ประชาสัมพันธ์ ทุนสอบ CFA ประจำปี 2010-2011 (สอบเดือน June 2011)

มาแล้วนะครับสำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่รอสมัครทุนสอบ CFA ประจำปี 2010-2011 อยู่
สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดและขั้นตอนการสมัครทุนได้แล้วที่เว็บไซต์ของสมาคม สมาคม ซีเอฟเอ ไทยแลนด์
โดยกดไปที่หน้า “Scholarship Info” หรือคลิ๊กที่ ลิ้งค์นี้ โดยตรงครับ
โดยทุนนี้จะเป็นทุนที่ให้สำหรับการสอบ CFA ในระดับใดก็ได้ ในรอบการสอบเดือน June 2011

สำหรับกติกาคร่าวๆ ของการให้ทุนสอบ CFA ในปีนี้ก็มีกติกาที่เหมือนกับในทุกๆ ปีนะครับ
(ผมเคยเขียนถึง รายละเอียดการสมัครทุนของปีที่แล้ว และ บรรยากาศในวันสัมภาษณ์ ไว้ สามารถเข้าไปอ่านดูได้นะครับ)
โดยคุณสมบัติหลักๆ ของผู้สมัครนั้น ต้องเป็นผู้ที่เรียนจบระดับปริญญาตรีและอาศัยอยู่ในประเทศไทย
หรือถ้ายังเรียนไม่จบ ก็ต้องมีกำหนดจะจบภายในสิ้นปี 2011

โดยทุนที่ทางสมาคมฯ จะให้ได้นั้นจะให้กับผู้รับทุนได้สูงสุด 10 ทุนด้วยกันครับ
ทุนที่ได้รับนั้น จะครอบคลุมในส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ยกเว้นค่าใช้จ่ายในส่วนของ Curriculum
ซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกจะรับ Curriculum แบบไหน
ถ้ารับเป็นแบบรูปเล่มอย่างเดียว ก็ต้องจ่ายเอง $245 (ประมาณ 7,500 บาท) หรือถ้าเลือกเป็นทั้ง
แบบรูปเล่มและ E-Book ก็ต้องจ่ายเอง $275 (ประมาณ 8,500 บาท) ครับ

สำหรับขั้นตอนในการสมัครทุนนั้น สามารถศึกษาจาก ประกาศอย่างเป็นทางการ ได้ในเว็บไซต์ของสมาคมฯ นะครับ
การสมัครทุนนี้นั้น มี Deadline คือวันที่ 15 พ.ย. 2553 นะครับ ซึ่งนับจากปัจจุบันยังมีเวลาอีกพอสมควรเลย
สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะสอบอยู่แล้ว ผมก็อยากจะชวนให้ลองสมัครดูนะครับ

ปล. สำหรับผู้ที่สมัครสอบและชำระเงินไปแล้ว ก็สามารถขอทุนได้เช่นกันนะครับ
ในกรณีที่ได้รับทุน ก็จะได้รับเงินคืนในรูปแบบของเงิน Refund ทีหลัง

วางแผนและเริ่มเตรียมตัวสอบ CFA Level 3 ตั้งแต่เนิ่นๆ

สวัสดีครับ… ในช่วงสองเดือนมานี้ นอกจากผมจะอัดวิดีโอขึ้นบล๊อคแล้ว
ก็แทบไม่ได้อัพเดตบล๊อคด้วยวิธีการเขียนเลยนะครับ จะว่าไปก็เพราะพออัดวิดีโอแล้วผมก็ค่อนข้างจะติด
เพราะว่ากันตามตรง การเล่าเรื่องด้วยวิดีโอจะค่อนข้างง่ายกับผมมากกว่า โดยเฉพาะในแง่ของการเตรียมตัว
เพราะในการอัดวิดีโอ ผมแค่มีหัวข้อหรือ keyword หลักๆ ร่างไว้ แล้วก็พูด + เขียนไปสดๆ ได้เลย

การอัดวิดีโอจะมีข้อเสียอยู่บ้างก็คือ ไฟล์ที่จะใช้ upload ขึ้น youtube นั้นจะมีความยาวได้จำกัดแค่คลิปละ 15 นาที
ดังนั้น ผมต้องพยายามวางเนื้อหาที่จะพูดให้พอดีกับเวลาที่มี และหลายๆ ครั้ง พออัดเสร็จ ผมก็มักจะคิดขึ้นมาได้ว่า
อยากจะเพิ่มเนื้อหา ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ซึ่งถ้าขยันหน่อย ก็ยอมเหนื่อยอัดใหม่อีกครั้ง
แต่หลายๆ ครั้ง ถ้าไม่สำคัญจริงๆ ก็มักจะต้องปล่อยผ่าน เพราะว่ามันเหนื่อยเหมือนกันที่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด
มาวันนี้มีโอกาส + รู้สึกอยากจะเขียนอีกครั้ง ก็จะขอคั่นเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ กลับมาเป็นการเขียนซะหน่อยนะครับ
.

เข้าเรื่องการสอบ CFA Level 3

พูดถึงการสอบ CFA Level 3 ของผม ก็เป็นเวลาร่วม 2 เดือนแล้วเช่นกันครับ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย
ไม่น่าเชื่อว่า การสมัครสอบแต่เนิ่นๆ (ก่อนสอบจริงร่วมปี) มันก็มาพร้อมกับข้อเสียคือ “ความชะล่าใจ” + “ความขี้เกียจ
จริงๆ แล้วผมตั้งใจจะเริ่ม Kick-off การอ่านแบบจริงๆ จังๆ มาสองรอบแล้ว คือ ต้นเดือน ส.ค. รอบนึง แล้วก็ต้นเดือน ก.ย. อีกรอบ
แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองครั้ง ด้วยเหตุผลสารพัดที่ยกขึ้นมาอ้างกับตัวเอง…

แต่วันนี้ไม่ไหวแล้วครับ วันนี้ (19 ก.ย. 53) ผมขอประกาศกับตัวเอง และเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านบล๊อคทุกท่านว่า นับตั้งแต่วันนี้ไป
ผมจะเริ่มเตรียมตัวสอบ CFA Level 3 อย่างจริงจัง เพื่อที่จะสามารถสอบผ่านในเดือน มิ.ย. 54 ให้จงได้
ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสนี้ แชร์สิ่งที่ผมได้เริ่มเตรียมตัวไปแล้ว ให้กับเพื่อนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมบล๊อคทุกท่าน
เผื่อว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับตัวเพื่อนๆ เอง ซึ่งผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่แค่ประยุกต์ใช้กับการสอบ CFA ได้
แต่น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอบ หรือการเตรียมตัวในเรื่องอื่นๆ ได้เช่นกันครับ
.

ปัจจัยที่จะทำให้สอบผ่าน

สำหรับผม ในการสอบ CFA ทุกระดับ ผมถือว่า “ทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องอื่นๆ
เพราะจากที่สอบมา 2 Level ผมเชื่อว่า เนื้อหาที่สอบนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินจะเรียนรู้
เวลาที่ได้คุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สอบ CFA ด้วยกัน ผมพบว่ามันเป็นเพราะทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจต่างหาก
ที่เป็นปัจจัยกำหนดว่าเราจะสอบผ่านหรือไม่

หลายๆ คนที่ผมได้คุยด้วย ส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่มั่นใจบ้าง มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับการสอบบ้าง
หรือเลวร้ายไปกว่านั้น คือมีทัศนคติที่ไม่ดีกับตัวเองและการเตรียมตัวของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก…
เพราะเมื่อตัวเราเอง ไม่เชื่อในฝีมือและความสามารถของตัวเอง จิตใต้สำนึกก็จะทำงานอยู่ลับๆ
และคอยผลักดันให้เรามุ่งไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง กลายเป็นความท้อถอย เป็นความไม่ต่อเนื่อง จนกลายเป็นความสิ้นหวังและไม่มั่นใจ

วิธีการสร้างทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจที่ผมใช้กับตัวเองก็คือ “การถามคำถาม” กับตัวเอง
ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นมีความสำคัญหรือไม่ ? สิ่งนั้นจะสร้างคุณค่าให้ชีวิตหรือไม่ ? สิ่งนั้นจะทำให้เราเดินทางเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้นหรือไม่ ?
สิ่งนั้นช่วยให้เราเติมเต็มความฝันได้หรือไม่ ? สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อเราและคนที่รักเราหรือไม่ ? ฯลฯ
ถ้าคำตอบของทุกคำถามข้างต้นนั้นคือคำว่า “ใช่” แสดงว่าเป้าหมายนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องตั้งใจทำให้สำเร็จ…

ทุกๆ ครั้งที่ตอบว่า “ใช่” ผมจะรู้สึกถึงพลังเชิงบวก และความมุ่งมั่นตั้งใจที่เพิ่มขึ้น
และเมื่อเน้นย้ำกับตัวเองบ่อยๆ เข้า มันก็กลายเป็นพลังใจ ผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะมุ่งไปยังเป้าหมายนั้น
และถ้า “ความคิดที่ถูกต้อง” ผนวกรวมเข้ากับ “การกระทำที่ถูกต้อง” ด้วยแล้ว เราจะรู้สึกมั่นใจขึ้นทุกขณะ
ความรู้สึกมั่นใจนั่นล่ะ จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้สำเร็จจริงๆ (ซึ่งในที่นี้ก็คือการสอบ CFA)

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง และในเป้าหมายที่จะทำแล้ว
มันคงไม่แปลกที่เมื่อมีใครมาถามเราว่า “เรามั่นใจแค่ไหนว่าจะสอบผ่าน ?”
แล้วเราจะตอบออกไปได้อย่างเต็มปากว่า “มั่นใจสุดๆ” …
ถ้ามาถึงจุดนี้เมื่อไหร่ ผมเชื่ออย่างยิ่งครับว่า เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายมากกว่าที่คิด
.

วางแผนเรื่องเวลาให้ดี ถ้าเวลาไม่พอ อย่าสมัครสอบ!

เมื่อสร้างทัศนคติที่ถูกต้องได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง คือลงมือวางแผนอย่างมีเหตุมีผล
อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นว่า ความคิดที่ถูกต้อง ต้องมีการกระทำที่ถูกต้องควบคู่ไปด้วย
การ “มีใจ” หรือ “มีไฟ” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เราสอบผ่านครับ ต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ด้วย
และปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมตัวสอบ CFA ก็คือ “เวลา” ซึ่งในที่นี้ผมหมายถึง
วลาว่างที่เราจะยอมสละเพื่อมาใช้เตรียมตัวสอบได้จริงๆ” และผมขอเน้นคำว่า “สละ” นะครับ
เพราะโดยปกติ ถ้าไม่สอบ CFA เราก็จะมีกิจกรรมอย่างอื่นทำอยู่แล้ว
และผมพนันได้ว่า กิจกรรมอย่างอื่นนั้นสนุกกว่าการเตรียมตัวสอบ CFA แน่ๆ ดังนั้นในการวางแผนเรื่องเวลา
ควรจะต้องดูจริงๆ ว่าเราจะสละเวลามาได้มากแค่ไหน ที่สำคัญคือ ต่อเนื่องแค่ไหนด้วย
(ขอกระซิบบอกนิดหน่อยว่า ช่วงเวลาในการเตรียมตัวสอบนั้น มันอาจจะทรมานบ้างนะครับ
สำหรับผมตอนสอบ Level 2 นั้น ผมแทบจะตัดขาดตัวเองออกจากสังคมเลยทีเดียว
อะไรที่อยากทำก็ไม่ได้ทำ อยากไปกินอะไรก็ไม่ได้ไป… ไม่รู้ว่าทรมานตัวเองเกินไปรึเปล่า
แต่ผมเชื่อว่า ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้อยู่แค่คนเดียวครับ)

โดยปกติในการเตรียมตัวสอบ CFA นั้น ผู้ที่สอบผ่านจะใช้เวลาในการเตรียมตัวสอบตั้งแต่ 250 ถึง 300 ชั่วโมง
ซึ่งตัวเลขนี้สำคัญจริงๆ ครับ ไม่อยากให้คิดว่า “เค้าแค่ตั้งขึ้นมาขู่เฉยๆ” แล้วก็ไม่อยากให้คิดด้วยว่า
พื้นฐานดีอย่างเรา น่าจะใช้เวลาน้อยกว่านั้นได้” เพราะสุดท้ายเมื่ออ่านไป เราจะต้องไปเจอเรื่องที่ยากเข้าสักเรื่อง
และอาจจะต้องเสียเวลากับมันมากกว่าที่คิด

การวางแผนด้านเวลา ผมอยากให้เราวางแผนกันแบบ conservative ที่สุด คือมองในแง่ร้ายไว้ก่อนว่า
ถ้าเผื่อเรางานยุ่ง ถ้าเผื่อแฟนเราไม่เข้าใจ ถ้าเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรก็ตาม เราจะมีเวลาขนาดไหน
ถ้าคิดเผื่อเรื่องร้ายๆ แล้ว ยังมีเวลาพอ 250-300 ชั่วโมง ผมก็คิดว่าโอเคที่เราจะสมัครสอบได้
และการวางแผนแบบระมัดระวังไว้ก่อน มันจะช่วยเราได้มาก ถ้าเผื่อบังเอิญว่า เราเตรียมตัวได้ดีกว่าที่คิด
เพราะนั่นหมายถึง เราจะมีเวลาให้ฝึกฝนมากขึ้น + เราจะเครียดน้อยลง
และจากประสบการณ์ (ที่ไม่เยอะเท่าไหร่ของผม) ผมรู้สึกว่า เวลาเราวางแผนไว้แบบเป็นระบบและระมัดระวัง
สิ่งที่เราทำได้จริง มักจะทำได้ดีกว่าแผนเสมอ… และเราก็จะ happy ทุกครั้ง ที่ทำได้เช่นนั้น

สำหรับผมนั้น ในการสอบครั้งนี้นั้น ผมเชื่อว่าผมจะมีเวลาที่เพียงพอ เพราะถ้านับวันนี้เป็นวันเริ่มต้นแล้ว
ผมจะยังมีเวลาเหลือให้เตรียมตัวอีกประมาณ 260 วัน ซึ่งผมได้แบ่งการเตรียมตัวออกเป็นสองช่วง
ตามตารางต่อไปนี้…

ช่วงแรกของการเตรียมตัวจะนับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน ม.ค. 54 ซึ่งเป็นช่วงที่ผมจะค่อยๆ อ่านไปแบบไม่เร่งรีบนัก
เพราะแม้อยากจะรีบ ผมก็พยายามคิดถึงความเป็นจริงว่า “ไฟยังไม่ลนก้น” ถ้าตั้งเป้าไว้สูง ไม่น่าจะทำได้
จากตาราง ในวันทำงาน ผมจะแบ่งเวลามาอ่าน CFA วันละประมาณครึ่งชั่วโมง และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์อ่านวันละ 2 ชั่วโมง
ซึ่งผมคิดว่าเป็นตารางที่เบาๆ น่าจะพอทำได้ต่อเนื่อง

ในช่วงที่สองคือตั้งแต่เดือน ก.พ. ไปจนถึง พ.ค. หรือก่อนสอบ ผมก็ค่อยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นมา
คืออ่านมากขึ้นกว่าเดิมเป็น 2 เท่า (วันทำงานอ่านวันละ 1 ชม. วันหยุดอ่านวันละ 4 ชม.)
ซึ่งถ้าผมทำได้ตามที่วางแผนไว้ทั้งหมด ผมน่าจะสามารถใช้เวลาให้กับการเตรียมตัวสอบ CFA ได้ถึง 355 ชั่วโมง
และในกรณีฉุกเฉิน ผมก็คิดว่า น่าจะสามารถเพิ่มเวลาการอ่านได้อีกเล็กน้อย
.

เตรียมแนวทางปฏิบัติให้พร้อมและสอดคล้องกับความพอใจของตัวเอง

เมื่อทัศนคติพร้อม เวลาพร้อม ขั้นตอนต่อไปก็คือเรื่องของวิธีการครับ
ในส่วนนี้นั้น ผมคงจะเน้นพูดถึงวิธีการของผมเป็นหลัก เพราะแต่ละคนก็มีความถนัดและความพอใจที่ต่างกันออกไป
อย่างแค่เรื่องหนังสือ บางคนก็ไม่ยอมอ่าน Curriculum เอาซะเลย เพราะเห็นว่า Study Notes ทำได้กระชับกว่า
บางคนก็ไม่ยอมอ่าน Study Notes เพราะเห็นว่าเนื้อหาใน Curriculum ก็ครบดี ไม่อยากเปลืองตังค์ไปกับสื่ออื่นอีก
(แถม curriculum มีอะไรนอกเรื่อง ทำให้ได้รู้ความเป็นไปในประวัติศาสตร์การเงินโลกเยอะดีด้วย)

แนวทางในการเตรียมตัวของผมก็จะมีดังนี้ครับ

  • เน้นศึกษาจาก CFA Curriculum เป็นหลัก (เพราะไม่มี Study Notes
    และจากประสบการณ์ 2 Level ที่ผ่านมา ก็ผ่านมาได้โดยใช้ Curriculum เพียงอย่างเดียว)

    .
  • ในช่วงแรก เน้นศึกษาหัวข้อที่ชอบก่อน เพราะไฟยังไม่ลนก้น จึงอยากเริ่มอ่านจากสิ่งที่สนใจ
    เพราะน่าจะทำให้มีกำลังใจอ่านได้มากกว่าการบังคับตัวเอง ให้อ่านหัวข้อที่ไม่ค่อยชอบ
    (ไว้ไฟล้นก้นแล้วค่อยอ่านหัวข้อยากๆ ที่ไม่ชอบ)

    .
  • พยายามอ่านทุก Reading ให้ได้อย่างน้อย 2 รอบ
    โดยแต่ละรอบให้ห่างกันเล็กน้อย เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการทำซ้ำ (repetition)
    (ถ้าสองรอบอ่านในเวลาใกล้กันมาก จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ครับ ต้องปล่อยให้ลืมๆ ไปก่อนเล็กน้อย)

    .
  • ถ้า Reading ไหนมีโจทย์ ต้องพยายามทำโจทย์ให้ครบ และทำอย่างเข้าใจ ไม่ใช่ทำเร็วเน้นเอาเสร็จเป็นพอ
    .
  • ทำ Summary Note ทุก Reading ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน
    (ตอนสอบ Level 2 เพิ่งจะมาทำทีหลัง แล้วใช้ประโยชน์ได้เยอะ ครั้งนี้ เลยคิดว่าควรจะทำตั้งแต่ครั้งแรกเลย)

    .
  • ก่อนสอบครึ่งเดือนจะต้องทำสิ่งเหล่านี้- อ่าน Summary Note ทั้งหมดของตัวเอง
    - ทำ Mock Exam (ข้อสอบจำลองเหมือนจริง ที่ CFA Institute มีให้)
    - ตะลุยโจทย์ข้อที่เคยผิด ทั้งใน Curriculum และใน Mock Exam
    .

และนั่นก็เป็นวิธีการคร่าวๆ ที่ผมวางแผนไว้ว่าจะทำ (จริงๆ ได้ทดลองทำไปแล้วบ้างครับ คิดว่าโอเคเลยทีเดียว)
สำหรับ Summary Note ของตัวเอง ผม recommend ว่าควรทำมากๆ เลยครับ
ใช้ทบทวนและไว้อ่านก่อนสอบได้ดีมั๊กๆ
.

หมั่นประเมินความคืบหน้าของตัวเองเสมอ

เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ เมื่อเรามีวิธีการที่ดีแล้ว เราต้องหมั่นประเมินความก้าวหน้าของตัวเองอยู่เสมอด้วย
เพราะเมื่อเราเตรียมตัวไปสักพัก อาจจะเกิดอาการเคว้งๆ สับสนว่าเราเดินทางไปถึงไหนแล้ว ?
ยังอ่อนหัวข้อไหนอยู่ ? จะเตรียมตัวทันหรือไม่ ? อะไรบ้างที่วางแผนว่าจะทำแล้วยังไม่ได้ทำ ?
หรือแม้กระทั่งจะทิ้งหัวข้อไหนดี ?

สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงมันเป็นส่วนหนึ่งของการให้ Feedback กับตัวเอง ซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในโพสที่ชื่อว่า “เครื่องมือสร้างวินัยของผม
การที่เรารู้จักตัวเอง เห็นความก้าวหน้าของตัวเอง จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีแรงที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป
เพราะอย่างน้อยก็เห็นกับตาตัวเองแล้ว ว่าที่ผ่านมา เรากำลังทำได้ดีขึ้น


(คลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย
)

ตารางข้างต้นนี้ เป็นตารางง่ายๆ ที่ผมทำขึ้นมาเพื่อใช้ประเมินความคืบหน้าของตัวเอง ในการเตรียมตัวสอบ CFA ในทุกๆ ครั้ง
สำหรับผมแล้ว ตารางนี้ เป็นตารางที่ทำให้ผมได้เห็นภาพใหญ่ ในการเตรียมสอบ CFA ของผม
ผมไม่รู้จะอธิบายให้ convincing ยังไง แต่ตารางแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้ผมสามารถทำหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ได้ต่อเนื่อง
หัวใจหลักของมันคือการเป็นเครื่องมือในการสร้างความ “ต่อเนื่อง” ให้กับกิจกรรมที่ผมใส่ใจ
ทุกๆ วันที่ผมทำอะไรแล้วมีตารางแบบนี้กำกับอยู่ ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ เวลาที่ได้ update มัน
เวลาที่ได้เห็นว่า “เฮ้ย เรามาใกล้เป้าหมายอีกขั้นนึงแล้วนะ” บางทีก็มองมันเป็นเหมือนเกมส์
ที่ผมต้องเติมช่องว่างทั้งหมดให้เต็มให้ได้… ซึ่งผมว่ามันก็เป็นวิธีการผลักดันตัวเองที่ดี ที่อยากให้ลองใช้กันดูนะครับ

ขออธิบายนิดหน่อยก็แล้วกันนะครับ ก่อนอื่น อยากให้กดที่รูปเพื่อขยายตารางขึ้นมาก่อนนะครับ
ตารางนี้ผมออกแบบให้มันสอดคล้อง (align) กับกลยุทธ์ (strategy) ในการเตรียมตัวสอบของผม
จะเห็นว่ามีคอลัมน์ต่างๆ ดังนี้

  • % Complete ซึ่งหมายถึงว่า ผมได้อ่าน Reading ทั้งหมดไปมากแค่ไหนแล้ว
    .
  • % Understanding ซึ่งเป็นช่องที่ผมเอาไว้ประเมินตัวเองว่า ผมมีความเข้าใจในเรื่องนั้น
    มากแค่ไหนแล้ว ซึ่งผมคิดว่า ถ้าผมเข้าใจได้ 80% ขึ้นไป ก็น่าจะมีโอกาสสูงที่จะสอบผ่าน
    .
  • Summary Note เป็นช่องที่เอาไว้เช็คว่า ผมได้ทำ Note สรุปไว้อ่านรึยัง ถ้าทำแล้วก็จะเขียนว่า OK ครับ
    .
  • Date Complete #1 และ #2 เป็นช่องเอาไว้ลงวันที่ที่ผมอ่านหัวข้อนั้นจบครับ
    ที่ทำไว้สองช่องก็เพราะตั้งใจจะอ่านให้ได้อย่างน้อย Reading ละ 2 รอบ
    .

นอกจากนั้นในแถวล่างสุด ก็จะมีตัวเลขสรุปความคืบหน้าในด้านต่างๆ ไว้ด้วยครับ
หน้าที่ของผม ก็ไม่มีอะไรมากครับ แต่เติมข้อความลงในช่องว่างให้ครบทุกช่อง และช่องที่เป็นตัวเลขต้องได้ 80% ขึ้นไป
แต่ละวันผมก็ค่อยๆ เติมไป ผมเชื่อว่าเผลอแว๊บเดียว ก็มีสิทธิ์เต็มได้ครับ
ซึ่งถ้าเติมช่องว่างจนเต็มแล้วยังสอบไม่ผ่านเนี่ย ก็ถือซะว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้เลยครับ ต้องอย่าลืมว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
แต่ผมเชื่ออย่างแรงกล้านะครับ ว่าธรรมชาติมีรางวัลให้กับความมุ่งมั่นตั้งใจเสมอ ^_^

Preview CFA Curriculum เวอร์ชั่น E-Book

Screencast : Preview CFA Curriculum เวอร์ชั่น E-Book

  • เปรียบเทียบราคา
  • อธิบายคุณสมบัติเบื้องต้น
  • Preview : การเข้าใช้ Curriculum ผ่านหน้าเว็บไซต์
  • Preview : การเข้าใช้ Curriculum ผ่านซอฟแวร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์

สอบผ่าน CFA Level 2 มุ่งสู่ CFA Level 3

หลังจากรอคอยมาร่วม 2 เดือน ในที่สุดเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 53 ที่ผ่านมา
ผลการสอบ CFA Level 2 ของผมก็ประกาศออกมาแล้วครับ

การประกาศผลสอบในครั้งนี้มีความแตกต่างไปจากครั้งก่อน
จากเดิมผู้สมัครต้อง Login เข้าไปในระบบของ CFA Institute เพื่อดูผลสอบ
แต่ครั้งนี้ ผลสอบจะถูกจัดส่งให้ทางอีเมล์ของผู้สมัครเลยครับ หลังจากนั้นถ้าอยากดูในเว็บค่อย login เข้าไปดูได้อีกที
วิธีนี้ผมคิดว่าดีมากๆ ตรงที่ มันแก้ปัญหาเว็บล่มเพราะคนแห่กันเข้าไปลุ้นผลสอบได้อย่างชงัดนัก
(มันจะไม่ล่มได้ยังไงครับ เพราะคนรอลุ้นผลสอบกันร่วมแสน)

แต่มันก็สร้างปัญหาใหม่เล็กๆ ขึ้นได้เหมือนกันเมื่อเพื่อนของเราได้เมล์ผลสอบแล้ว แต่เรายังไม่ได้!!
เป็นแบบนี้ ไม่รู้จะทำยังไงล่ะครับ ได้แต่นั่ง refresh inbox ไปเรื่อยๆ… แล้วในที่สุดมันก็มาครับ
หัวเรื่องของเมล์เขียนว่า “June 2010 CFA Exam Result‏” และยังไม่ทันที่ผมจะเอามือปิดเพื่อจะค่อยๆ ลุ้น
มันก็ดันเห็นคำว่า “Pass” ซะก่อน…… จำได้ว่าร้อง Yes! อยู่คนเดียวเสียงดังมาก
มันเป็นอะไรที่ดีใจมากๆ เลยครับ เพราะถ้าใครสอบก็จะรู้ว่า การจะผ่านได้ เราต้องทุ่มเทมากแค่ไหน
โดยเฉพาะ Level 2 เป็นอะไรที่ผมคิดว่า ยากกว่า Level 1 มากกกกกก
พอเราทำได้สำเร็จ มันก็อดจะดีใจแบบออกนอกหน้าไม่ได้

พอมาลองดูผลสอบแบบละเอียดๆ ก็จะพบว่าผลสอบในครั้งนี้นั้น ผมไม่ถึงกับได้ 70% ขึ้นไปในทุกหัวข้อ
แต่มีบางหัวข้อที่ได้คะแนนน้อย และน้อยมากบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ผิดกับที่ผมประเมินตัวเองไว้ก่อนหน้า

คือหัวข้อที่ออกจากห้องสอบแล้วคิดว่าทำไม่ได้ ก็กลับได้คะแนนเกิน 70% ในขณะที่หัวข้อที่ผมคิดว่า
ทำได้สบายๆ กลับได้คะแนนมาน้อย ซึ่งยังไงซะ ผมคงต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้มาเป็นบทเรียน
เอาไว้แก้ไขในครั้งต่อๆ ไป เพราะหัวข้อที่ผมคิดว่าผมรู้ ผมอาจจะกำลังรู้แบบผิดๆ อยู่ก็ได้

พอมาดูอัตราการสอบผ่าน (Pass Rate) ในภาพรวม ก็พบว่าการสอบรอบนี้ (June 2010)
อัตราการสอบผ่านลดลงกว่ารอบ June 2009 อยู่พอสมควรเลยครับ
รอบนี้ Pass Rate ของ Level 2 อยู่ที่ 39% ในขณะที่ปีก่อนหน้าอยู่ที่ 41%
ซึ่งนับว่าผมโชคดีมากๆ ที่สอบผ่านมาได้ ^_^
.

มุ่งสู่ CFA Level 3

หลังจากรู้ผลสอบ ผมใช้เวลาประมาณ 2 วันในการตัดสินใจสมัครสอบใน Level 3 ต่อทันที
เพราะยิ่งลองคิดดูแล้ว ยิ่งสมัครเร็วยิ่งได้เปรียบ เพราะในการสอบนั้นทาง CFA Institute แนะนำว่า
เราควรจะต้องมีเวลาศึกษา Curriculum ทั้ง 6 เล่ม อย่างน้อย 250 ชั่วโมง
ดังนั้นการสมัครเร็ว ก็หมายความว่า เราจะได้รับ Curriculum เร็วขึ้น ดังนั้นเวลาโดยเฉลี่ยต่อวัน
ที่เราต้องแบ่งมาอ่านหนังสือมันก็ควรจะลดลง น่าจะทำให้เรารักษาสมดุลของชีวิตได้มากขึ้นกว่าการต้องมาอัดอ่านในเวลาสั้นๆ

การสมัครสอบในครั้งนี้มีสิ่งแปลกใหม่อีกแล้วครับ เพราะครั้งนี้นั้นผู้สมัครมีทางเลือกในการรับ Curriculum
คือเราสามารถเลือกจะรับเป็นแบบหนังสือส่งมาให้เราถึงบ้านเหมือนครั้งก่อนๆ
หรือจะเลือกรับเป็น E-Book ที่สามารถอ่านได้บนคอมพิวเตอร์ หรือจะเลือกทั้งสองแบบก็ได้
ซึ่งหลังจากที่ผมชั่งใจอยู่พักหนึ่ง ก็ตัดสินใจเลือกแบบเอาทั้งคู่ เพราะอยากจะรู้เหมือนกันครับ
ว่าเจ้า E-Book Version เนี่ย มันจะหน้าตาเป็นยังไง งานนี้ต้องจ่ายแพงขึ้นประมาณ 30 เหรียญแน่ะครับ

จากตารางข้างบน ผมเลือกสมัครสอบใน Package E-Book and Print ที่ไฮไลท์ที่น้ำเงินเอาไว้
ซึ่งถ้าใครเลือกรับเป็น E-Book อย่างเดียวจะประหยัดค่าสมัครสอบได้ 60 เหรียญ
แต่ผมว่า ไม่คุ้มน่ะครับ ยังไงซะ ผมเชื่อว่า การอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ มันก็มีประสิทธิภาพมากกว่าอยู่ดี
.

เผยโฉม CFA Level 3 – 2011 Curriculum

นับจากวันสมัครสอบมาประมาณ 5 วัน ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้รับ CFA Level 3 Curriculum เวอร์ชั่นของปี 2011 แล้วครับ
Curriculum เวอร์ชั่นของปี 2011 นี้มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครับ เพราะเป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นรูปของ “คน”
ปรากฏอยู่บนหน้าปกของหนังสือนับตั้งแต่ที่เริ่มสอบเมื่อปี 2009 เมื่อก่อนมีแต่เป็นรูปกราฟฟิค หรือไม่ก็รูปธรรมชาติไปเลย
ทำให้มีความรู้สึกว่า “ชั้นกำลังทำในสิ่งที่ คน คนอื่นๆ เค้าก็ทำกันเหมือนกันนะ ไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว” :P
ทั้งนี้ผมขออนุญาตแนะนำ CFA Level 3 – 2011 Curriculum ผ่านทางวิดีโอด้านล่างนี้นะครับ

ส่วน Curriculum เวอร์ชั่น E-Book นั้น หลังจากเราสมัครและชำระเงินเสร็จไม่นาน
เราก็จะได้รับลิ้งค์ให้เข้าไปดาวโหลดโปรแกรมสำหรับจัดการ E-Book มาไว้ที่เครื่องได้ครับ
ซึ่งพอเราเปิดโปรแกรมนั้น E-Book ก็จะค่อยๆ ทยอยถูกดาวโหลดมาเก็บไว้ที่เครื่องของเรา
ซึ่งไฟล์รวมค่อนข้างใหญ่มากๆ ครับ (ประมาณ 1GB ขึ้นไป)
แต่ในส่วนนี้ ผมขออนุญาตเล่าถึงเจ้า E-Book Curriculum ในโพสถัดๆ ไปนะครับ

ความรู้สึกหลังสอบ CFA Level 2

กะว่าจะเขียนเล่าความรู้สึกหลังจากที่สอบ CFA level 2 ทันทีตั้งแต่วันที่สอบเสร็จ
นี่ก็ผ่านมา 2 วันก็เพิ่งจะมีโอกาสได้มาเขียนวันนี้เองครับ ผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย
แต่ยังไงซะ วันนี้ก็ต้องเขียน เพราะถ้าไม่เขียนบันทึกไว้ เดี๋ยวบรรยากาศ
และความทรงจำมันจะเลือนหายไปซะก่อน
.

ความทรงจำในการสอบช่วงเช้า

การสอบในวันนี้ ผมต้องไปสอบที่ bitec บางนาครับ ซึ่งจากจุดที่ผมอยู่เนี่ยต้องใช้เวลาสักพักในการเดินทางไป
ผมตื่นมาแต่เช้า อาบน้ำ แต่งตัว แล้วก็มีเวลาซักประมาณ 15 นาที ในการนั่งสมาธิเตรียมความพร้อมด้านจิตใจซะหน่อย
ผมติดการทำแบบนี้ตั้งแต่ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องฝึกฝนเรื่องภาษา เรื่องสอบ TOEFL และ GMAT
เพราะพบว่าถ้าจิตใจเราดี จิตใจเรานิ่งสงบเพียงพอแล้ว ความคิดของเราจะเป็นบวกขึ้น ทำอะไรก็พลอยจะดีไปหมด

ออกจากบ้านปุ๊บ ผมก็ไปแวะรับ รุ่นน้อง ที่ได้รู้จักกันตอนแข่ง YFS แล้วตอนนี้เค้าก็เป็นรุ่นน้องผมที่นิด้าด้วย
ไปถึงที่สอบ คนก็เยอะแล้วครับ ผมเพิ่งจะเคยสอบในเดือน มิ.ย. เป็นครั้งแรก เพิ่งจะได้รู้ว่าคนเยอะกว่ารอบเดือน ธ.ค. มาก
ไปถึงก็มีโอกาสได้ไปนั่งทบทวนเนื้อหาอยู่ซักพัก แต่ไม่ค่อยได้เรื่องอะไรเลยครับ เพราะว่าได้เจอรุ่นน้องและคนที่รู้จักเยอะมาก
ผมเองก็ดันนิสัยเสียคือถ้าเจอคนที่คุยด้วยได้หน่อย ก็จะก็มัวแต่คุยซะเพลิน จนเผลอแว๊บเดียวเค้าเรียกให้เข้าห้องสอบ

แม้การสอบจะเริ่ม 9 โมงก็จริง แต่ผู้เข้าสอบทุกคนต้องเข้าไปนั่งรอตั้งแต่ 8.30 เพราะเค้าจะปิดห้องเลย
เวลาระหว่างที่รอก็จะเป็นการเขียนชื่อ เขียนหมายเลขประจำตัว แล้วก็ฝนรหัสต่างๆ ลงไปในกระดาษคำตอบ
กระบวนการตรงนี้ก็ใช้เวลาพอสมควรครับ ต้องฝนเยอะมากเหมือนกัน ทางผู้จัดสอบก็บริหารเวลาได้ค่อนข้างดี
เพราะพอเสร็จกระบวนการทั้งหมด ก็ 9 โมงนิดๆ ถึงเวลาเริ่มสอบพอดี

เนื่องจากผม ฝึกทำข้อสอบ mock exam ได้คะแนนค่อนข้างดี เลยเกิดอาการชะล่าใจ ไม่เร่งร้อน
ใช้วิธีทำข้อสอบแบบตะลุยไปเรื่อยๆ ไม่วางแผนว่าจะทำส่วนไหนก่อน ปัญหาเลยเกิดจนได้ครับ
เพราะว่าในความเห็นผม ข้อสอบจริงในวันนี้ ยากกว่า mock exam เยอะมาก
การชะล่าใจ ทำให้ผมหลงเสียเวลาอยู่กับข้อสอบบางข้อนานมากๆ พอได้สติ ก็สายไปซะแล้วครับ

ผมลองคำนวณดูคร่าวๆ ถ้าทำด้วยความเร็วนี้ ผมจะต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงเศษ ถึงจะทำข้อสอบเสร็จ
เลยเกิดอาการลนอย่างมากครับ สุดท้ายผมต้องเดาทั้งเดาแบบมีหลักการ และเดาแบบมั่วไปถึง 18 ข้อ
จากข้อสอบในช่วงเช้าทั้งหมด 60 ข้อ ไอ้ครั้นจะพยายามทำให้มันถูกโดยไม่เดา ด้วยสถานการณ์ตอนนั้นมันก็ทำไม่ได้
เหตุผลเพราะ 1) ผมลนมาก คิดอะไรไม่ออกเลย 2) ผมจะเสี่ยงทำจนวินาทีสุดท้ายไม่ได้
เพราะตามระเบียบของการสอบ เมื่อหมดเวลาราต้องวางดินสอทันที
มันคงจะแย่มาก ถ้าผมต้องวางดินสอทิ้งไป ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ฝนเดาคำตอบให้ครบทั้งหมด

บทสรุปของการสอบช่วงเช้าคือผมรู้สึกเจ็บใจ และผิดหวังมาก เพราะความชะล่าใจแท้ๆ
แต่อาจจะเพราะความคุ้นเคยกับการสอบที่ต้องมีหลายๆ part ตั้งแต่ตอนที่สอบ TOEFL, GMAT บ่อยๆ
ทำให้ผมลืมความผิดพลาดได้เร็วมาก และตั้งใจที่จะลุยใหม่อีกซักตั้งในการสอบช่วงบ่าย

ออกมาจากห้องสอบ ยิ่งต้องมาเจ็บใจอีกพอสมควร เพราะรู้ว่าข้อที่ทำๆ ไป มันผิดอยู่หลายข้อเลย
ตอนนั้นไม่รู้จะยังไง รู้แต่ว่า จำๆ เอาไว้ เดี๋ยวรีบกินข้าวให้เสร็จ แล้วจะต้องมาอ่านทวนตรงที่ผิดใหม่
.

ความทรงจำในการสอบช่วงบ่าย

ช่วงเที่ยงผมกับน้องๆ ที่รู้จักกัน ลงไปกินข้าวกันที่ชั้นล่าง ความนิสัยเสียของผมก็เกือบจะทำเสียเรื่องอีก
เพราะดันจะมัวแต่คุย แทนที่จะรีบกินแล้วรีบมาอ่านทวนส่วนที่มีปัญหา แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ท่านนึงที่เตือนผม
(พี่คนนี้เป็น fund manager ที่บริษัทที่ผมทำงานอยู่ วันนี้พี่เค้ามาสอบ level 3 ครับ)
ผมกำลังเดินยิ้มจะเข้าไปคุยกับเค้า พี่เค้าเลยเตือนว่า ให้รีบกินข้าวซะ เวลามีน้อย จะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์
ผมงี้ตกใจเลย… ตกใจว่าทำไมตัวเองถึงลืมความตั้งใจตัวเองได้เร็วขนาดนี้

พอได้สติ ผมก็รีบไปซื้อข้าว รีบกินรีบเสร็จ แล้วขอตัวน้องๆ ขึ้นมาอ่านทบทวนเนื้อหาหน้าห้องสอบก่อน
แล้วก็ไม่เสียเปล่าจริงๆ ครับ เพราะผมก็ทวนเนื้อหาได้เยอะมาก ก่อนที่น้องๆ จะตามขึ้นมา
แล้วผมก็เม้าท์แตกอีกครั้ง… 55

การสอบช่วงบ่าย สงสัยว่าทางคนออกข้อสอบอยากจะให้ candidate ได้กลับบ้านอย่างมีความสุขรึเปล่าไม่รู้
เพราะข้อสอบมันง่ายกว่าเดิมมากจนรู้สึกได้ รอบนี้ผมวางกลยุทธ์ใหม่ คือเน้นทำในหัวข้อที่ผมถนัดก่อน
ทำไปก็ยิ้มไป เพราะมันรู้สึกว่าทำได้ จนในที่สุดผมก็ทำเสร็จก่อนหมดเวลาประมาณ 35 นาที
นับดูแล้ว เดาไปน้อยกว่าเดิมมาก รอบนี้เดาไปแค่ 12 ข้อจาก 60 ข้อแถมเป็นการเดาแบบมีหลักการทั้งหมด
คิดๆ ดู ต่อให้นั่งตรวจทานไป ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นแล้ว สู้ออกไปพักผ่อนดีกว่า เพราะตอนเที่ยงผมกินน้อยมาก
ผมเลยตัดสินใจส่งข้อสอบแล้วออกก่อน แล้วลงไปนั่งกินข้าวรอน้องที่จะต้องกลับพร้อมกัน
เพราะถ้าไม่ออกตอนนี้ ตามระเบียบการสอบ 30 นาทีสุดท้าย เค้าจะห้ามออกจากห้องสอบแล้ว
.

ประเมินโอกาสที่จะสอบผ่าน

ผมลองประเมินโอกาสทั้งหมดที่จะสอบผ่าน ด้วยการคำนวณแบบคร่าวๆ จากสถิติในการฝึกของผม
คือถ้าเดาแบบมีหลักการ ผมมีสถิติเดาถูกประมาณ 50% ถ้าเดามั่วข้อสอบมี 3 ตัวเลือก ก็ควรจะมีโอกาสถูก 33%
ส่วนกรณีที่ตอบแบบทำได้ ผมมีสถิติตอบถูกประมาณ 80% ลองคำนวณเป็นคะแนนออกมาคร่าวๆ คือ

  • ตอบได้เอง 90 ข้อ x 0.80 = 72 คะแนน
  • เดาแบบมีหลักการ 25 ข้อ x 0.50 = 12.5 คะแนน
  • เดามั่ว 5 ข้อ x 0.33 = 1.67 คะแนน
  • รวมแล้วได้ประมาณ 86.17 คะแนน => ปัดลงได้ = 86 คะแนน คิดเป็น 86/120 = 71.67%

จากคะแนนที่ประเมินคร่าวๆ ตรงนี้ ก็ต้องเอามาเทียบกับ Minimum Passing Score ซึ่งไม่ได้มีตัวเลข
ที่กำหนดไว้ชัดเจน เพราะการสอบแต่ละครั้ง คะแนนต่ำสุดที่จะสอบผ่าน จะเปลี่ยนไป และผู้เข้าสอบไม่มีทางรู้ได้
แต่ถ้าคิดตามเกณฑ์เก่า คือ Minimum Passing Score = 70% ของคะแนนที่ 95th percentile
ถ้าคิดเล่นๆ ว่า ณ ตำแหน่งของคนที่สอบได้คะแนนที่ 95th percentile น่าจะได้ซัก 94%
Minimum Passing Score ก็ควรจะอยู่ที่ประมาณ 94 x 0.7 = 65.8%

ดังนั้น ถ้าสมมติว่าผมประเมินได้ใกล้เคียงทั้งหมด ผมก็ควรจะสอบผ่าน CFA Level 2 ในครั้งนี้
แต่ยังไงซะ มันก็มีความไม่แน่นอนสูง เพราะผมอาจจะประเมินความสามารถตัวเองสูงเกินไป
ยกตัวอย่างเช่นถ้าโอกาสในการตอบถูกของผม ลดลงจาก 80% เป็น 75%
และโอกาสในการเดาถูกของผมในทุกกรณี ลดเหลือแค่ 33% คะแนนรวมผมจะเหลือเพียง 64.58% เท่านั้น
ซึ่งนั่นก็หมายถึง โอกาสสอบตกก็มีสูง
ดังนั้น สรุปแล้ว ผมพูดได้ไม่เต็มปากว่าจะสอบผ่าน
ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไปครับ ว่าผลจะออกมายังไง ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ผ่านด้วยเถอะ
เพราะมันคงจะรู้สึกแย่ ที่ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
(ยังจำความรู้สึกตอนสอบ TOEFL, GMAT รอบสองได้ดีครับ อิอิ)

การลุ้นผลนั้น ผมก็เพิ่งจะรู้นี่เอง ว่าต้องรอผลนานกว่าปกติ เพราะเค้าจะประกาศผลของ Level 1 ก่อน
โดยสำหรับการสอบรอบ June 2010 ผลสอบ Lv1 ก็จะออกประมาณปลายเดือน July
ส่วนผลสอบของ Lv2 และ 3 นั้น ต้องรอถึงปลายเดือน August เลยทีเดียวครับ
ผมคิดว่า สาเหตุที่เค้าตรวจของ Lv1 ก่อนนั้น น่าจะเป็นเพราะ
เผื่อว่ามีใครตก จะได้สมัครสอบใหม่ในเดือน December ทัน (รอบนั้นมีสอบเฉพาะ Lv1 อย่างเดียวครับ)
.

เก็บตกสถิติบางอย่างที่พอจะสังเกตได้

จากที่ผมสังเกตคร่าวๆ จากการสอบในครั้งนี้ ผมได้ข้อมูลหลายอย่าง ที่อยากจะเอามาเล่าแบ่งปันนะครับ
ข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลจากการสังเกต และ อนุมานเอาล้วนๆ ดังนั้น อย่าเชื่อมากนะครับ
ข้อมูลต่างๆ ก็มีดังนี้ครับ

  • จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด น่าจะอยู่ที่ประมาณ 500 คน
  • ผู้เข้าสอบ Level 1 มากที่สุดประมาณซัก 250 คนได้
  • ผู้เข้าสอบ Level 2 และ 3 จำนวนพอๆ กัน คือประมาณ Level ละ 120 คน
  • ผู้เข้าสอบเป็นชายมากกว่าหญิง
  • ผู้คุมสอบ เป็นชุดเดิมกับการสอบรอบ December 2009

ในด้านข้อสอบ Level 2 นั้น ในภาพรวม ในความเห็นผมคิดว่าข้อสอบไม่ยากมาก ประเด็นอยู่ที่เนื้อหามันเยอะ
ดังนั้นในการอ่าน เตรียมตัว ควรเน้นในส่วนของภาพใหญ่ๆ มากกว่าการไปติดอยู่กับประเด็นจุกจิก
จะมีบ้างก็ส่วนน้อย (น้อยมากๆ นะครับ) ที่ถามถึงอะไรที่เล็กมากๆ จนไม่น่าคิดว่าจะเอามาออก
ผมเองพอเจอโจทย์ข้อนี้ ก็รู้เลยว่าได้อ่านผ่านตามา แต่จำสูตรไม่ได้ (เพราะไม่คิดว่าสำคัญ)
บอกตามตรงว่า เอาตัวเลขมาประกอบกันอยู่ตั้งนานครับ กว่าจะได้ตัวเลขที่ตรงกับ choice ที่มีให้เลือก

ผมได้คุยกับพี่ๆ ที่สอบ Level 3 บางท่าน เค้าก็บอกว่าในบรรดาการสอบทั้ง 3 ระดับ
การสอบใน Level 2 น่าจะเป็นรอบการสอบที่ค่อนข้างซาดิสม์ที่สุด ในแง่ของความกว้างของเนื้อหาที่จะออกได้
แต่เกือบทุกคนจะพูดตรงกันว่า การสอบ CFA นั้น เป็นมากกว่าการวัดว่าเราเก่งหรือไม่
แต่มันเป็นการวัดว่าเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เพียงพอที่จะทุ่มเทให้กับมันหรือไม่ต่างหาก

พอได้ยินอย่างนี้แล้วลองคิดตาม ผมก็รู้สึกภูมิใจกับหลายๆ ท่าน ที่เป็น CFA Charterholder แล้ว
เพราะสัญลักษณ์ CFA ที่ต่อท้ายชื่อ สำหรับผม มันคือเครื่องแสดงถึง Dedication & Commitment
ในการที่จะทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จไปได้ ท่ามกลางอุปสรรคและข้อจำกัดนานัปการ

ยิ่งทำให้รู้สึกว่า อยากจะสู้ต่อไปให้สุดทางให้จนได้!

%d bloggers like this: