามในทุกๆ เรื่องเราต้องมีความ “พอดี” นะครับ
      เท่าที่อ่านข้อความของน้อง Yord ก็รู้สึกว่าตอนนี้กำลังเพลิดเพลินกับการลงทุนอยู่อย่างมาก
      พี่อยากจะขอแนะนำอย่างหนึ่งว่า เราเข้ามาเริ่มลงทุนในจังหวะที่ตลาดหุ้นค่อนข้างคึกคัก และเป็นช่วงเวลาที่
      การเลือกหุ้นให้ผิด อาจจะทำยากกว่าการเลือกหุ้นให้ถูก ดังนั้นช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่จะทำให้เรามีความรู้สึกว่า
      “ข้าแน่” อยู่เยอะมาก เวลาที่เรารู้สึกแบบนี้ โอกาสที่เราจะผิดพลาดครั้งเดียวแล้วเสียหายหนักๆ มันก็มีอยู่

      ถ้าพี่จำไม่ผิด ดร.นิเวศน์ เคยพูดไว้ว่า “ผลตอบแทนในระยะยาวที่เราควรหวังคือประมาณ 15% ต่อปี
      ถ้าทำได้เกินกว่านั้น ให้ถือว่าฟลุ๊ค” ส่วนตัวแล้วพี่คิดว่า ประโยคนี้มีความหมายที่ดี คือท่านเตือนไม่ให้เราประมาท
      ดังนั้น มันไม่ผิดครับ ที่เราจะ “ทุ่มเท” หรือ “หมกมุ่น” ให้กับการลงทุน ตราบใดที่เราทำอย่าง “พอดี”
      และพี่เชื่อว่า การลงทุนสร้างอะไรให้เราได้อย่างมากมาย… แต่นั่นเป็นเพียงแค่แง่มุมเดียวของชีวิตเท่านั้นนะครับ

      เรายังมีด้านอื่นๆ ของชีวิตที่ต้องดูแล โดยเฉพาะเรื่องของงานประจำหรืองานที่สร้างรายได้หลักให้กับเรา
      ทั้งนี้เพื่อที่เราจะได้มีกระแสเงินสดที่มากและมั่นคงพอ เพื่อจะได้เอามาลงทุนต่อ และไปถึงฝั่งฝันได้เร็วๆ
      ซึ่งขั้นตอนนี้ของชีวิตมีความสำคัญเหมือนกันนะครับ เพราะฝันที่จะลงทุนสำเร็จ ฝันที่จะมีชีวิตที่สบายและไม่เหนื่อย
      มันจำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแรงพอ ดังนั้นเราต้องพัฒนาตัวเองให้มี “คุณค่า” พอ
      ที่จะทำให้มีใครยินดีจ่ายเงินให้เราทำในสิ่งที่เรารัก และเราทำได้ดีด้วย

      เรื่องของภาษา เป็นสิ่งที่ไม่ควรทิ้งครับ สำคัญมากๆ เราได้พอสมควรแล้ว พี่ว่าฝึกต่อให้มันสุดๆ ไปเลยดีกว่า
      ส่วนเรื่องเรียนต่อนั้น พี่คิดว่า ลำดับไม่สำคัญเท่าไหร่ว่าจะทำงานก่อน หรือเรียนก่อน แต่ว่าวันนึงต้องเรียนให้ได้ครับ
      ส่วนตัวพี่คิดว่าถ้าไม่มีข้อจำกัดอะไร การได้ทำงานสัก 1-2 ปี แล้วลาออกไปเรียน full time เลย น่าจะให้อะไรเราได้เยอะ
      คือเราทำงาน เพื่อที่จะ explore ว่าโลกจริงๆ สมรภูมิจริงมันเป็นยังไง คนจะประสบความสำเร็จได้ เค้าต้องเป็นอย่างไร
      นอกจากนั้นการทำงาน จะทำให้เรา “เป็นผู้ใหญ่” ได้มากขึ้นกว่าที่เราคิดว่าเราเป็นอยู่
      (จนถึงตอนนี้พี่ยังรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นเด็ก และยังเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ได้อีกเยอะเลย)
      จากนั้น ลาออกจากงานมาเรียนเต็มเวลา เพื่อที่จะได้ทุ่มเทสรรพกำลังให้กับการ “สร้างคุณค่า” ให้กับตัวเองอย่างเต็มที่
      หลังจากนั้น ถ้าเราเก่งจริง หรือมีดีจริง พี่รับรองว่าเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่เราจะได้นั้น ก็จะสะท้อนฝีมือเราเอง
      เข้าไปใหม่ๆ อาจจะได้น้อยหน่อย แต่ถ้าเรามีดี พี่เชื่อว่า มีผู้ใหญ่มองเห็น และยินดีสนับสนุนเราแน่นอนครับ

      สุดท้ายก็ขอให้กำลังใจกับน้อง Yord ในการสอบ CISA รวมถึงทุกๆ เรื่องนี้น้องตั้งใจจะทำนะครับ
      พี่อาจจะเขียนอะไรมากกว่าที่น้องถามมากไปนิด แต่ทั้งหมดก็ด้วยความหวังดีนะครับ
      หวังว่าน้องจะประสบความสำเร็จในชีวิต และมีทุกๆ วันที่มีความสุขครับ ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็โพสมาได้เลยน๊า

  22. yui says:

    อ ไพบูล แนะนำเวบนี้มาเราก็เลยเข้ามาดู พอได้อ่านประวัติแล้ว เก่งจิงๆสู้ๆๆต่อเดอร์เตอร์ให้ได้นะเราอยากให้มาเป็นอาจารย์ที่นิด้าจัง อายุเท่าเรา แต่เราพึ่งเริ่มเรียนโทเองอะ กว่าจะจบก็แก่พอดีอิอิ

    • Sakda says:

      ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมบล๊อคนะครับ
      ถ้าเป็นไปได้ฝากขอบคุณ อ.ไพบูลย์ด้วย ที่ช่วยแนะนำเว็บให้ อาจารย์ช่วยพี่ในหลายๆ ด้านจริงๆ ครับ
      ส่วนเรื่อง ต่อเอก ตอนนี้พี่กำลังมีแผนใหม่ ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องจบเอกก็ได้น่ะครับ
      แต่ก็เป็นแผนที่ทำให้พี่ได้ทำงานด้านการศึกษาอยู่ดี… แต่น่าจะเป็นอะไรที่สนุกขึ้นกว่าการเดินตามเส้นทางสายอาจารย์เพียวๆ

  23. mirage says:

    ผมขอขอบคุณ คุณ เอ มากนะครับที่มาให้ความรู้ในเรื่องการเงิน ทำให้ผมมีความรู้เพิ่มขึ้นมากๆๆ เลยครับ

    ขอบคุณมากๆครับ :)

    • Sakda says:

      ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมครับ ดีใจมากเลยครับที่คุณ mirage ใช้ประโยชน์จากเนื้อหาในเว็บได้
      ถ้าคุณ mirage เห็นว่าดี ผมต้องรบกวนช่วยบอกต่อให้กับเพื่อนๆ ที่คิดว่าเค้าจะใช้ประโยชน์จากเนื้อหาในเว็บได้หน่อยนะครับ

  24. Send says:

    มาแนะนำตัวด้วยครับ

    ผมชื่อ ป้อครับ เป็น TA ของอาจารย์ ไพบูลย์ เหมือนกันครับ ได้ยินอาจารย์พูดถึงพี่เอบ่อยๆ
    แล้วก็ได้ URL นี้มาจากอาจารย์ด้วยครับ

    • Sakda says:

      สวัสดีครับป้อ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ มีอะไรที่พี่จะช่วยได้บอกได้นะครับพ้ม
      ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป ฝากเรียน อ.ไพบูลย์ให้ด้วย ว่าพี่ขอบคุณมากๆ ที่ช่วยโปรโมตเว็บไซต์ให้
      และพี่ยังระลึกถึงอาจารย์อยู่เสมอครับ

  25. kik says:

    สวัสดีค่ะพี่เอ
    ดีใจน่ะค่ะที่เปิดมาเจอBlogนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนที่เสียสละเวลาให้ความรู้ทางด้านการเงินได้มากขนาดนี้ จริงๆแล้วกิ๊กเคยเห็นพี่ในรูปตอนแข่งYFSที่ถ่ายคู่กับลอรี่น่ะค่ะ กิ๊กแข่งYFSในปี2009 ในสายวิเคาระหืหลักทรัพย์ แต่ได้แค่ 15 คนสุดท้าย แต่สนุกจริงๆและเห็นด้วยกับทุกความเห็นที่พี่เขียนไว้กับโครงการนี้ จริงๆแล้ววันนี้กิ๊กตั้งใจอยากจะปรึกษาพี่ หวังว่าพี่คงช่วยให้คำปรึกษาหนูหน่อยน่ะคะ ตอนนี้หนูเรียนปี4 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และหนูเพิ่งสอบผ่านป.โท international program ของเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แต่จริงๆแล้วตัวหนูเองตั้งใจอยากที่จะเรียนต่อป.โท MIF แต่หนูเตรียมตัวในการสอบและหลักฐานหลายอย่างไม่พร้อมในการสมัครในปีนี้ หนูจึงคิดว่าจะเรียนป.โทเศรษฐศาสตร์ไปก่อนแล้วค่อยสอบMIFในปีหน้า หากได้MIF ก็จะออกจากป.โทเศรษฐศาสตร์ พี่คิดว่าหนูควรทำอย่างนี้มั้ยค่ะ หรือหนูไม่ควรเอาป.โทเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่แรก แล้วใช้เวลา1ปีนี้ในการทำงานก่อน หรือพี่พอจะมีข้อแนะนำให้หนูบ้างมั้ยค่ะ ตอนนี้หนูค่อนข้างลังเล ขอบคุณค่ะ

    • Sakda says:

      สวัสดีครับน้องกิ๊ก…
      สำหรับคำตอบของคำถามนี้ แน่นอนว่าคงไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะต่างคนต่างมุมมอง
      ดังนั้นพี่ขอตอบเป็นความเห็นส่วนตัวของพี่พร้อมกับเหตุผลประกอบนะครับ
      อย่างแรกพี่ว่าเราต้องพยายาม identify ให้ได้ก่อนครับ ว่าจริงๆ แล้วเราชอบและอยากเรียนอะไร
      ซึ่งกระบวนการนี้ก็หมายรวมถึงเรื่องของการวางแผนเรื่องงานที่จะทำหลังจากเรียนจบแล้วด้วย
      คือต้อง start with the end in mind น่ะครับ… ลองฉายภาพตัวเองไปในอนาคตซัก 5 10 15 ปี
      ว่าอยากเห็นตัวเองเป็นอย่างไร ทำงานอะไร ที่ไหน มีความเชี่ยวชาญด้านไหน บุคลิกลักษณะเป็นยังไง
      แล้วค่อยๆ วางแผนย้อนกลับมายังปัจจุบัน ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง จึงจะนำเราไปสู่เป้าหมายนั้น
      แต่เท่าที่อ่านก็เหมือนกับว่าน้องกิ๊กทราบแล้ว ว่าอยากเรียน finance มากกว่า

      ดังนั้นก็ตัดมาที่คำถามว่า แล้วจะเรียนโทเศรษฐศาสตร์ไปก่อน พอติด MIF แล้วค่อยออกมาเรียน
      หรือว่าทำงานก่อนแล้วค่อยพยายามสอบ MIF ให้ได้ ถ้าเป็นพี่พี่เลือกอย่างหลัง
      คือถ้าไม่ทำงานก่อน ก็ต้องหาอะไรทำที่ช่วยให้เรามี value และมีความพร้อมที่มากขึ้น
      สาเหตุที่พี่คิดว่าไม่ควรเรียนเศรษฐศาสตร์ไปก่อน เพราะพี่เชื่อว่าน้องกิ๊กจบเศรษฐศาสตร์มา
      น่าจะพอมีพื้นฐานที่ดีพอสมควรในสาขาวิชานี้แล้ว… ไหนๆ ถ้าจะต้องเสียเวลา
      พี่อยากให้เอาเวลาไปเสียให้กับอะไรที่แปลกใหม่ดีกว่า

      ซึ่ง alternative แรก คงจะเป็นการหางานทำ ซึ่งข้อดีก็คือ เราจะได้รู้ ได้เห็น ได้เติบโตทางความคิดค่อนข้างมาก
      และน่าจะทำให้การเรียนโทของกิ๊กในอนาคต เป็นการเรียนที่ได้ประโยชน์จริงๆ
      เพราะถ้าเข้าไปทำงาน เราก็จะเห็นหมดแล้วว่า เค้าทำงานกันยังไง คุณสมบัติใดบ้างที่จะทำให้ก้าวหน้าในงาน
      และเรายังขาดสิ่งใด ยังอ่อนด้านไหน… ทีนี้จะได้ไปเก็บเกี่ยวเอาอย่างเต็มที่ตอนที่เรียน ป.โท
      แต่การทำงานไปด้วยก็มีข้อเสียอยู่บ้างคือ เวลาจะน้อย และเราอาจจะเสียความตั้งใจ เพราะเพลินกับงาน
      ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องเวลาน้อยนี่ล่ะครับ อุปสรรคสำคัญ ดังนั้นต้องชั่งใจดีๆ
      เคล็ดลับคือ ถ้าคิดจะทำงาน ก็ต้องเก็บเกี่ยวให้เต็มที่ อย่าอายที่จะถาม อย่ากลัวที่จะลองทำนั่นทำนี่
      และ อย่าลืมที่จะเรียนรู้จากผู้ใหญ่ ทั้งด้านดีที่ควรเอาอย่าง และด้านร้ายที่ไม่ควรเอาอย่างด้วย

      ทางเลือกอีกทาง ที่พี่อยากจะลองเสนอ ถ้าเราคุยกับครอบครัวได้เข้าใจ ก็คือลองหาความรู้ด้านอื่นๆ
      โดยที่ไม่ต้องไปเรียนในหลักสูตรที่เป็นทางการ หลักๆ ที่น่าจะเรียนรู้ก็น่าจะเป็นเรื่อง ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ
      และถ้าเป็นไปได้ ใน 1 ปีนั้น กิ๊กอาจจะลองหาโอกาสทำสิ่งเหล่านี้ดูนะครับ

      1. ออกเดินทางไปไหนคนเดียว อาจจะเป็นการท่องเที่ยว การทำงานอาสาสมัคร
      เอาให้ได้ออกเดินทางซักเดือนละ 1-2 ครั้ง จะได้เรียนรู้โลกในหลายๆ มุมครับ

      2. ถ้ากิ๊กนับถือพุทธ อยากให้ได้มีโอกาสเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมในสายใดสายหนึ่งก็ได้ ซัก 1-2 ครั้ง
      ครั้งนึงก็อาจจะ 7 วัน 10 วัน รวมทั้งถ้ามีโอกาสก็ลองศึกษาธรรมะง่ายๆ เช่นอ่านหนังสือของคุณดังตฤน (ฟรีที่ dungtrin.com)
      ที่แนะอย่างนี้ก็เพราะ เมื่อเราเข้าสู่โลกของงานจริงๆ เราจะหาเวลาได้ยากมาก และเราจะถูกงานกลืนเราเข้าไป
      ถ้าเราไม่มีเสาหลักทางจิตวิญญาณที่มั่นคงพอ และถ้าเราไม่เรียนรู้ว่าความจริงของโลกเป็นอย่างไร
      ทำงานไปทำงานมา เราอาจจะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องเงินทอง ชื่อเสียง สังคม… แต่ไม่มีความสุขก็เป็นได้
      การได้ฝึกจิตใจตามแนวทางที่ถูกต้อง จะช่วยให้เรามีเครื่องมือที่แสนวิเศษ ไว้รับมือกับปัญหาพวกนี้ครับ

      3. อ่านหนังสือในฟิลด์ที่ชอบ จะเป็นหนังสือการเงินก็ได้ ธุรกิจก็ได้ จิตวิทยาก็ได้ อย่างน้อยเดือนละ 2 เล่ม
      เพื่อปูพื้นฐาน และเปิดโลกทัศน์ว่า ข้างนอกเค้าคิดอย่างไร สนใจอะไร ในสายงานของเรา
      และถ้ารักจะเรียนการเงินจริง อาจจะลองสอบ CFA หรือ CISA หรือ CFP หรือ Cer อื่นๆ ไปเลยก็ได้ครับ
      เอาให้ได้ซัก Level (แต่ถ้าไม่ชอบจริง อย่าไปเสียเวลาสอบนะครับ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีคุณค่ากับเราจริงๆ ดีกว่า)

      4. แบ่งเงินออมบางส่วนมาลงทุนจริง ในทุกๆ ตลาดที่สนใจ จะเป็นหุ้น กองทุนรวม อนุพันธ์ หรืออะไรก็ตาม
      ลองให้มันหมดครับ… และที่สำคัญคือต้องลองด้วยเงินจริงๆ… ไม่จำเป็นต้องเยอะครับ
      เราเอาเงินน้อยไปซื้อวิชา ได้เจอของจริง เพราะตอนเรียน คนที่เคยสัมผัสของจริง จะเข้าใจและเห็นภาพมากกว่า
      ดีไม่ดี เราอาจจะเจอแนวทางที่เหมาะกับเรา แล้วได้หนทางในการประสบความสำเร็จอีกทางนึงก็ได้

      5. ทำตัวเองให้เก่งคอมพ์ขึ้น โดยเฉพาะ Excel เพราะในงานทุกๆ สาย ใช้เยอะมากครับ
      ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อย่าเอาแค่ใช้เป็นแบบงูๆ ปลาๆ ลองฝึกให้เก่งๆ ไปเลย และถ้ามีเวลาก็หัดพวก Powerpoint ด้วย
      เพราะใช้เยอะในทุกสายงานเช่นกันครับ

      กิจกรรม 5 อย่างที่แนะนำไป พี่เรียกว่าเป็นหลักสูตร “เตรียมความพร้อม… สู่โลกกว้าง” ก็แล้วกันนะครับ
      เชื่อว่าถ้าเราเลือกทางนี้ ตารางเวลาของเราจะยังว่างอีกเยอะเลย ก็ลองหากิจกรรมอะไรที่เราชอบใส่เข้าไปบ้างก็ได้ครับ
      เชื่อพี่ว่า ถ้า 1 ปี กิ๊กลองทำอย่างที่พี่บอกได้ต่อเนื่อง 1 ปีนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามากกับตัวกิ๊กครับ
      และพี่เชื่อว่า มันน่าสนุกมากเลยล่ะ… เสียดายที่ตอนนั้น พี่ยังคิดไม่ได้แบบนี้ ไม่งั้นจะลองมั่ง
      แต่ถ้าเห็นว่ามันดูเพ้อเจ้อ เพ้อฝันไปหน่อย ก็อ่านแล้วยิ้ม ขำๆ ไปก็ได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องทำตามเนาะ

      เอาล่ะ ตอบมาเยอะแล้ว ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ตอบมายาวมากๆ
      เขียนไปก็สนุกไป เขียนไปก็ยิ้มไป พี่ว่า…อนาคตถ้าในเว็บ a-academy มี section ตอบคำถามด้วยก็น่าจะดี
      พี่จะได้มีพื้นที่บ่นได้เยอะๆ และมีคนมาร่วมอ่านด้วยได้เยอะๆ เช่นกัน

      สุดท้ายนี้ ก็ขออวยพรให้กิ๊กค้นพบตัวเอง และค้นเจอทางที่เหมาะกับตัวเองนะครับ
      จะเลือกทางไหนก็แล้วแต่ ต้องเลือกซักทาง แล้วทำให้เต็มที่ ชีวิตผิดได้บ่อยๆ ครับ ผิดแล้วก็แก้ไข
      แก้แล้วเดี๋ยวก็ถูกเอง พี่เป็นกำลังใจให้… และถ้ามีอะไรสงสัยเพิ่มเติม ก็ถามมาเพิ่มได้เลยคับ ^_^

  26. ต้า says:

    ผมก็จบ NIDA เหมือนกันครับ FLEX MBA FINANCE รุ่น 15 พึ่งจบเลยครับ ผมมีแผนจะไปศึกษาต่อ PHD FINANCE ที่อเมริกาครับแต่พึ่งจะเริ่มเตรียมตัว เลยจะขอความรู้เรื่องการเตรียมตัวหน่อยครับ

    1. การสอบ GMAT และ TOEFL มีไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมที่ไหนมั้ยครับ เพราะเห็นคะแนนที่ได้นี่สูงมากครับ

    2. อ่านในกระทู้เห็นมีเอ่ยถึงทุนการศึกษาของ NIDA ที่จะให้ทุนแต่ต้องเป็น TOP 50 U นี่ตอนนี้ยังมีอยู่ไหมครับถ้ามารายละเอียดจะดีมากเลยครับ

    3. ผมเรียนจบมาได้ GPA ประมาณ 3.4 และ มีประสบการณ์ทำงานประมาณ 4 ปี แต่เป็นสาขาที่ไม่เกี่ยวกับ FINANCE นี่ยังพอมีโอกาสจะเข้า TOP 50 U ไหมครับ

    4. ผมไปหาข้อมูลมาเรื่องการสมัครเรียนเค้าบอกว่าจะรับนักศึกษาใน fall semester แต่เปิดรับสมัครตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม
    เพราะฉะนั้นผมควรจะเริ่มสมัครในช่วงไหนครับถ้าสมัครประมาณเดือน 6 จะทันไหมครับเพราะยังไม่ได้เตรียมตัวเลย

    ตอนนี้เครียดมากกับอนาคตตัวเอง ยังไงช่วยตอบหน่อยนะครับ อย่างน้อยก็เป็นศิษย์สถาบันเดียวกันครับ อิอิ

  27. Ithipat says:

    ขอบคุณมากๆครับที่มีเวบดีๆเเบบนี้…………………ขอให้คุณเอมีสุขภาพดีๆและมีความสุขมากๆนะครับ

    • Sakda says:

      ขอบคุณนะครับ ขอให้คุณ Ithipat มีสุขภาพดีทั้ง กาย+ใจ เช่นกันครับ

  28. titisak says:

    คุณพี่เอครับ รุ่นพี่ผม ว๊าวๆ พอดีผมได้ยินอ.ไพบูลย์ เล่าให้ฟังเลยเข้าเว็บมาศึกษาข้อมูลต่างๆที่คุณพี่เอได้ทำไว้ ดยเฉพาะเครื่องคิดเลข แจ่มครับ เข้าใจง่ายดีครับ อยากได้โปรแกรมที่เอาไว้ใช้สอนบ้างครับ พอจะบอกได้ไหมครับ่า จะหาโหลดได้ที่ไหนครับ
    แล้วพอดีช่วงนี้เพื่อนๆกำลังจะสอบวิชาการเงิน เบยอยากรบกวนขอชีทที่คุณพี่เอเคยติวให้เพื่อนๆหรือน้องๆที่นิด้าด้วยได้ไหมครับ พอดีผมได้รับมาจากเพื่อนอีกทีมีถึงแค่บท 7 stock ไม่ทราบว่าจะขอบท 9 10 11 และอื่นๆที่คุณพี่เอเคยทำไว้สอนน้องๆบ้างได้ไหมครับ ผมอ่านแล้วเข้าใจง่ายดีครับ จะได้เอามาแบ่งปันเพื่อนที่เรียนด้วยนะครับ ไม่รู้จะรบกวนไปไหมครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับผม

    • Sakda says:

      ขอบคุณนะครับที่เข้ามาเยี่ยมชม
      เสียดายว่า พี่ยังทำเนื้อหาไม่ครบถ้วนดี เลยอาจจะยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่
      ส่วนเรื่องชีทติวนั้น บางชีทพี่ก็ไม่ได้ทำน่ะครับ เป็นการเขียนสอนเอา
      แต่ทั้งนี้พี่ได้ส่งไฟล์ติววิชา FM ทั้งหมดเท่าที่มีเข้าไปที่เมล์ให้ด้วย เผื่อว่ามีบางอันตกหล่นครับ
      ยังไงรบกวนฝาก share ต่อให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ

      • titisak says:

        ขอบคุณมากครับพี่เอ ผมส่งต่อให้เพื่อนๆแล้วนะครับ

  29. เอก NIDA MBA FINANCE says:

    ขอบคุณพี่เอมากๆครับ ผมเป็นรุ่นน้องของพี่ที่ NIDA ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าพี่เป็นคนเก่งจริงๆเเละสร้างเเรงบันดาลใจให้ผมอย่างมากสำหรับ การเลือกเรียนสาย financeบ

    ปัจจุบันผมทำงานใน field ของวิศวกร อยู่ครับ
    ผมมีคำถามรบกวนถามพี่เอครับ คือผมอยากทราบว่าถ้าเราจบ MBA finance เเล้วเราจะสมัครงานที่สาขาอะไรของเเบ้งค์ได้บ้าง หรือสาขาอะไรของหลักทรัพย์ได้บ้าง

    ขอรบกวนพี่เอช่วยอธิบายหน่อยครับ เพื่อผมจะได้เข้าใจว่าเเต่ละเเผนกเเละสาขาของหน้าที่การเงินจริงๆเค้ามีอะไรบ้างทำหน้าที่อะไรบ้าง เพราะกะทู้พี่เอตอนนี้ผมส่งให้เพื่อนๆที่กำลังตัดสินใจเลือกวิชาเอกหมดเเล้วครับ 55

    ขอบพระคุณอย่างสูงครับพี่เอ

  30. ธี says:

    สวัสดีปีใหม่ครับ

    ชอบสิ่งที่พี่เอทำมากครับ

  31. เพชร says:

    สวัสดีครับ คุณ เอ บ้านหลังนี้มีประโยชน์มากนะครับ ทำให้ผมเข้าใจเรื่องการลงทุนแบบ DCA ชัดเจนขึ้นมาก
    ผมกำลังคิดที่จะลงทุนแบบ DCA ในกองทุน equity funds ที่ไม่ได้เอาไปลดหย่อนภาษีหน่ะครับ
    คิดว่าจะเลือกกองที่ ACTIVE หน่อย คิดว่าจะซื้อไปเรื่อยๆทุกเดือน สัก 10 ปี
    มิทราบว่า คุณเอ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ
    ขอบคุณมากครับ

    • Sakda says:

      ขอโทษที่ตอบช้านะครับ
      ด้วยกรอบระยะเวลายาวถึง 10 ปี ผมคิดว่าโอเคเลยครับ ที่จะลงทุนแบบ DCA ไปเรื่อยๆ
      ส่วนกองจะเลือกแบบ Active ก็ได้ครับ พยายามโฟกัสเลือกกองที่ผลตอบแทนสม่ำเสมอหน่อย
      อาจจะดูจากผลตอบแทนระยะยาวๆ ช่วง 3 ปี 5 ปี ว่าชนะตลาดได้พอสมควรรึเปล่า
      ลองดูในเว็บไซต์ http://www.aimc.or.th ได้ครับ จะมีเปรียบเทียบผลตอบแทนอยู่

  32. DoS says:

    สวัสดีเอ.. (รวมถึงสวัสดีปีใหม่ด้วย) พี่ด๊อช PE นะครับจำกันได้ไหมนี่ พอดีเข้ามาอ่านโดยบังเอิญ เห็นหน้าตาคุ้นๆ บวกกับสำนวนการพูดที่คุ้นเคย (เหมือนนั่งฟังติวก่อนสอบ ทำให้นึกถึงอารมณ์ตอนติวก่อนสอบที่ใต้ตึก 555) ตอนนี้เป็นยังไงบ้างคงสบายดีนะ เพราะจากที่อ่านมา ดูท่าจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันนะครับ (ดูท่าจะมาถูกทางตามที่ฝันไว้) อย่างไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ มีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอกต่อกันได้ ยินดีเสมอ
    ปล. อย่าหักโหมมากดูแลสุขภาพตัวเองหน่อยก็ดี เวลาเอทำไรแล้วจะมุ่งมั่นจริงจังเกินไปจนลืมดูแลตัวเอง บางอย่างเยอะไปก็ไม่ดี บางอย่างน้อยไปก็ไม่ดีนะครับ เอาไว้จะเข้ามาทักทายใหม่นะ

    • Sakda says:

      สวัสดีปีใหม่ครับพี่ดอส จำพี่ได้อยู่แล้ว
      พอพี่พูดถึง แล้วก็ทำให้นึกถึงสมัยที่ติวหนังสือกันตอนนู้นเนาะ…
      ผมยังมีรูปเก็บไว้อยู่เลย เสียดายมีไม่เยอะ
      ยังไงก็ขอให้พี่มีความสุข สมหวังในทุกๆ เรื่องเช่นกันนะครับ
      ถ้ามีอะไรให้ช่วย รับรองเรียกใช้แน่ 555
      ถ้าพี่มีอะไรให้ผมช่วย ก็บอกได้เช่นกันครับ

  33. sitichoke says:

    ผมอ่านบล๊อกของคุณแล้วผมว่า ประเทศชาติจะต้องเจริญขึ้นแน่ๆถ้ามีคนอย่างคุณเยอะๆ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังทำงานที่ช่วยให้คนไทยมีสวัสดิการที่ดี มีแผนการดำเนินชีวิตที่มั่นคง ผมเจอบล๊อกคุณโดยบังเอิญ และรู้สึกชื่นชอบ ในคลิปวีดีโอ ของคุณมาก ผมขออณุญาติ เอาคลิปของคุณไปโพสต์ ลงfacebook นะครับ

    • Sakda says:

      ขอบคุณมากเลยนะครับสำหรับคำชม
      ผมเชื่อว่าเราทุกคน มีสิ่งที่ทำได้ดีแตกต่างกัน
      และเราก็ต่างกำลังทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดี และเป็นประโยชน์กับผู้อื่น
      ไม่ว่าคุณ sitichoke จะทำอะไรอยู่ ผมขอเป็นกำลังใจให้เช่นเดียวกันนะครับ

      ปล. เรื่องบล๊อคของผม คุณ sitichoke สามารถนำไปแชร์ได้ ตามความเหมาะสมเลยครับ ^_^

  34. นุ่น ;) says:

    เยี่ยมมากเอ .. เป็นกำลังใจให้นะ

  35. Tle says:

    เพิ่งเข้ามาอ่านครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่สนใจด้านการเงินและการลงทุนครับ
    สู้ๆคับพี่ เป็นกำใจให้ครับผม

  36. pai says:

    พึ่งจะได้เข้ามาทักทายเอ ครั้งแรก
    เดี๋ยวขอลองดูรายละเอียดในweb ก่อนนะจะได้เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์

  37. Karen says:

    เรียน DBA program ที่ไหนดีคะ ได้ความรู้ (practical ไม่เอาท่องจำ) จบไม่ยาก ช่วยบอกหน่อยค่ะ

  38. waida says:

    สวัสดีค่ะ ดีใจที่ได้เจอบล๊อคของพี่เอ(ขอเรียกพี่เอนะค่ะ) ตอนนี้กำลังท้อและสับสนอย่างมาก ได้เข้ามาอ่านทำให้มีแรงฮึดขึ้นเยอะเลย
    ตอนนี้ใกล้จะจบปีสี่ เรียนวิศวะที่บางมดค่ะ กำลังวางแผนเรียนต่อโท mba ที่มาเลเซียเพราะจะได้ภาษาเพิ่มมาด้วย แต่คุณสมบัติที่เขาต้องการต้องมีประสบการณ์การทำงาน ตอนนี้ก็ไม่รู้จะวางแผนต่อยังไง คือรู้ตัวว่าไม่ชอบทำงานด้านวิศวะนะค่ะ ตอนนี้สนใจด้านการเงิน ก็เลยอยากต่อโทด้านการเงินเลย พี่เอช่วยแนะนำหน่อยน่ะค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

  39. จอย says:

    สวัสดีค่ะ search การเงิน เลยเจอเวบพี่เอค่ะ ขอชื่ชมด้วยใจจริง สุดยอดมากๆ ค่ะ ตอนนี้ยังอ่านได้ไม่เยอะ ว่างๆ จะมาอ่านใหม่ค่ะ
    พอดีอยู่ในช่วงอยากมีงานที่มั่นคง จบตรีจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ในไทยค่ะ แต่ตั้งแต่จบมาสี่ปี ไม่เคยทำงานสายที่จบมาเลยค่ะ และก็ไม่มีความคิดจะกลับไปหางานด้านนั้นด้วย อยากเรียนต่อโท กำลังหาสายวิชา และ งานที่เหมาะกับตัวเองค่ะ บางทีการได้อ่านอะไรดีๆ ได้รู้ว่ามีคนเค้าทำได้ในเรื่องที่ยากกว่า เราก็น่าจะได้ลอง และทำได้บ้าง ขอบคุณค่่ะ สำหรับ blog ดีๆ

    • Sakda says:

      ผมขอเป็นกำลังใจให้นะครับคุณจอย
      ผมว่าการเลือกเปลี่ยนสายงาน ด้วยการเรียนต่อโท เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีมากๆ
      ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยเห็นประโยชน์ ที่เราจะทนทำในสิ่งที่เราไม่ได้รัก… มันอาจจะใช้เวลาหน่อย กว่าที่จะเจอสิ่งที่รัก
      แต่มันมีความคุ้มค่า และทำให้เรามีความสุขตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของเราได้
      ดังนั้น สู้ๆ ครับ ค้นหาตัวเองให้ดี ใช้เวลาเยอะๆ… แต่เมื่อเจอคำตอบแล้ว ต้องลงมือทำให้เร็วครับ ^__^

  40. puttipong eakwong says:

    Hello ,Khun A
    I am the one who is impress in you.After i saw your profile.It was inspire me to make a good future.My mom is from Mahasarakham province too. Now i am woking in germany.I try to make a retirement plan Atter i watched your clip at youtube and in this website.I am feel very glad because there are many good things to know in this wedsite.Well i have some question If you do not mind can you give me a sugguestion please.
    1.Now,I was divided my money into 4 portions
    1.For retirement
    2. For emergency
    3. For monthly expenses
    4. For wealthy
    Q1> For retirement should i invest in RMF more than LTF?Which way is a better way?
    Q2> How should i invest the money in emergency part?
    Q3> For wealthy part .I have a plan to buy a house cost about 2M .How should i invest the money in this part to reach my goal.
    Q4> Next month i have a plan to start to invest in stock by E- trading.Where can i get the information about this matter.
    Well,Thank you very for giving me a good suggustion in advance krub khun A
    Wishing you have a good health.I am look forward to getting your comment soon na krub.

    Regards,

    Puttipong Eakwong

    • Sakda says:

      Dear Khun Puttipong,

      I’m sorry that I send you a reply so late na kub.
      Your questions are quite long and, actually, I’m quite busy at the moment.
      But I will try to get you back with questions through your e-mail within March 2011 na kub.
      Hope it will not be too late :P

      Oh!… Can I answer you in Thai kub?.. it would save me a lot of time if you allow.

  41. Honey says:

    ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์ที่น่าประทับใจและชื่นชมให้อ่านนะคะ ทึ่งมากค่ะ ขอให้ได้เป็นอาจารย์ในเร็ววันนะคะ

  42. teN says:

    ได้อ่าน blog ของพี่แล้วทำให้ผมเห็นความฝันของตัวเองชัดขึ้น ขอบคุณครับ

  43. choeng says:

    อ่าน blog แล้วมีประโยชน์และเข้าใจการลงทุนมากขึ้นและเสียงเพราะด้วย (ฟังแล้วไม่หลับ) ทำในสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ต่อไป เป็นกำลังใจให้ครับ บาย ๆ

  44. Chin says:

    “ขอบคุณมากครับพี่เอ” เป็นการเข้าเวปของพี่เอเป้นครั้งแรก รู้สึกดีมากๆๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเนื้อหาทางด้านการเงิน แต่แบบผมได้เข้าไปเปิดในหลายๆหัวข้อ รู้สึกตื้นตันและได้ข้อคิดเยอะมากครับ สาเหตุที่ผมได้บังเอิญเจอเวปบลอคของพี่เอ ก็คือพอดีผมนอนไม่หลับ ซึ่งผมกำลังอยู่ในช่วงค้นหาตัวเองครับพี่เอ ผมเรียนจบแล้วครับที่บัญชี จุฬา แต่ไม่ได้ทำงานผู้ตรวจสอบ เพราะตอนที่อยู่ในช่วงฝึกงาน ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบส่วนมากจะนั่งหลับคาโต๊ะมากกว่าครับ พอจบมาก็ถามตัวเองอยู่สักพัก ผมก็ได้เวทออกมาหลายอย่างซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เรียนอาหาร และอีกอย่างคือต่อยอดจากสายที่เรียนคือการเงิน คุณพ่อชอบมาถามเรื่องหุ้นบ่อยๆ ผมก็ชอบส่วนนึงซึ่งผมก็ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเงินบ้าง (แต่ยังไม่ได้รู้สึกว่ามีแรงฮึต)
    สุดท้ายสรุป ผมเลยขออนุญาติคุณพ่อไปเรียนอาหารไทย OHAP ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลก่อนครับ เพราะว่าถ้าทำงานหรือมีงานประจำจะไม่ได้มีโอกาาสเข้ามาได้เรียน และที่เลือกเรียนเพราะผมเคยได้มีโอกาสได้ทำกับข้าวตอนไปแลกเปลี่ยน แล้วรู้สึกสนุก คนทานแล้วอร่อย ยิ้มก็มีความสุขครับ และตอนนั้นคิดว่า เรียนอาหารไทยก็เผื่อได้ทำงานต่างประเทศด้วยครับ ก็เลยตัดสินใจเรียน 1 ปี นี่อีก 3 เดือนจะจบคอรส ….แต่ พอมาทบทวนดูเมื่อได้เข้าไปอุตสาหกรรมของครัวจริงๆ คือ ถ้าได้มีโอกาสเข้าไปทำงานสักวัน สิ่งที่ลำบากใจของผมคือ การที่ไม่ได้เจอใครเลยๆ เป็นสาเหตุหลักของที่ผม อยากกลับมาเรียน Finance ประกอบกับ ระหว่างเรียนอาหารอยู่ ที่จุดประกายสุดๆ ก็คือ หนังสือของ พี่ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ชื่อว่า แกะรอยหยักฯ หลังจากนั้น ผมก็เลยเอาหนังสือ ดร.นิเวศน์ หลายๆเล่มของคุณพ่อมาอ่านๆ ก็เริ่มสนใจๆ ขึ้นเรื่อยๆ
    ผมก็ถามตัวเองสักพัก ว่าจะทำยังไงดีให้ได้ไปสายการเงิน ถึงแม้จะเป็นสายใกล้ๆกัน แต่เด็กบัญชีไปสายเงิน ไม่มีความรู้เรื่องตลาดการเงินอะไรเลย เรียน การเงินมาแค่ 1 ตัว ก็แอบรู้สึก มืดๆอยู่ครับ ก็กำลังมอง NIDA พอดีครับผม ตะกี๊ก็ได้เข้าไปศึกษาที่พี่เอ ได้ให้คำแนะนำไว้ ของที่ จุฬา มธ และนิด้า
    ก็คือ อยากจะรบกวนถามพี่เอ ครับว่า ผมควรสอบ CISA แล้วไปยื่นสมัครงาน โอกาสจะได้งานมีมั้ยครับ หาประสบการณ์แล้วค่อยมาเรียนต่อโท เพื่อเพิ่มความรู้ทึกษะ การพูดคุยในห้องเรียน หรือว่า ผมควรจะเรียน ไปเลยเพื่อเปลี่ยนสายงาน แล้วค่อยทำงานครับผม
    ขอบคุณพี่เอครับ (ปล.ได้เห็นความตั้งใจและมุ่งมั่น ทัศนคติต่างๆของพี่เอ เจ๋งมากครับ สุโค่ย 555)

  45. Pimonrat says:

    เว็บดีมากเลยคะ ได้ความรู้เลย ตรงกับที่กำลังมองหาเนื้อหาคะ
    อยากนะนำตรง adsense คะ
    ในแต่ละหน้า น่าจะหาทางใส่ให้มีมากกว่า 1 ads นะคะ
    เพราะบางครั้งโฆษณาที่ google สุ่มขึ้นมา เป็นโฆษณารูปภาพหราอยู่อันเดียวเลย
    ซึ่งบางทีโฆษณานั้นมันก็ไม่ตรงกับความต้องการของคนที่เข้ามาดูเนื้อหาของหน้านั้นๆ

    ถ้ามีสักสอง ads ก็จะช่วยกระจายไปได้ จับadsบางอัน แนบไว้ที่ ด้านขวาของเว็บบ้างก็ได้คะ
    ถ้ามี ads ที่ตรงกับความต้องการเขาบ้าง เขาจะได้มีโอกาสคลิก

    หรือไม่งั้นก็ใส่ ท้ายบทความ
    ads1
    ads2
    ไล่กันลงมาห่างๆกันหน่อย จะได้ไม่ดึงสายตากันเอง
    เด๋วกลายเป็นไม่มีใครคลิกเลย

    คะ พอดีทำเว็บอยู่เหมือนกัน เลยมาช่วยแนะนำนะคะ ^_^

    ขอบคุณสำหรับเว็บความรู้ดีๆคะ

    • Sakda says:

      ขอบคุณสำหรับคำแนะนำเรื่อง adsense นะครับ
      แต่ว่าผมทำอะไรกับมันไม่ได้ เพราะทาง wordpress เค้าบังคับใส่มาให้อัตโนมัติ
      เนื่องจากผมใช้บริการของเค้าฟรีๆ อยู่นะครับ
      ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะไม่ให้มีโฆษณาเลยจะดีกว่า

  46. kung says:

    ชื่นชมคุณเอค่ะ อุตส่าห์เสียสละเวลาทำคลิปดี ๆ ให้ได้ดู การสอนเข้าใจง่าย ดูแล้ว รู้สึกได้ว่า มันเป็นไปได้จริง
    ยิ่งอ่านประวัติแล้ว ยิ่งชื่นชมกับความพยายามค่ะ

  47. skeptikoi says:

    เว็บนี้น่าสนใจมากๆเลย น่าจะมาเห็นเว็บนี้ตอนที่เรียนโท จะได้ช่วยให้มีความพยายามเพิ่มขึ้นมาอีก

    ผมอยากจะขอคำแนะหน่อยคับ คือว่า ผมสนใจที่จะสมัครสอบ CFA/CISA/CFP แต่พอมาอ่านเงื่อนไขแล้วก็ยังติดในส่วนของประสบการณ์การทำงาน ซึ่งประสบการณ์ทำงานของธุรกิจส่วนตัวคงไม่สามารถเป็นการอ้างอิงไว้ได้ ยังพอมีการสอบอะไรไหมที่ไม่คำนึงถึงประสบการณ์การทำงาน แล้วจะมีบางคนคงถามแหละว่า แล้วจะสอบไปทำไมก็มีธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว ผมก็ตอบล่วงหน้าเลยแล้วกันผมอยากดูความสามารถของตัวเองว่าจะไปไกลได้แค่ไหน อีกทั้งเผื่อจะได้มีพวก CFA/CFP อยู่ท้ายนามสกุลกับเขา อืมวุติผมก็จบตรีคณะบัญชี สาขาการเงิน และโท การจัดการสาขาการเงิน ขอไอเดียหน่อยคับ (TAผ่านแล้ว CPAไม่ได้เก็บ3000ชั่วโมง ก็เลยไม่มีสิทธิที่จะสอบ ใจอยากสอบมากแต่ย้อนอดีตไม่ได้แล้ว)

    ขอบคุณคับ

  48. anon says:

    สวัสดีครับ คุณ เอ

    ผม อานนท์ (นนท์) ครับ ไม่รู้ว่ายังจำผมได้หรือเปล่า ผมเคยเข้าร่วมโครงการ MMA & YRC รุ่นเดียวกับคุณเอ เวลาก็ผ่านมาประมาณ 4 ปีแล้ว พอดีว่ามี facebook หนึ่งแนะนำให้ลองเข้ามาดู http://a-academy.net/ ครับ ดีใจมากครับที่ได้เจอคุณเออีกครั้ง

    ตอนนี้ผมเป็นนักลงทุน (trader) 100% ก็พอจะเอาตัวรอดได้ครับ แล้วก็ยังมีเพื่อนอีกคนที่ชื่อ ยู ที่เรียนโทที่นิด้ากับคุณเอด้วย ตอนนี้เป็นอาจารย์อยู่ที่ ม.เกษตรศาสตร์ ครับ

    สุดท้ายก็ขอให้คุณเอประสบความสำเร็จในทุกๆด้านนะครับ ไว้มีโอกาสคงได้เจอกันนะครับ

    • Sakda says:

      สวัสดีครับนนท์ ขอโทษด้วยนะครับ ที่ตอบช้ามากๆ
      สารภาพตามตรงว่าเอจำนนท์ไม่ได้เลย ถ้ายังไงมี Facebook มั๊ยครับ เผื่อได้เห็นหน้าแล้วจะจำได้
      ถ้ามีโอกาสก็จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันครับ

      เอได้เรียนกับยูครับ แต่ยูเป็นรุ่นน้องเอ รุ่นนึง (เอเรียน ภาคปกติรุ่น 59 ยูเรียนรุ่น 60)
      เป็น TA (ผู้ช่วยสอน) วิชา Finance ด้วยกัน

      ยังไงต้องขอบคุณนนท์มากๆ สำหรับคำอวยพรนะครับ
      เอก็ขออวยพรให้นนท์ประสบความสำเร็จในทุกๆ เรื่องเช่นกัน
      โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนที่ลงทุนอยู่ ก็ขอให้สามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้เร็วๆ นะครับ

  49. Jeeradate says:

    ผมได้ดูการวางแผนการเงินใน Youtube แล้วชอบมาก การอธิบายด้วยการเขียนนั่นเก่งมากครับ ดูเหมือนไปเรื่อยๆสบายๆ ไม่ได้วางแผน แต่ครอบคลุมไม่ตกหล่น หากไม่ได้อธิบายมามาก ก็ต้องวางแผนมาดี ใชโปรแกรมอะไรทำครับ
    เขียนได้ไว้ และพูดได้ไม่ติดขัด

    ขอบคุณมากๆครับ

    • Sakda says:

      ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ตอบช้ามากๆ (ตอบช้าไปเกือบ 3 เดือน)
      วิดีโอในเว็บนี้ ใช้ปากกา Pen Tablet เขียนลงไปบน โปรแกรมชื่อ Windows Journal ครับ
      จากนั้นก็ใช้โปรแกรมบันทึกหน้าจอชื่อว่า BB Flashback Express เป็นตัวบันทึก
      หน้าจอทั้งหมดเป็นวิดีโอ แล้วอัพโหลดขึ้น YouTube อีกทีนึง

      ส่วนที่เขียนและพูดไปได้พร้อมๆ กันนั้น ก็ใช้ความพยายามเอาครับ
      ต้องเตรียมเนื้อหาและลำดับการพูดก่อน โดยปกติวิดีโอ 10 นาที ต้องเตรียมประมาณ 30-40 นาทีเลยครับ

  50. chaiwud meechote says:

    รู้ว่าคิด ดับทุกข์ได้จริง”
    โดย อ. แดง กีตาร์
    โทร. 02 – 948 – 7472
    ศุกร์ 8 มิถุนายน 2550

    เนื้อเรื่องที่ปรากฎในความคิด เราจะรู้ทันหรือไม่ทัน ว่ามันคิดเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ไม่จำเป็น เพราะการมีชีวิตหรือรู้สึกตัวนี่แหล่ะ หรือคิดนี่แหล่ะ เช่นกัน มันเป็นพื้นฐานให้เกิดความคิดต่าง ๆ ออกจากคิด หรือออกจากชีวิต หรือออกจากรู้สึกตัว ความหมายเดียวกัน
    ดังนั้น เมื่อมีชีวิต ก็ต้องมีรู้สึกตัว หรือมีคิดนั่นเอง ส่วนความคิด มันเกิดจากการมีชีวิต ดังนั้นการมีชีวิตนั่นแหล่ะ มันเป็นอะไรที่นิ่งเงียบ คืบคลานเดินหน้าไปทุกขณะจิตอยู่แล้ว การมีชีวิต หรือรู้สึกตัวนี่
    แหล่ะ เป็นสุดยอดธรรมะสูงสุดอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไปสนใจ ว่ามันจะมีความคิดอะไร ๆ เกิดขึ้น จากการมีชีวิต เพราะความคิดคือมายา แต่ชีวิตคือของจริง เรารู้สึกได้เอง ชีวิตหรือรู้สึกตัวนี่แหล่ะ คือปรมัตถธรรมสูงสุด ซึ่งทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตาม จะปฏิบัติธรรมหรือไม่ก็ตาม เมื่อทุกคนมีชีวิตหรือรู้สึกตัว ทุกคนเป็นอิสระจากบ่วงมารทั้งหมดอยู่แล้ว ชีวิตหรือรู้สึกตัว คือความประภัสสร หรือเป็นนิพพานในทุกขณะจิตอยู่แล้ว โดยไม่ต้องฝึกปฏิบัติอะไรเลย เพียงแต่ขอให้เข้าใจเรื่องความคิด ซึ่งออกจากคิด ต้องฟังให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในจิต ว่าการอยู่เฉย ๆ นี่แหล่ะ และมีชีวิตดำรงอยู่ขณะนี้แหล่ะ เราเป็นพุทธะอยู่ตอดเวลาอยู่แล้ว โดยไม่ต้องไปปฏิบัติอะไรเลย
    สรุปก็คือว่า ความลังเล ความสงสัย ความเข้าใจ ความไม่เข้าใจ ความโง่ ความฉลาด ความดี ความชั่ว ความจริง-ปลอม ความมี-หมด ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นความคิดทั้งนั้น พูดมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ แต่อย่าไปยึดมั่นว่าเป็นความคิดอีกหล่ะ หากถามว่า ความคิดคืออะไร มันก็จะคิดอีกเป็นวงกลม
    แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ธรรมะสูงสุดซึ่งเราเป็นอยู่แล้วทุกคนก็คือการมีชีวิตหรือรู้สึกตัวนั่นเอง ซึ่งไม่ต้อง
    การคำอธิบายใด ทั้งสิ้น เพราะการอธิบายทุกอย่าง มันออกมาจากการมีชีวิตนั่นเอง จึงขอให้นักปฏิบัติธรรม เข้าใจอย่างนี้ การมีชีวิตอยู่ หรือรู้สึกตัวนี่แหล่ะ เป็นธรรมะสูงสุดอยู่แล้ว โดยไม่ต้องอธิบายอะไรเลย
    คำว่า ชีวิต ไม่ว่าจะในความหมายแบบโลก ๆ หรือความหมายในแนวธรรมะแบบต่ำสุดไปจนสูง
    สุด คำว่า ชีวิต มันมีความหมายได้อย่างเดียว คือ “รู้สึกตัว” ดังนั้น การรู้สึกตัวนี่แหล่ะ ไม่ต้องการคำ
    อธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น และคำว่า ชีวิต หรือ รู้สึกตัวนี้ มันมิได้หมายถึงร่างกาย อันมีกายเนื้อของคนบนโลกใบนี้ ชีวิตหรือรู้สึกตัวนี้ มันเปรียบเหมือนนามธรรมจับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกตัวได้เองว่า ยังมีชีวิตอยู่ หรือรู้สึกตัวอยู่ว่าเป็นอันเดียวกัน ดังนั้น
    ถ้าเข้าใจอย่างงี้ เรื่องทุกเรื่องบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตัวเอง หรือจากการถูกอบรมสั่งสอนมาก็ตาม มันคือความคิดทั้งนั้น (แต่อย่ายึดว่าเป็นความคิดอีกนะครับ) ดังนั้น การมี
    ชีวิต หรือรู้สึกตัว ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องไปสร้างความคิดให้ออกจากคิด ว่าชีวิต หรือรู้สึกตัว มันคืออะไร เพราะการมีชีวิตหรือรู้สึกตัวตรงนี้ ไม่ต้องคิดสร้างเรื่องราวต่าง ๆ เป็นความคิด เพื่อไปเข้าใจชีวิตหรือรู้สึกตัว เพราะชีวิตหรือรู้สึกตัว มันคือของจริง ส่วนความคิดที่ออกจากชีวิตหรือรู้สึกตัว มันคือมายา
    คนมีชีวิตจึงรู้สึกตัวได้ คนตายเท่านั้นที่ไม่รู้สึกตัว ผมจะพูดธรรมะให้ท่านฟัง จนละเอียดอ่อน หยุมหยิมขนาดไหนก็ตามแต่ มันก็ยังเป็นความคิดหรือมายาอยู่นั่นเอง เพราะสิ่งที่พูดออกมานั้น มันคือเนื้อหาของความคิด ซึ่งออกจากคิดหรือชีวิตนั่นเอง และสิ่งสำคัญสูงสุดในวินาทีนี้ และ ณ ขณะจิต ตรงนี้ ก็คือชีวิต, หรือรู้สึกตัว, หรือคิด มันกำลังบริสุทธิ์ผุดผ่องเดินหน้าไปทุกขณะจิต เป็นปัจจุบันอารมณ์อยู่แล้ว
    นี่แหล่ะธรรมะตัวจริงตัวสุดท้าย ตัวสำคัญที่สุด ต้องเรียนรู้และเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงเน้นมากที่สุด ก็คือเรื่องปัจจุบันอารมณ์นั่นเอง ซึ่งทุกคนบนโลกใบนี้ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่หรือรู้สึกตัวเขาก็มีปัจจุบันอารมณ์เป็นธรรมชาติอยู่แล้วนั่นเองตั้งแต่เกิด โดยไม่ต้องไปอธิบายใด ๆ เลย (ผมขอย้ำ ธรรมะปฏิบัติสูงสุด คือเรื่องปัจจุบันอารมณ์ทุกขณะจิต ที่ยังรู้สึกตัวอยู่ หรือมีชีวิตอยู่ มันไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในธรรมะที่เรารับรู้มา แต่จำเป็นต้องเข้าใจเนื้อหานั้น ๆ ด้วย เพราะเนื้อหามันทำให้เราเข้าใจ เรื่องคิด, ชีวิต, และการรู้สึกตัวนั่นเอง
    อุปมาเปรียบเหมือน คนเราไม่รู้จักกระจกเงาส่องหน้า กระจกเงาเปรียบเหมือนชีวิตหรือรู้สึกตัวคือคิด ส่วนตัวตนของเราชายหญิง (ที่สมมติกันในขณะนี้) มันคือมายา
    ดังนั้น หากสมมติว่า เราพูดเรื่องกระจกเงาส่องหน้าให้คนฟัง พูดเท่าไร่ก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่เคยเห็นกระจกเงา แต่เมื่อบอกว่า ให้เขาไปส่องดูตัวเองหน้ากระจก เขาจึงเห็นเงาตัวเองในกระจก จึงรู้ว่า กระจกเป็นเช่นนี้เอง
    สรุปก็คือ ความคิด, เนื้อหาในความคิดทุกเรื่องบนโลกใบนี้ มันช่วยให้เราย้อนไปเข้าใจ เรื่องรู้
    สึกตัว หรือชีวิต หรือคิดนั่นเอง ซึ่งก็เปรียบเหมือน เรารู้ว่ากระจกเงาเป็นอย่างไร ก็ต่อเมื่อเราไปยืนส่องกระจก เราก็จะรู้ได้ว่า อะไรคือกระจก อะไรคือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากกระจก เพราะประจักษ์แจ้งด้วยตัวเองในขณะนั้นแล้ว
    ทุกวันนี้คนเรากำลังมีความคิด เกิดขึ้นในทุกขณะจิต พร้อมกับชีวิต ซึ่งเดินหน้าไปแบบไม่หยุดยั้ง ดังนั้น การอธิบายเรื่องความคิดหรือรู้สึกตัว จึงเป็นเรื่องที่พูดให้เข้าใจได้ยาก เพราะว่าสมมติว่า ขณะนี้เวลา 12.00 น. คนบรรยายธรรมะ 1 คน คนฟัง 100 คน เมื่อเที่ยงตรง ผู้พูดเริ่มพูด ก่อนพูดอะไรก็จะรู้สึกขึ้นมาก่อน แล้วปรุงแต่งเป็นความหมาย แล้วจึงพูดเป็นภาษาคนออกมา ขบวนการตรงนี้มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไปเร็วมาก จนเหมือนมันนิ่ง ๆ (อย่าไปสนใจเรื่องการเกิดดับ เป็นการสมมติให้เข้าใจ)
    ดังนั้นเมื่อผู้พูดเริ่มพูด ผู้ฟังเริ่มฟัง ทั้งคนพูดและคนฟัง ต่างก็เหมือนกันหมด ก็คือ ผู้พูดก็พูดไปก็คิดไปด้วย จิตก็เดินหน้าไปเรื่อย ๆ ผู้ฟัง ๆ ไปก็คิดตามไปด้วย จิตก็เดินหน้าไปด้วย แต่จิตที่เดินหน้าไปด้วยความรวดเร็วนั้น ซึ่งเปรียบเหมือนชีวิต หรือรู้สึกตัวนั้น มันจะมีความคิดเกิดขึ้นเกาะติดตามไปด้วยทุกขณะจิต ดังนั้นมันจึงยากในการบรรยายธรรมะเรื่องสภาวะคิดให้ฟัง จนผู้ฟังจะเข้าใจตามได้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องที่ผู้พูดกำลังพูด และผู้ฟังกำลังตั้งใจฟังนั้น มันเป็นเรื่องของความคิดทั้งคู่ แต่ชีวิต,รู้สึกตัว, หรือคิด โดยธรรมชาตินั้น มันเร็วกว่าเรื่องที่ตั้งใจพูด หรือตั้งใจฟังแล้วคิดตาม
     คิด ,หรือชีวิต, หรือรู้สึกตัว ไม่มีความหมาย ไม่มีเนื้อเรื่อง เป็นปัจจัตตัง สัมผัสได้เอง
     ความคิด มันจะเป็นเนื้อเรื่อง, เป็นความหมาย, เป็นอารมณ์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับรู้สึกตัว เปรียบ
    เหมือนคลื่นน้ำ เกิดขึ้นพร้อมกับเนื้อน้ำ มันจึงแยกกันไม่ออกว่า อะไรคือเนื้อน้ำ คือคลื่นของน้ำ
    หมายเหตุ เมื่อมีข้อ 1 มันจึงมีข้อ 2 แค่นี้เอง
    ปัจจุบันอารมณ์ มันหมายถึงความรู้สึกในจิต หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดรับรู้สัมผัสในจิต ซึ่งจะมีทั้งเรื่องราวความหมายและอารมณ์ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเราสัมผัสได้เอง ดังนั้นปัจจุบันอารมณ์ไม่ได้หมายถึงแบบที่นักปฏิบัติธรรมทั่ว ๆ ไปเข้าใจกัน คือไปคิดเอาเองว่า มีมือ มีเท้า ไปทำอะไรอยู่ในขณะนั้น
    ดังนั้น ปัจจุบันอารมณ์ จึงหมายถึงสิ่งที่ปรากฏขึ้นในจิต ในแต่ละขณะจิต ซึ่งมันก็คือชีวิตหรือรู้สึกตัว หรือคิดนั่นเอง

    ข้าพเจ้าจะจำไว้ว่า และขอจำไปจนวันตาย ว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนสูงสุดนั้น คือ เรื่องปัจจุบันอารมณ์ เพียงเรื่องเดียวจริง ๆ นั่นก็คือการรู้สึกตัว หรือการมีชีวิตอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งมันเป็นปัจจุบันอารมณ์ โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องไปสนใจ เรื่องที่จะไปดูจิตหรือรู้ความคิดใด ๆ ถ้าเราเข้าใจเรื่องปัจจุบันอารมณ์ เพียงง่าย ๆ เพียงเรื่องเดียว เพราะขณะนี้ ณ วินาทีนี้ ณ ขณะจิตนี้ ชีวิตของเรา กำลังคืบคลานเดินหน้าไปทุกขณะจิต มันจะมีอาการรู้ผ่าน รู้ผ่าน อยู่ตลอดเวลา โดยที่ธรรมชาติของเขาย่อมเป็นเช่นนี้ ดังนั้นจึงไม่ต้องไปสนใจ เรื่องรู้ / เรื่องละ / เรื่องวาง แต่อย่างใด หรือเนื้อหา สาระธรมะที่ละเอียด
    อ่อนที่ดีที่สุดในโลก หรือแม้กระทั่งการมีสติอยู่ทุกขณะจิต หรือแม้กระทั่งการมีปัญญาสูงสุดก็ตาม เรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้าเรารู้สึกรับสัมผัสถึงเรื่องดังกล่าวมาแล้วนั้น ในขณะจิตใดก็ตาม มันจะเป็นอดีตทันที
    เมื่อเราเข้าใจเรื่องธรรมะสูงสุดมาจนถึงจุดนี้ อย่าไปสนใจเรื่องเนื้อหาธรรมะ หรือเรื่องการมีสติ
    ใด ๆ เลย ต่อให้มีปัญญามากจริง ๆ หรือมีสติรู้เท่าทันในปัจจุบันอารมณ์ทุกขณะจิต ก็จะไม่มีความหมายใด ๆ เลย เพราะทุกอย่างที่ผ่านการรับรู้เข้ามาในจิตนั้น ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้เรื่องอะไรก็ตาม เช่นเรื่องเกี่ยวกับความคิด สารพัดเรื่องทุกอย่างบนโลกใบนี้ เรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ต่าง ๆ หรือความรู้สึกต่าง ๆ เมื่อจิตรับรู้เรื่องเหล่านี้แล้ว มันจะกลายเป็นอดีตไปในทันที (ซึ่งเปรียบเหมือนการรู้ ละ วาง โดยธรรมชาติ
    นั่นเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปจัดการใด ๆ ทั้งสิ้น)
    ดังนั้นธรรมะสูงสุด ก็คือชีวิต หรือรู้สึกตัว หรือจิต หรือคิด คำทั้งหมดนี้เป็นภาษาสมมติ เพื่อใช้
    เรียกแทนอะไรบางอย่าง ซึ่งเรารู้สึกได้ที่กายนี้ ผมขอสมมติเรียกว่า ชีวิต หรือรู้สึกตัว หรือคิด นั่นเอง ณ ขณะนี้ ชีวิตกำลังคืบคลานเดินหน้าไปทุกขณะจิต ซึ่งมันคือธรรมะสูงสุดโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องไปให้คำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ชีวิตหรือรู้สึกตัว คิดไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปคิดถึงชีวิต หรือรู้สึกตัว เพราะมันเป็นของธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่แล้วกับทุกคนบนโลกใบนี้ แต่ความคิดต่าง ๆ อารมณ์ต่าง ๆ มันเกิดจากการมีชีวิต หรือรู้สึกตัวนั่นเอง มาถึง ณ ตรงนี้ ข้าพเจ้าจะอธิบายเรื่องนี้ดีขนาดไหน หรือท่านผู้ฟังจะฟังแล้วคิดตาม จนรู้สึกเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ จะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม ทุกอย่างที่กล่าวมานั้น มันเป็นอดีตไปแล้ว ไม่มีความ
    สำคัญ มันก็จะย้อนกลับมาลงที่ การรู้สึกตัวของท่านนั่นเอง หรือการมีชีวิตของท่านนั่นแหล่ะ
    การรู้สึกตัวหรือมีชีวิตนั้น อธิบายไม่ได้ แต่การอธิบายต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการรู้สึกตัวหรือมีชีวิต ยิ่งพูดมาก หรืออธิบายมากมันก็เป็นมายา หากถามว่า มายาคืออะไร มันก็จะมีความคิดออกจากรู้สึกตัว ปรุงแต่งเป็นเรื่องราว พูดกันไม่รู้จักจบสิ้น มันก็เปรียบเหมือนความคิดตัวใหม่ หรือมายาตัวใหม่นั่นเอง หรือเปรียบเหมือนเอามายาไปอธิบายมายา แต่การมีชีวิตหรือรู้สึกตัว มันเป็นของนิ่ง ๆ เงียบ ๆ บริสุทธิ์ผุดผ่องประภัสสรอยู่แล้ว ถ้าใครเข้าใจอย่างงี้ เขาก็คงมีความกล้าหาญ ที่จะอยู่เฉย ๆ และเข้าใจว่า การอยู่เฉย ๆ นี่แหล่ะ กับการมีชีวิตหรือรู้สึกตัวนี่แหล่ะ เป็นการปฏิบัติธรรมสูงสุด
    ผมขออุปมาความรู้สึกตัวเป็นดังนี้ เปรียบเหมือนท่านนอนหลับไปทั้งคืน พอท่านรู้สึกตัว ตื่นขึ้นมา รู้สึกก็คือรู้สึก ตอนที่เรารู้สึกตัวตื่นขึ้นมานั้น มันเป็นการรู้สึกในภาพรวมทั้งหมด ผมใช้คำว่า รู้สึกตัว เพื่อพูดให้เข้าใจ ดังนั้นการที่เรารู้สึกตัวตื่นขึ้น มันมิได้บอกว่า ไปรู้สึกตัวที่ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น รู้ที่ แขน ขา หัว ท้อง หน้าอก เป็นต้น หรือแม้กระทั่งรู้ที่ใจนึกคิดก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นการยืมภาษามาพูดให้เข้าใจ ฉะนั้น เมื่อเราตื่นขึ้นจากการนอนหลับ ความรู้สึกในการตื่นขึ้นจากการนอนหลับนั้น ก็คือรู้สึกตัวนั่นเอง มันเป็นเรื่องรู้กันเฉพาะตัวอยู่แล้ว เรื่องรู้สึกตัวหรือชีวิต มันจึงอธิบายไม่ได้ ธรรมะทั้งหมดมันมาจบแค่ตรงนี้เอง ถ้าใครเข้าใจถึงเรื่องรู้สึกตัวถึงที่สุด ก็เปรียบเหมือนการ รู้ ละ วาง ดับทุกข์ ดับกิเลส ได้สิ้นเชิงตามตำราที่ว่าไว้ ขอให้เข้าใจตามนี้ด้วย
    ดังนั้นธรรมะสูงสุด มันจึงไม่มีภาษาไปสอนกัน แต่ผมจำเป็นต้องยืมภาษามาพูด และพูดเรื่องบริบท และยกตัวอย่างต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เปรียบเหมือนมายาทั้งนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ท่านผู้ฟัง เข้าใจเรื่องรู้สึกตัว หรือการมีชีวิต แค่นี้เอง หากถามว่ารู้สึกตัวเป็นอย่างไร ผมก็เปรียบให้ฟังแล้วไง ก็ตอนที่เรารู้สึกตื่นขึ้นนั่นแหล่ะ การรู้สึกตัว ไม่ใช่การไปเจริญสติ ด้วยการขยับเขยื้อน มือ หรือเท้า โดยหากิจกรรมต่าง ๆ ให้ มือ หรือเท้า ไปลงมือกระทำใด ๆ นี่มันเป็นเรื่องของความคิด ซึ่งออกจากการรู้สึกตัวโดยธรรม
    ชาติอยู่แล้ว
    สรุปการฟังธรรมะใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่าผู้แสดงธรรมจะพูดได้สวยหรู ละเอียดอ่อน น่าฟัง ชัดเจนทุกแง่ทุกมุม ขนาดไหนก็ตาม เมื่อเราฟังแล้ว รับรู้แล้ว ทุกอย่างจะกลายเป็นอดีตทันที ดังนั้น การรู้สึกตัวหรือมีชีวิตอยู่นี่แหล่ะ คือปัจจุบันอารมณ์ตัวแท้จริง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านต้องการสอนเรื่องแค่นี้เอง ขอให้ท่านนักปฏิบัติธรรมโปรดเข้าใจตามนี้ด้วย หากท่านเข้าใจได้จริง ๆ แล้ว และมันเข้าไปถึงใจ และท่านเอะใจว่าท่านกำลังคิดอยู่ การเอะใจว่ากำลังคิดอยู่นี่แหล่ะ คือการจับต้นทางของการปฏิบัติธรรมสูงสุดได้แล้ว ถ้าท่านมาถึงตรงนี้ ท่านก็จะกล้าที่จะอยู่เฉย ๆ จะเลิกขวนขวาย ค้นคว้า หาธรรมะ จากครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด เพราะตัวท่านเองนั้น ก็คือผู้รู้นั่นเอง ก็คือรู้ที่คิด หรือรู้สึกตัวนั่นเอง

    นักปฏิบัติท่านใดก็ตาม ถ้าคิดว่ามีปัญญาแล้ว และเคยผ่านการศึกษาหัวข้อธรรมะของ อ. แดงฯ ทั้งในส่วนที่เป็นเอกสารและการฟังธรรมะบรรยายจาก MP 3 เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว ผมก็เชื่อว่า ท่านเองก็พร้อมที่จะอยู่เฉย ๆ โดยเข้าใจว่า การอยู่เฉย ๆ นี่แหล่ะ คือการปฏิบัติธรรมสูงสุด โดยไม่ต้องดิ้นรนไปหา
    อาจารย์ท่านใด ๆ บนโลกใบนี้อีก ขอให้เข้าใจไว้ด้วย เพราะตัวท่านนั่นแหล่ะ จะเป็นอาจารย์สอนตัวเอง นี่แหล่ะที่เรียกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน “อย่างแท้จริง” ขอบคุณมากครับ

  51. เก่ง says:

    โอ้โฮ…..ตอบครั้งสุดท้ายก่อนสงกรานต์…..สงสัยงานจะยุ่งจิงๆแฮะ
    ยังไงอย่าลืมแฟนคลับนะครับ…..

    ปล.เก่งจิงๆคนอาไร

    • Sakda says:

      โทษทีที่ต้อบช้านะครับพี่เก่ง…
      งานยุ่งบ้าง แล้วก็มีเรื่องอื่นๆ บ้างครับ
      ชีวิตช่วงนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เยอะมาก
      ถ้ามีโอกาสก็อยากจะพบเจอ ได้พูดคุย กินข้าวกันนะพี่

  52. Cho. says:

    หวัดดีครับพี่เอ

    ผมรุ่นน้องที่นิด้านะครับ R MBA67

    อ่านเวปพี่เอแล้วดีมากๆเลยครับ พอดีหาวิธีใช้เครื่องคิิดเลขอยู่ครับ
    แล้วเทอมนี้เรียน Finance กับ อ.ไพบูลย์ด้วยครับ แล้วอาจารย์แนะนำให้เปิดเวปนี้ดู
    อ่านๆไปได้ประโยชน์มากมายเลยครับ ทั้งเรื่อง สมัครสอบ CFA ด้วยครับพอดีอยากเรียนเอก Finance
    (เพื่อได้ไปฝากตัวเป็นลูกน้องพี่ด้วยครับ ) และชอบเรื่องกฏ 90/10 ด้วยครับ แอบเซฟเก็บลงเครื่องไว้ด้วยนะครับ
    (ขออนุญาติเซฟนะครับ)
    สรุปแล้วขอบคุณพี่เอมากๆ ที่แบ่งปันความรู้และแนวคิดดีๆด้วยนะครับ

    Cho.

  53. กิ๊บ says:

    ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆ ดูแล้วเข้าใจง่าย และอยากบอกว่าซาบซึ้งใจกับสิ่งดีๆที่พี่ได้ทำให้สังคม ขอบคุณจริงๆคะ

  54. หวัดดีครับ
    ผมอ่านเรื่องราวของพี่แล้วได้แรงบันดาลใจมากๆเลยอ่ะครับ

    ไม่รุ้จะพูดอะไรดีอ่ะครับ
    ผมอ่านแล้วทำให้ผมรู้สึกตระหนักถึงเรื่องที่เราชอบ เราควรจะเป็น เส้นทางที่เราควรจะเดิน
    ว่ามันเหมาะสมกับเราเพียงไหน ผมสนใจเรื่องการเงินการลงทุนมาระยะหนึ่งแล้วอ่ะครับ
    ก็เลยหาความรู้อ่านมาเรื่อยๆ จนได้พบกับเว็บพี่อ่าคับ ไว้มีคำถามจะมาถามน่ะครับ

    ขอบคุณที่เขียนเรื่องราวดีๆให้อ่านน่ะค้าบบบ

  55. PNT08 says:

    ขอบคุณมากครับ สำหรับเนื้อหาดีๆๆ ผมคนหนึ่งที่มีความสนใจ ในการลงทุน หุ้น ช่วยชี้แนะด้วยครับ อาจารย์

  56. siam says:

    เพิ่งเคยเข้ามาอ่านครับ ขอบคุณคุณเอที่แชร์สิ่งดีๆครับ ได้ความรู้มากเลย

  57. เด็กน้อย หัดเดิน says:

    ขอบคุณมากครับ สำหรับ ความรู้ที่ให้มาคับ

  58. Bank says:

    พี่เอ ครับ ผมชื่อแบงค์นะครับ กำลังเรียน ป.ตรี BBA ตอนนี้ก็กำลังเรียนวิชา Financial Management ยากมากเลยครับ ผมอยากรบกวนพี่เอ ช่วยส่งวิธีการสอน หรือเทคนิคการคำนวณ แบบคำนวณเองโดยใช้มือ มาให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ตอนนี้เครียดมากเลยครับ ไม่ค่อยเข้าใจเลย ตอนนี้ที่เรียนอยู่ก็คือ
    Payback Period
    Discounted Payback Period
    Accounting Rate of Return
    NPV
    NFV
    IRR
    MIRR
    Profitability index
    Capital Rationing
    Comparing Projects with Unequal Lives
    Equivalent Annual Costs
    Capital Budgeting Cash Flows Estimation

    รบกวนพี่เอ นิดนึงนะครับผม
    rukmhee@hotmail.co.th อันนี้อีเมลล์ของผมนะครับพี่เอ ยังไงรบกวนหน่อยนะคับ
    จะสอบวันพฤหัส ที่ 13 ต.ค. 54 นี้แล้วครับ
    ขอบคุณพี่เอ ล่วงหน้านะครับ ^__^

    • Sakda says:

      ต้องขอโทษด้วยนะครับ พี่ไม่ได้มีเนื้อหาพวกนี้เก็บไว้ แบบที่พร้อมจะส่งให้ได้เลย
      อีกอย่าง เวลาค่อนข้างกระชั้น เตรียมให้ไม่ทันจริงๆ
      คงต้องจับกลุ่มกับเพื่อนๆ ช่วยติวกันไปก่อน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการสอบครั้งนี้ครับ

  59. Bank says:

    เพิ่มเติมนิดนึงนะครับพี่เอ ยังมีหัวข้อนี้ด้วยครับ
    Fundamental Valuation Model
    Bond Valuation
    Equity Valuation
    Common Stock Valuation
    Calculating Annuities

    วันนี้ผมเพิ่งเจอเว็บไซด์ของพี่เอ ที่เป็นวิธีคำนวณโดยเครื่องคิดเลข ผมเห็นแล้วสนใจมากครับ เทคนิคการสอนของพี่ดูแล้วเข้าใจง่าย แต่ในห้องผมต้องแสดงวิธีคิดแบบใช้มืออะครับ รบกวนพี่เอนิดนึงนะครับผม ขอบคุณพี่เออีกครั้งนะครับ

  60. Bank says:

    พี่เอ ครับ ขอเพิ่มอีกหน่อยนะครับ
    Risk and Return
    Expect Return
    Standard Deviation
    Coefficient of Variation
    Covariance
    Correlation
    Portfolio Theory
    Portfolio Expected Return
    Portfolio Standard Deviation
    The Capital Asset Pricing Model
    Portfolio Beta

  61. Bank says:

    ไม่เป็นไรครับพี่เอ งั้นพี่เอช่วยทำวิธีคิดแบบ ง่ายๆๆให้ผมก็ได้นะครับ ผมจะเอาไว้เป็นความรู้ ไว้สอบ คราวหน้า คราวนี้คงต้อง ช่วยตัวเองไปก่อน ยังไงรบกวนพี่เอด้วยนะครับ ยังไง ถ้าเป็นไปได้ ถ้าพี่เอสะดวกผมอยากได้ก่อนวันที่ 15 พ.ย. 54 ได้ไหมครับพี่เอ ขอบคุณพี่เอล่วงหน้าอีกรอบนะครับ ^___^

  62. jookkru says:

    อ่านเส้นทางชีวิตพี่แล้วขนลุก, inspireผมได้มากมาย
    ขอบคุณครับ พี่Aน้ำใจงาม

    โอม

  63. Puy Grilish says:

    สวัสดีค่ะ หนูชื่อ ปุ้ย นะค่ะ

    ตอนนี้หนูเรียน BA ปี 3 อยู่ที่ ม.แม่ฟ้าหลวงค่ะ เข้ามาเจอblog เพราะหาเครื่องคิดเลข เนื่องจากแค้นใจจากการเรียน business finance ในเทอมที่ผ่านมา ทั้งๆที่หนูกะว่าต้องเก็บเอไม่ก็บีในวิชานี้ แต่กลับผิดคาดได้แค่ซีบวกเอง เห้อออ เพราะเจอข้องสอบfinalสุดโหด 70 ข้อ 5 ตัวเลือก 40 คะแนนแค่แปลโจทย์ก็จะตายแล้ว (ที่ ม.แม่ฟ้าหลวงเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษทั้งหมดค่ะ) คิดว่าเตรียมตัวมาดีแล้วแต่ก็ทำไม่ทันและไม่ได้เท่าที่ควรด้วย T^T อาจารย์ที่สอนวิชานี้ก็เป็นอาจารพิเศษ (อาจารย์ประจำเขาลาออกไปทำงานแบงค์ชาติ เขาคงเบื่อดอยแล้วT^T)บินมาสอนแค่เสาร์-อาทิตย์ ตอนทำโจทย์ไม่ได้ก็ไม่รู้จะไปถามใครก็ Google ชอบวิชาfinance มากๆ ถึงแม้ว่าเพื่อนๆจะไม่ค่อยมีใครชอบ เพราะโดยส่วนตัวแล้วชอบคิดเลขค่ะ^^ ในเทอมที่จะถึงนี้หนูจะต้องเรียนวิชา finance management แล้ว หนูจะพยายามทำให้ดีที่สุดโดยการใช้ความรุ้จาก พี่เอ(ขออนุญาตินะค่ะ) ในblogนี้แหละค่ะ ตอนนี้กะได้เครื่องคิดเลข BA II Plus มาแล้ว สั่่งตรงมาจาก กทม (เพราะบ้านนอกไม่มีขายยย เง้อ แต่ก็ไปสรรหามาจนได้ อิอิ)

    ปล.สักวันหนูจะเป็นนักลงทุนที่ดี

    ปล2. ถ้ายังสนใจจะเป็นอาจารย์อยู่ลองสมัครที่ ม.แม่ฟ้าหลวงดูนะค่ะ http://www.mfu.ac.th (โรงเรียนของหนูอยู่ไกล ไกลลลล อยากให้ คุณคุณหันมอง โรงเรียนของหนู><)

  64. DoS PE KMIT'NB says:

    นั่งอ่าน Blog แล้วรู้สึกว่าพัฒนาขึ้นเยอะเลย…. ทำให้รู้สึกถึงอะไรดีๆ ได้หลายอย่าง อย่างไรก็ พัฒนาอย่าหยุดล่ะ เอาใจช่วย.. เดี๋ยวจะแอบเข้ามาดูบ่อยๆ นะ

    ปล. พักผ่อนบ้างนะ เพราะเวลาเราทุ่มเทจะทำไรทีนี่ จะบ้าเป็นหน้าเป็นหลัง อย่างไรสุขภาพดี ก็หาซื้อไม่ได้เด้อ…

  65. worawut says:

    สวัสดีครับคุณ A

    ได้มีโอกาสไปฟังคุณ A บรรยาย เมื่อวานนนี้ และได้เขามาอ่าน block รู้สึกว่า ประทับใจมาก เพราะ มีความรู้สึกว่า คุณมีความพยายาม มาก และไม่ท้อ ขอปรบมือเป็นกำลังใจให้ด้วยครับ และ อยากจะขอคำปรึกษา ว่า การเป็น fund manager นั้น ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ครับ

    ขอบคุณครับ

    • Sakda says:

      ต้องออกตัวก่อน ว่าผมไม่ได้เป็น fund manager นะครับ
      แต่พอจะตอบได้ครับ ว่าการเตรียมตัวเป็น fund manager นั้น
      เราต้องเตรียมคุณสมบัติต่างๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงาน กลต.
      ตามประกาศนี้ครับ
      http://capital.sec.or.th/webapp/nrs/data/5198s.pdf
      (คุณสมบัติอยู่ในข้อ 7 หน้า 4 ครับ)

      เมื่อมีคุณสมบัติตามนั้นแล้ว ขั้นต่อไปคงต้องเป็นการหาตำแหน่งงาน
      ซึ่งส่วนใหญ่ สายงาน fund manager นั้น อาจเริ่มจากการ
      ทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Analyst)
      หรือ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน (Assistant Fund Manager) ก่อน
      จนเมื่อประสบการณ์พร้อม และโอกาสมาถึง ก็ค่อยขยับขยายขึ้นไปครับ

  66. AOF says:

    ดีคับพี่ เอ ผมดู youtube เรื่องการลงทุนเยอะมาก ๆ ที่พี่เอามาลงให้ดู ชอบมากเลยคับ แต่ผมอยากถามพี่ว่าถ้าต้องการลงทุนควรเริ่มจากตรงไหนก่อนดี ขอคำแนะนำหน่อยนะคับ

  67. DrBoyl ThaiVi says:

    หลังจากอ่านหนังสือลงทุนในหุ้นมาหลายเล่ม…เพื่อเตรียมตัวล่วงหน้ากว่า 3 ปีก่อนการลงทุน และแล้วก็มาเจอเว็บคุณเอ บอกได้เลยว่าชัดเจนมากกก สุดยอดครับ…

    ผมคิดว่าเนื้อหาในเว็บคุณเอ อยากให้เด็กๆมัธยม ได้เข้ามาศึกษาบ้างคงจะดีเนอะ…
    ทำให้รู้ว่า จิงๆ การออมเงินร้อย ให้ได้ล้านนั้น เป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวมากๆ นะครับ สุดยอดมากกเลย

    • Sakda says:

      ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ ผมเองก็อยากจะมีโอกาสสื่อสารไปให้ถึงน้องๆ จริงๆ
      ไม่ต้องถึงขั้นมัธยมก็ได้ครับ ขอแค่ระดับมหาวิทยาลัยก็ยังดี ซึ่งคงต้องเวิร์ึคต่อไป ว่าจะแทรกซึมไปในมุมไหนครับ

  68. says:

    เป็นคนที่น่านับถือครับ ขอบคุณสำหรับความเสียสละครับ

  69. kaeboon says:

    มีน้อง ๆแนะนำบล็อกคุณเอ ให้เข้ามาอ่าน
    อ่านแล้วได้อะไรเยอะเลยค่ะ เพิ่งเข้ามาลงทุนตอนอายุเยอะแล้ว
    ก่อนหน้านี้มีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับ กองทุน กับหุ้น น่ะค่ะ
    ตอนนี้หันมาศึกษามัน คิดว่าเป็นทางนึงที่ทำให้เรามีอิสระในการดำเนินชีวิต
    ดูแลลูกได้เต็มที่ค่ะ
    ขอบคุณในแง่คิดต่าง ๆ และสิ่งที่บอกเล่าประสบการณ์ค่ะ แล้วจะแวะเยี่ยมบล็อกบ่อย ๆค่ะ

  70. jookkru says:

    กำลังดู Money Talk พี่เอเป็นแขกรับเชิญ
    ได้แรงบันดาลใจเยี่ยมครับ

  71. niwat srisawat says:

    ผมก็บ้านนอกเหมือนกัน พอดีเพิ่งไปอบรมสัมมนาที่กรุงเทพ โชคดีได้รู้จักพีคนนึง แนะให้อ่านหนังสือ พ่อรวยสอนลูก และเงินสี่ด้าน ทำให้ความคิดผมเปลี่ยนแปลงไปทันที ได้อ่านบล็อคของพี่แล้วรู้สึกชื่นชม ผมอยากหัดเป็นนักลงทุนบ้าง มีหนังสือดี หรือความรู้ใหม่ๆช่วยเป็นแนะให้ผมบ้างนะครับ ผมเพิ่งคึกษาครับ

  72. Amamp says:

    พี่เอ สุดยอดมากๆเลยค่ะ หนูชื่นชมสุดๆเรยค่ะ เรยอบากรบกวนถามความเห็นทุกๆคนหน่อยนะค่ะ คือดิฉันเรียนจบ วิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์มา แล้วตอนนี้เรียนปริญญาโทสายเดิมอยู่ค่ะ แต่รุสึกเบื่อๆและบางทียังไม่เหนการพัฒนาของอาชีพมากเท่าไหร่นัก คือใจจริงอยากเรียนทางสายบริหารอะค่ะ แล้วพอดีเปิดเน็ตไปมา ก้อไปนำมาสู่บล็อคของพี่เอ ซึ่งทำให้หนูอยากเรียน ป โท ด้านบริหารหนักเข้าไปอีกค่ะ จึงอยากถามว่า ระหว่าง Ms finance กับ MBA ทั่วไป ควรเลือกเรียนอะไรดีที่ตอบโจทย์ของยุคนี้ค่ะพี่ เพราะเคยได้ยิน financial engineer ว่าถ้าเรียนวิศวแล้วต่อการเงินจะดีแต่ส่วนตัวแล้วไม่มีความรู้ด้านนี้เรยค่ะพี่ ยังไงก็รบกวนแนะนำที่เรียนเวิคๆให้หนูด้วยนะคร้า ขอบคุณค่ะ

  73. Thammasorn Piriyasupong says:

    Thanks for your contribution. I really enjoy to learn that we are from the same province. I got a lot of degree; MD., M.Sc.,Ph.D.which might not help me to survive in the real world. Financial literacy is a tough stuff for me. Grad from abroad does not help I can tell you for sure (as I am one of them …huh).

    I really love the part you mention about your monkship. I respect that. I truely believe in buddhism.

    Great work. Continue doing please I beg u

  74. MsBigCheek says:

    ขอให้ได้บุญเยอะๆนะคะ :) จะคอยติดตามผลงานเรื่อยๆค่ะ

  75. หมูน้อย says:

    อ่านแล้วอยากขอคำปรึกษาเลยอะค่ะ จะติดต่ออย่างไรได้บ้างคะ (e-mail หนูนะคะ buta11@hotmail.com)

  76. Nim says:

    อยากจะขอคำปรึกษาเลยค่ะ อ่านแล้วประทับใจมาก สามารถปรึกษาได้ทางไหนบ้างค่ะ
    E-mail boonjindapun@gmail.com อยากจะปรึกษาเรื่องเรียนต่อป.โทด้านไฟแนนซ์ค่ะ

  77. Suppawat says:

    ขออนุญาตคุณเอปรึกษาเกี่ยวกับ CFA ด้วยนะครับ
    Email: trisuppawat@gmail.com

  78. ขนิษฐา says:

    สวัสดีค่ะคุณเอ ดีใจที่ได้อ่านบล็อคของคุณเอที่มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สังคมที่ดี และดีใจที่ได้เป็นศิษย์MBAนิด้า สถาบันเดียวกันค่ะ ส่วนตัวตอนเรียน FA ก็ประทับใจอาจารย์ไพบูลย์เช่นเดียวกันคุณเอค่ะ แต่ด้วยความที่เรียนหลักสูตร YMBA ไม่มีวิชาเอกให้เลือก จะเป็นการเรียน MBA องค์รวม เลยไม่ได้มีโอกาสได้เข้าในสายการเงินเลย

    ตอนนี้เรียนใกล้จบแล้ว จะจบเดือนหน้านี้น่ะค่ะ จึงคิดทบทวนว่าอยากจะเปลี่ยนเส้นทางอาชีพที่ตัวเองสนใจและอยากจะทำประโยชน์ให้สังคมเหมือนกัน ซึ่งที่ดูๆและหาข้อมูลอยู่ตอนนี้คืองานด้านวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลน่ะค่ะ แต่ก็อยากจะปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงก่อนตัดสินใจจะเข้าไปเรียนและสอบ CFP และประกอบอาชีพนี้ค่ะ

    ต้องขอรบกวนคุณเอ อีเมล์มาที่ ksugraruchi@gmail.com

    ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
    ขนิษฐา (เอ๋)
    YMBA NIDA

  79. อ๋อง says:

    โอ้ ไม่ได้เจอกันนานพี่เอคงจำอ๋องไม่ได้แล้วมั้ง พอดีมีคนส่งมาให้อ่าน
    ยินดีกับหนทางแห่งความสุขที่เลือกด้วยนะครับ ^^

  80. TanTan says:

    Cool guy.

  81. เดียร์ says:

    พี่ครับ อยากถามเกี่ยวกับ VIX PREDICTION OF FUTURE VOLATILITY
    VIX PERFORMANCE AS A PREDICTOR
    CREATION OF OTHER VOLATILITY INDICES

  82. kan says:

    ขอบคุณสำหรับทุกบทความครับ …เป็นแนวทาง ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม และ จะแนะนำ คนอื่นๆ ต่อไปครับ

  83. springs says:

    สวัสดีรับ ผมเข้ามาอ่านเวปนี้เพราะ ดร.ไพบูลย์แนะนำในคลาสเรียน ตอนนี้กำลังเรียน Flexible MBA NIDA อยู่ครับ เดี๋ยวจะไล่อ่านทุกๆบทความของพี่ให้หมดเลยครับ เพราะดูหัวข้อเร่ื่องแล้วน่าสนใจเกือบทุกหัวข้อเลยครับ ขอบคุณพี่มากๆครับสำหรับทุกบทความ

  84. amr says:

    สวัสดีค่ะ ดิฉันsearch เรื่องภาษี แล้วจับพลัดจับผลู เข้ามาใน block คุณค่ะ น่ายกย่องมากมาย ในความสามารถค่ะ ทั้งด้านความรู้ , การถ่ายทอดที่กระชับ เข้าใจง่าย และที่สำคัญที่สุด คือ ทัศนคติในการshare ความรู้ให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น ต้องขอบคุณ และหวังที่จะเห็นบุคลลอย่างคุณในสังคมมากยิ่งๆขึ้นค่ะ

  85. kittikar says:

    พี่เอคะ หนูรู้สึกประทับใจพี่มากคะ เรียนจบอักษรจุฬามา เอกภาษานี่เหมือนจะทำได้ทุกอย่างในขณะเดียวกันเหมือนจะทำไม่ได้สักอย่างเพระไม่ใช่วิชาชีพ สนใจเรื่องการลงทุนในกองทุนอยู่ค่ะ จะพยายามศึกษ่อไป ขอให้พี่ช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ

  86. soda says:

    นับว่าโชคดีมากที่ได้เข้ามารู้จักคุณในวันนี้
    ขอบคุณมากนะคะสำหรับความรู้ที่แบ่งปันให้

  87. nat says:

    1.แบงค์กรุงศรี จะเอากองทุน MM (KFCASHPLUS) มาผูกกับบัญชีแบงค์อื่นได้หรือเ­ปล่าครับ พนักงานที่แบงค์บอกว่าไม่ได้นะค­รับ
    2. แล้วการผูกบัญชี ขาเข้า จะเป็นการผูกขาออก อันติโนมัติหรือเปล่าครับ

  88. Krich says:

    สวัสดีครับ ผม KMIT NB EE24 ครับ อยากขอคำปรึกษาครับ krich.kiriwan@th.abb.com ขอบคุณครับ

  89. Pim says:

    น่ายินดีมากค่ะที่คุณเอคิดแบบนี้เทียนที่สว่างแล้วส่งต่อความสว่างไปยังเทียนเล่มอื่นเรื่อยๆโลกนี้ก็จะสว่างไสวยิ่งขึ้นค่ะ

  90. Vanida says:

    Many thanks for useful information na ka.

  91. Gumpz says:

    ขอบคุณมากครับสำหรับความรุ้ต่างๆ
    และอยากสอบถามหลักสูตร regular mba major finance กับ economic finance ของนิด้า แตกต่างกันอย่างไรครับ
    ratchatham@gmail.com

    ขอบคุณครับ

  92. เอ็กซ์ says:

    ประวัติน่าสนใจมากครับ อ่านแล้วหยุดอ่านไม่ได้ อ่านจนจบเลย ตอนแรกว่าจะอ่านนิดเดียว

    เกิดปีเดียวกันด้วย เก่งมากครับสอบ CFA ได้ด้วย แต่ผมยังไปไม่ถึงไหนเลย อ่านแล้วมีกำลังใจดีครับ

    อยากทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MBA Finance กับ FIRM ของนิด้าครับ

  93. ananonnom says:

    สวัสดีครับพี่เอ ตอนแรกๆว่าจะอ่านนิดเดียวอ่านไปอ่านมาอ่าจจบเลย อ่านแล้วชอบมากเลยครับได้ความรู้ดีมากเลย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: