อยากได้กองทุนแบบนี้ จะมีใครทำมั๊ยน๊า….

อยากให้มีกองทุนแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย (หรือในโลก) จัง
วัตถุประสงค์ของกองทุนคือ การระดมเงินเพื่อใช้ดอกผลของเงินที่ระดมนั้น
ไปช่วยเหลือองค์กรการกุศล หรือพัฒนาสังคมในด้านต่างๆ
โดยมีเงื่อนไขคือ ทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองนี้ ก็ต้องได้ประโยชน์ด้วย

ตัวอย่างเช่น ตั้งเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนที่ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ
อาจเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ภาคเอกชน เงินฝาก ฯลฯ
หรือ ไหนๆ ก็จะมีการบังคับใช้ พรบ.ประกันเงินฝาก คุ้มครองบัญชีละ 1 ล้านบาทอยู่แล้ว
ก็อาจจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐล้วนๆ ไปเลย เพื่อความปลอดภัยก็ได้

โดยโครงสร้างจะเป็นกองทุนเปิดก็ได้ เป็นกองแบบ Roll-over ก็ได้
หรือจะเป็นกองปิด มีอายุชัดเจน แนวๆ Term Fund ก็ได้ ทั้งนี้มีหลักการสำคัญคือ

1) นักลงทุนที่มาลงทุน ต้องได้รับผลตอบแทน เพียงแต่ผลตอบแทนอาจไม่มาก
แต่ก็ควรได้มากกว่าการทิ้งเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์
อาจมีข้อกำหนดไว้ล่วงหน้าว่า จะได้รับผลตอบแทนไม่เกินค่าใดค่าหนึ่งที่กำหนดไว้ชัดเจน
เช่น ไม่เกิน Benchmark (อาจใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน / 6 เดือน)
หรืออาจจะเป็น Benchmark + ค่าคงทีซักค่า เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน + 0.25% ก็ได้

2) บริษัทจัดการ หรือ บลจ. ที่บริหาร ต้องได้ค่าธรรมเนียมการจัดการ
แต่ควรจัดเก็บในระดับที่ต่ำกว่ากองทุนรวมทั่วไป ส่วนจะต่ำมากแค่ไหนนั้น
ก็อยู่ที่ CSR Spirit ของบริษัทจัดการ โดยควรยึดเอาวัตถุประสงค์ว่ากองทุนมีขึ้น
เพื่อจะนำดอกผลไปช่วยสังคม หากเก็บค่าจัดการมาก ก็เหลือเงินไปช่วยสังคมน้อย
แต่ยังไงคิดว่าควรต้องเก็บนะครับ เพราะการดำเนินการก็มีค่าใช้จ่ายแน่ๆ

3) องค์กรการกุศล หรือโครงการเพื่อสังคมต่างๆ จะได้รับเงินช่วยเหลือ
โดยจ่ายออกจากผลตอบแทนส่วนที่เหลือ หลังจากที่หักค่าธรรมเนียมการจัดการ
และหักผลตอบแทนที่จ่ายให้กับนักลงทุนไปแล้ว
โดยอาจให้สิทธิ์นักลงทุนได้เลือกว่า จะเอาผลตอบแทนส่วนของตน
ไปบริจาคให้องค์กรไหน และหากองค์กรนั้น สามารถนำเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้
เงินที่จ่ายออกจากกองทุน ก็น่าจะเอาไปลดหย่อนภาษีได้ด้วย

ผลประโยชน์ทางตรงต่อสังคม (ในเชิงตัวเลข)

หากยกตัวอย่างจากภาวะการลงทุนจริงในปี 2554 ก็จะพบว่า
กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำๆ ประเภท Money Market Fund มีผลตอบแทนทั้งปี
ประมาณซัก 2.50% ขณะที่ Benchmark คืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนเฉลี่ย
ในช่วงเดียวกันจะได้ผลตอบแทนประมาณ 1.70%

หากเอา 2.50% – 1.70% ก็จะเหลือ 0.80%

ถ้ากองทุนนี้มีขนาด 1 พันล้าน ก็จะมีเงินไปช่วยเหลือสังคมประมาณ 8 ล้านบาทต่อปี
ถ้า (โชคดี) กองทุนมีขนาด 1 หมื่นล้าน เงินช่วยเหลือก็จะกลายเป็น 80 ล้านบาทต่อปี
ถ้า (โชคดีสุดๆ) กองทุนมีขนาด 5 หมื่นล้าน เงินช่วยเหลือก็จะกลายเป็น 160 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งความจริงๆ อาจจะได้มากกว่านี้ เพราะบริษัทจัดการอาจใจดี
เก็บค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำกว่ากองทุนทั่วไป

ผลประโยชน์ทางตรงต่อนักลงทุน (ในเชิงตัวเลข)

ดอกผลประมาณ 1.70% หากลงทุนไว้ 1 ล้านบาท ก็จะได้ 17,000 บาท
ขณะที่ถ้าไม่เอามาลงกองนี้ แล้วฝากออมทรัพย์ไว้ ได้ดอกเบี้ย 0.75%
ก็จะได้ดอกผลเพียง  7,500 บาท แถมอาจต้องเสียภาษีดอกเบี้ย 15% ด้วย

ผลประโยชน์ทางตรงต่อบริษัทจัดการ (ในเชิงตัวเลข)

หากสมมติว่าบริษัทจัดการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการ 0.50%
แล้วกองทุนมีขนาด 1 พันล้าน บริษัทจัดการก็จะมีรายได้ปีละ  5 ล้านบาท
แต่หากกองใหญ่ขึ้นเป็น 1 หมื่นล้าน ก็จะคิดเป็นรายได้ถึง 50 ล้านบาท ต่อปี
ซึ่งอย่างที่บอกไปครับ ว่าอาจจะเก็บน้อยกว่านี้ก็ได้

ที่สำคัญคือ ทุกๆ คนได้ประโยชน์ และยังมีประโยชน์ทางอ้อมที่ไม่ได้พูดถึงอีกมาก

และคนที่มาลงทุน ยังคงมีเงินต้นเหลือครบ ในกองทุนที่ความเสี่ยงต่ำ
(เผลอๆ เสี่ยงน้อยกว่าเงินฝาก) พร้อมได้ดอกผลไม่แพ้เงินฝากออมทรัพย์

แนวคิดคร่าวๆ เท่าที่นึกขึ้นมาเร็วๆ ก็ประมาณนี้ครับ

เหตุที่ทำให้คิดถึงเรื่องนี้ก็เพราะได้มีโอกาสรับฟังข่าวสาร และประสบพบเจอด้วยตัวเอง
ว่า องค์กรเพื่อการกุศล หรือมูลนิธิต่างๆ หลายๆ แห่ง มีค่าใช้จ่ายประจำค่อนข้างสูง
และเป็นรายจ่ายที่หยุดจ่ายไม่ได้ เพราะเป็นการจ่ายให้กับโครงการที่กำลังทำอยู่
วิธีแก้ปัญหาเรื่องเงินไม่พอ ก็ต้องเชิญชวนให้คนไปบริจาคเป็นพักๆ
ซึ่งก็ได้พอบ้าง ไม่พอบ้าง ที่แย่คือ กระแสเงินที่ได้ ไม่ต่อเนื่อง และ มีความไม่แน่นอนสูง

เลยแค่คิดขึ้นมาว่า เราเองทำงานอยู่ในสายงาน บลจ. จะมีอะไรที่ช่วยได้บ้างมั๊ย
ไอเดียเลยออกมาประมาณเป็นกองทุนแบบนี้… แต่พอคิดเสร็จ ก็ไม่กล้าไปบอกใคร

เลยเอามาโพสใน facebook กับใน blog ตัวเองนี่แหละครับ
เผื่อว่าจะมีผู้ใหญ่ใจดีมาเห็น หรือมีใครไปเล่าให้ผู้ใหญ่ใจดีได้รับฟังเข้า แล้วเกิดกองทุนนี้ขึ้นจริงๆ
ยิ่งถ้าแข่งกันทำ ยิ่งดีเลยครับ ยกตัวอย่างเช่น 1 บลจ. ก็มีอย่างน้อย 1 กองทุน
เป็นกิจกรรม CSR ที่ตรงกับความเชี่ยวชาญของ บริษัทจัดการลงทุนพอดี
(อาจจะไม่ต้องไปปลูกป่า เก็บขยะ สร้างโรงเรียน สร้างห้องน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตัวเองก็ทำไม่เก่ง)

แต่หันมาแข่งกันใช้ความคิดสร้างสรรค์ แข่งกันสร้างผลตอบแทน
ที่ท้ายที่สุดผลตอบแทนส่วนหนึ่งจะกลับคืนไปเป็นประโยชน์ต่อสังคม

ถ้ามีกองแบบนี้เมื่อไหร่ ผมขอปวารณาตัวที่จะช่วยโปรโมท ช่วยประชาสัมพันธ์
และจะเอาเงินสภาพคล่องที่มีในออมทรัพย์ไปพักในกองทุนนี้ด้วยคนครับ :D

ปล. หากเพื่อนๆ ท่านไหนมีไอเดียอะไรเพิ่มเติม หรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอะไร
เชิญได้ที่ช่อง Comment ด้านล่างเลยนะครับ

เชิญร่วมงานเสวนาและเปิดตัวหนังสือ “จัดทัพลงทุน ตอนรวยแบบอัตโนมัติ”

ขอเชิญเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านเข้าร่วมงานเสวนา “จัดทัพลงทุน ตอนรวยแบบอัตโนมัติ
ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 39 วันเสาร์ที่ 2 เม.ย. 54 เวลา 12.00-13.00 กันนะครับ

โดยนอกจากจะเป็นงานเสวนาเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนแบบง่ายๆ ที่ประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ คนแล้ว
ก็จะเป็นการถือโอกาสเปิดตัวหนังสือเล่มแรกในชีวิตของผม ที่ อ.สมจินต์ ศรไพศาล กรุณาให้ผมเป็นผู้แต่งร่วม
คือหนังสือชื่อ “จัดทัพลงทุน ตอน รวยแบบอัตโนมัติ” ไปพร้อมๆ กันครับ ^__^

ท่านที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และลงทะเบียนได้ที่
http://www.tsi-thailand.org หรือ S-E-T Call Center โทร 0-2229-2222 ได้เลย… แล้วพบกันในงานนะคร้าบบ

ประชาสัมพันธ์ – หลักสูตรอบรมอาสาสมัครเพื่อผลิตหนังสือเสียง ครั้งที่ 2

วันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ กลุ่ม We2Blind
และชมรมอาสาสมัครเพื่อนคนตาบอด
ร่วมกันจัด
หลักสูตรอบรมอาสาสมัครเพื่อผลิต
หนังสือเสียง ครั้งที่ 2
งานนี้จัดที่ศูนย์ภาษา
ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 15.00 น.

  • เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ http://on.fb.me/9H8tal
  • และสามารถลงชื่อสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ http://bit.ly/aOyTDa
  • ชมบรรยากาศในงานครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมาได้ที่ http://on.fb.me/a8KKmw

ปล. ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมในครั้งที่ 1 มาแล้ว บอกได้เลยครับว่าน่าไปมากๆ…
นั่งสบาย ฟังสบาย กินสบาย + ฟรีทุกอย่าง แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้นมีค่ามากๆ…

เมื่ออบรมเสร็จ… เราจะสามารถผลิตหนังสือเสียงให้กับพี่ๆ คนตาบอดด้วยตัวเราเองได้เองจากที่บ้าน
ซึ่งใช้เวลาไม่มากเลยครับ อย่างผม… แบ่งเวลาวันละประมาณครึ่งชั่วโมงมาอ่านก่อนนอน… ตอนนี้ก็อ่านได้ครึ่งเล่มแล้ว
นอกจากจะได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นแล้ว ยังได้โอกาสอ่านหนังสือที่ตัวเองสนใจอย่างตั้งใจจริงๆ…

ที่เหนือกว่ามันคือความรู้สึกภูมิใจ ที่เรากำลังได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ทำได้ยาก… และเป็นการทำเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง
ผมจึงอยากเชิญชวนให้ลองสมัครไปร่วมกิจกรรมกันดูนะครับ…
งานอะไรไม่รู้มีแต่ได้กับได้… ผมยังไม่รู้สึกว่าเสียอะไรเลย  ^_^

Latest Update

เนื่องจากบล๊อคเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อนๆ อาจจะรู้สึกสับสนในการเข้าใช้งานเว็บไซต์
ผมจึงทำหน้า Frequency Asked Question (FAQ) ขึ้นมา เพื่ออธิบายให้เพื่อนๆ สามารถใช้งานบล๊อคได้อย่างสะดวกมากขึ้น
โดยสามารถอ่าน FAQ ได้ ที่นี่ ครับ

ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ A-Academy นะครับ

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกท่านเข้าสู่เว็บไซต์แห่งใหม่ของผมนะครับ
เว็บไซต์ใหม่แห่งนี้ ผมมีความตั้งใจที่จะสร้างมันให้เป็นเว็บไซต์ส่วนตัวที่ดีที่สุด นับตั้งแต่ที่ผมเคยทำเว็บต่างๆ มา
ในโอกาสนี้ผมขอนำข้อความจากหน้า “About This Blog” มาเป็นโพสแรกของเว็บใหม่แห่งนี้
เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลให้ทุกท่านได้รับทราบ ถึงแนวทางของเว็บนับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงอนาคตนะครับ
.

About This Blog

บล๊อคนี้เป็นบล๊อคส่วนตัวที่ผมตั้งใจ จะสร้างให้มันเป็นเหมือน library เล็กๆ ที่รวบรวมเอาหลักคิด, องค์ความรู้
และประสบการณ์ต่างๆ ของผมมาบันทึกไว้ เผื่อว่าจะสามารถเป็นประโยชน์กับผู้อ่านโดยทั่วไป
โดยจุดเริ่มต้นของบล๊อคแห่งนี้นั้นเริ่มจากการสร้างบล๊อคที่ชื่อ “A PhD Journey of Mine” ขึ้นก่อน เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 52
ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมกำลังเตรียมตัวด้านต่างๆ เพื่อไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอก

บล๊อคของผมในตอนนั้น จึงสร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่จะบันทึกประสบการณ์ในการเรียนต่อระดับ ป.เอก โดยตรง
แต่แล้วก็มีเหตุให้ผมต้องเปลี่ยนเป้าหมายกลางคัน ทำให้ชื่อของบล๊อคที่เคยใช้อยู่เดิม ไม่น่าจะเป็นชื่อที่เหมาะอีกต่อไป
อีกทั้งในช่วงหลัง เนื้อหาที่ผมโพสส่วนใหญ่ก็เริ่มเอนเอียงหนักเข้ามาในเรื่องของ “การเงินและการลงทุน” ซึ่งเป็นสาขาที่ผม
มีความถนัด มากขึ้นไปทุกที เมื่อต้นปี 2553 ผมจึงเริ่มมีไอเดียที่จะปรับปรุงรูปแบบและชื่อของบล๊อคเดิมใหม่ทั้งหมด

ความตั้งใจนั้นผนวกเข้ากับการที่ผมได้รู้จักกับเว็บเว็บหนึ่งที่ชื่อว่า “Khan Academy(อ่านรายละเอียดได้ ที่นี่)
ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของ Salman Khan (Sal) ที่มีวิดีโอสอนเนื้อหาในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่คณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน จนถึงเนื้อหาวิชาการขั้นสูง
และจากจุดเด่นของ Khan Academy ที่เน้นสอนด้วยภาษาง่ายๆ และทุกคนสามารถเข้าชมได้ฟรีนั่นเอง
ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจอย่างใหญ่ ที่อยากจะให้บล๊อคใหม่ที่ผมจะสร้างขึ้นนั้น มีลักษณะคล้ายๆ กับ Khan Academy
แต่มีเนื้อหาเป็นภาษาไทยทั้งหมด โดยยังคงจุดเด่นคือ “การอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ” และ “บริการฟรี” เอาไว้
และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ท้ายที่สุด ผมเลือกที่จะตั้งชื่อบล๊อคใหม่ว่า A-Academy : The Academy of Simple Finance

แต่ด้วยความสามารถที่จำกัดของผม การจะทำเนื้อหาที่หลากหลายมากๆ ขนาดนั้น คงจะยังเป็นไปไม่ได้
ผมจึงคิดว่าจะเริ่มต้นจากการ ถ่ายทอดความรู้ในสาขาที่ผมมีความถนัดและทำงานเกี่ยวข้องอยู่ก่อน จากนั้นสักวันหนึ่ง
เมื่อผมมีความพร้อมมากพอ หรือมีคนที่เห็นพ้องกับผมเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ขอบเขตเนื้อหาที่มีในเว็บ ก็อาจจะกว้างขึ้นในที่สุด

แม้วันนี้บล๊อคนี้จะยังเป็นบล๊อคเล็กๆ เนื้อหาที่มียังไม่เยอะ แต่ผมเชื่อว่าถ้าผมค่อยๆ ทำ เสริม เติมเข้าไปเรื่อยๆ
ในระยะยาว มันจะเป็นบล๊อคที่สร้างประโยชน์ได้อย่างมาก
.

วัตถุประสงค์ของบล๊อคแห่งนี้

ผมมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อหลักๆ ด้วยกันในการตัดสินใจทำบล๊อคแห่งนี้ขึ้น

ข้อแรก คือ ผมหวังที่จะเป็นกลไกเล็กๆ กลไกหนึ่ง ที่จะช่วยให้คนไทยมี “ภูมิปัญญาทางการเงิน” หรือ Financial Literacy
รวมถึงทักษะความสามารถอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในระดับที่จะเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ซึ่งก็น่าจะนำมาซึ่งปัญหาระดับบุคคลที่น้อยลง นั่นหมายถึงปัญหาระดับครอบครัวก็จะลดน้อยลงไปด้วย
และเมื่อเราสามารถที่จะบริหารเรื่องปากท้องได้เพียงพอ ก็คงจะได้มีเงินเก็บ เงินลงทุนพอสมควร
ในท้ายที่สุดก็คงจะทำให้ประเทศชาติเราดีขึ้นไม่น้อย

ข้อสอง คือ ผมหวังที่จะสร้างสินทรัพย์ส่วนตัวไว้ชิ้นหนึ่ง ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์แห่งความรู้ที่จะมีคนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง
ผมมองว่ามันเป็นการเติมเต็มความต้องการส่วนตัว เป็นการสร้างความภาคภูมิใจ เป็นการสร้างความหมายให้กับชีวิตให้กับตัวผมเอง
และเป็นการใช้ประโยชน์จากหนึ่งสมองสองมือที่ผมคิดว่าดีที่สุดวิธีหนึ่ง

ข้อสาม คือ ผมต้องการสร้างแรงบันดาลใจ ให้กับคนอื่นๆ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมชมบล๊อคแห่งนี้
เหมือนกับที่ผมเคยได้รับแรงบันดาลใจ มาจากเว็บไซต์ Khan Academy
เพราะผมเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัย ว่าประเทศไทยยังมีคนเก่งและมีศักยภาพอีกมาก
โดยต่างคนก็เก่งกันคนละด้าน หากพวกเราออกมาทำอะไรเพื่อสังคมมากเข้าๆ เช่น อาจจะทำเว็บไซต์ในรูปแบบเดียวกันกับ
Khan Academy หรืออาจจะทำประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งยังมีอีกหลายวิธี สังคมไทยโดยรวมจะต้องดีขึ้นแน่ๆ
.

โครงสร้างเนื้อหา

โครงสร้างเนื้อหาของ A-Academy นั้นจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มเนื้อหาหลักๆ โดยแต่ละกลุ่มหลักก็จะมีเนื้อหาเป็นกลุ่มย่อยๆ
เท่าที่ผมพอจะจัดกลุ่มได้ โดยจะมีโครงสร้างทั้งหมดดังนี้ครับ

Personal Finance
(การเงินส่วนบุคคล)
เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเงินส่วนบุคคลซึ่งเหมาะกับทุกๆ คน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนที่เรียนหรือทำงานเกี่ยวข้องกับการเงินครับ ในกลุ่มนี้เนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยได้แก่
.

  • Financial Planning (การวางแผนการเงิน) ซึ่งจะมีเนื้อหาเกี่ยวข้อง
    กับการจัดการเงินทอง การบริหารรายรับ-รายจ่าย การทำบัญชี การออม การลงทุน
    การทำประกันชีวิต การวางแผนเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น วางแผนเกษียณอายุ
    วางแผนซื้อสินทรัพย์ วางแผนมรดก ฯลฯ
  • Investment (การลงทุน) จะเน้นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุน
    เช่น การจัดสรรสินทรัพย์ เทคนิคการบริหารพอร์ตการลงทุน การประเมินผลการลงทุน
    เป็นต้น

ซึ่งผมหวังว่า เนื้อหาในกลุ่มนี้จะช่วยทำให้ผู้ที่ได้เข้ามาศึกษา มีความเข้าใจเรื่องเงินๆ ทองๆ และเห็นความสำคัญของการวางแผนการเงินมากขึ้น และจะดีไปกว่านั้นคือ
เริ่มมีการนำหลักการไปปฏิบัติจริงมากขึ้น

Professional Finance
(การเงินเชิงวิชาชีพ)
เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเงินในเชิงผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเงินการลงทุน เนื้อหาในกลุ่มนี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่
.

  • CFA / CISA ซึ่งจะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสอบที่จำเป็นต่อการเป็น
    นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ หรือ ผู้จัดการกองทุน
  • CFP ซึ่งจะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสอบที่จำเป็นต่อการเป็นนักวางแผนการเงิน

โดยรูปแบบของเนื้อหาที่จะมีในบล๊อคนี้นั้นก็ได้แก่ เรื่องของการเตรียมตัว
เทคนิคการทำข้อสอบ เทคนิคการบริหารเวลา และในอนาคตถ้าผมไหว
ก็น่าจะมีเรื่องของการติวสอบ เป็นรายหัวข้อไป

ซึ่งผมหวังว่าเนื้อหากลุ่มนี้จะช่วยให้มีผู้สอบผ่านคุณวุฒิทางวิชาชีพเหล่านี้มากขึ้น
เพราะหากมีผู้สอบผ่านเยอะขึ้น มาตรฐานในการประกอบวิชาชีพด้านการเงินการลงทุน
น่าจะดีขึ้นไปด้วย

Self-Development
(การพัฒนาตนเอง)
เนื้อหาในกลุ่มนี้อาจจะมีน้อยกว่าเนื้อหาใน 2 กลุ่มแรก เพราะเป็นเนื้อหาที่ผมตั้งใจ
จะให้เป็นส่วนเสริม ซึ่งจะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ
เพื่อที่เราจะได้มีศักยภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
โดยผมแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
.

  • English / TOEFL จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
    รวมถึงเทคนิคต่างๆ ในการสอบ TOEFL
  • GMAT คือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวสอบ GMAT
  • Graduate Study หรือการศึกษาต่อ จะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ
    แนวทางการศึกษาต่อในระดับการศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไป
General Discussion
(ทั่วไป)
เป็นเนื้อหาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน 3 กลุ่มข้างต้น ซี่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
progress ส่วนตัวหรือความเห็นส่วนตัวของผมในด้านต่างๆ เป็นหลัก

หมายเหตุ โครงสร้างเนื้อหาในข้างต้น อาจมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามความเหมาะสม

โดย Format ของการสื่อสารนั้น ผมตั้งใจจะใช้การเขียนเป็นหลัก โดยเนื้อหาประมาณ 60-70% จะอยู่ในรูปของบทความหรือโพส
และเนื้อหาส่วนที่เหลือผมจะใช้วิดีโอ + เสียง เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร พร้อมกันนั้น ถ้ามีเนื้อหาส่วนไหน จำเป็นต้องมีการคำนวณ
มีการทดลอง มี workshop มาเกี่ยวข้อง ผมจะมีไฟล์ excel ให้ดาวโหลดเพื่อเรียนรู้ควบคู่ไปด้วยครับ
.

ความเป็นอิสระของบล๊อคและขอบเขตความรับผิดชอบของผม

เนื่องจากในปัจจุบันผมยังคงประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเงินการลงทุนให้กับองค์กรแห่งหนึ่ง
ผมจึงขอเรียนให้ทราบว่า บล๊อคแห่งนี้นั้นเป็นบล๊อคส่วนตัว และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ผมทำงานอยู่แต่อย่างใด
เนื้อหาต่างๆ รวมทั้งความคิดเห็นที่แสดงในบล๊อคแห่งนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผมแต่เพียงผู้เดียว

ในแง่ของความรับผิดชอบต่อข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่ในบล๊อคแห่งนี้นั้น ผมสัญญาว่าจะใช้ความพยายามสูงสุดในการ
กลั่นกรองข้อมูลต่างๆ ให้มีความถูกต้องที่สุด ก่อนที่จะมีการเผยแพร่ และจะแยกส่วนระหว่าง
ข้อเท็จจริง (fact) และ ความเห็น (opinion) ออกจากกันให้ชัดเจน รวมทั้งจะมีการระบุถึงแหล่งอ้างอิงของข้อมูล (ถ้ามี)
เพื่อประโยชน์ในการสืบค้น/สอบทานเพิ่มเติม

ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งคือ ข้อมูลทั้งหมดในบล๊อคแห่งนี้ เขียนขึ้นโดยอ้างอิงข้อมูลข่าวสาร และความเข้าใจของผม
ณ วันที่เขียนบทความ หรือบันทึกวิดีโอเป็นหลั
ซึ่งภายหลังเมื่อสถานการณ์หรือข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนไป
เนื้อหาและข้อมูลที่เคยเผยแพร่อยู่เดิม อาจไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ผู้อ่านหรือผู้เข้าชมต้องใช้ดุลยพินิจในการศึกษา และเลือกที่จะเชื่อถือข้อมูลที่แสดงบนบล๊อคแห่งนี้
โดยผมไม่อาจรับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายอันจะเกิดขึ้น จากการนำข้อมูลที่เผยแพร่บนบล๊อคนี้ไปใช้ได้
ดังนั้น ผู้อ่านหรือผู้เข้าชม จึงควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่บนบล๊อคแห่งนี้ เป็นเพียงข้อมูลเสริม
จากแหล่งข้อมูลหลัก เช่น แบบเรียน หนังสือ คู่มือ ฯลฯ ที่มีเผยแพร่อยู่เท่านั้น

%d bloggers like this: