How I’ve been practicing English – Part 7
2 September 2009 2 Comments
Practice Speaking and Writing Skills
.
สวัสดีครับทุกท่าน ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ห่างไปนานมากๆ สำหรับบทความเรื่องฝึกภาษาของผม
นับดูแล้วน่าจะประมาณครึ่งเดือนพอดี นับจาก Part 6 ซึ่งผมพูดถึงเรื่องการฝึกทักษะการอ่านไป
วันนี้จะมาสานต่อให้ครบอีกสองทักษะ คือทักษะ การพูด และการเขียน
หลังจากนั้น ผมจะเริ่มเข้าสู่ส่วนของการฝึก TOEFL iBT Test Taking Strategy ต่อไปนะครับ
สาเหตุที่ห่างไปค่อนข้างนาน เพราะผมคิดว่าเนื้อหาในส่วนของ Speaking กับ Writing
ที่ผมจะเขียนวันนี้ มันน่าจะซ้ำกับเทคนิคที่ผมจะเขียนในส่วนของการเตรียมสอบ TOEFL
ก็เลยมัวแต่คิดๆ อยู่ว่า จะเขียนออกมาในรูปแบบไหนดี แต่ตอนนี้ผมได้ข้อสรุปแล้วครับ
ว่าในครั้งนี้ ผมจะเขียนเกี่ยวกับ guideline เบื้องต้น ว่าทักษะการพูดและเขียนนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้อะไรบ้าง
แต่ในส่วนของโปรแกรมและวิธีการฝึก ผมจะยกยอดไปไว้ในส่วนของ TOEFL ที่จะเขียนในอนาคตต่อไป
.
ลักษณะพิเศษของทักษะการพูดและเขียนภาษาอังกฤษ
ทักษะการพูดและเขียน ซึ่งเป็นทักษะในด้านที่เป็นการ ส่งสาร (Output)
เป็นทักษะที่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ายากที่สุดสำหรับคนไทย
โดยเฉพาะทักษะการพูด เพราะเราไม่ค่อยจะมีเวลาคิด เวลาเตรียมตัวนัก
และเมื่อต้องโต้ตอบแบบ spontaneous หรือแบบทันทีทันใด เราก็เลยมักจะเอ๋อ
บวกกับในการพูดเนี่ย เราต้องฟังคู่สนทนาให้รู้เรื่องก่อน คราวนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ
เพราะต้องมีสมาธิทั้งฟัง และ ทั้งพูด เรียกได้ว่ามันเป็นทักษะที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ดังนั้น ถ้าใครยังไม่ฝึกทักษะการฟังให้ดี ก็ต้องเริ่มฝึกได้แล้วนะครับ (อ่านการฝึกทักษะการฟังได้ที่ Part 5)
.
หลักการในการพูดและเขียนภาษาอังกฤษให้ได้ (ซะที)
สิ่งที่จำเป็นมากๆ ที่จะทำให้เราถ่ายทอดข้อความออกมาทางการพูดและการเขียนได้ดีนั้น
อาจารย์บุญชัย แห่ง Fast-English สอนผมว่า เราต้องเข้าใจกฏกฏหนึ่งก่อน นั่นคือ
Output = Input
คำว่า Output = Input มันก็คือหลักที่ว่า การที่เราจะถ่ายทอดอะไรออกมาได้
เราต้องมีข้อมูลของสิ่งที่เราจะถ่ายทอด เก็บเป็นฐานข้อมูลอยู่ให้สมองของเราในระดับหนึ่งซะก่อน
สำหรับในการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านการพูดและเขียนนั้น สิ่งสำคัญที่ผมคิดว่าเราต้องป้อนหรือ Input
เข้าไปให้กับสมองของเรามากๆ มีดังต่อไปนี้ครับ
.
เราควรจะต้อง Input อะไรบ้างให้กับสมองของเรา ?
สิ่งที่เราควรต้อง Input นั้น ก็เป็นสิ่งเดิมๆ ที่ผมได้เขียนถึงใน Part ก่อนๆ หน้าของบทความชุดนี้แล้ว นั่นคือ
- หลักและกฏ Grammar ต่างๆ
เพราะกฏเหล่านี้เป็นเหมือนโครงสร้างของบ้าน เราจะต้องมีโครงสร้างก่อน
แล้วค่อยเอาวัสดุต่างๆ เช่น คำศัพท์, collocations, phrasal verb มาประกอบเข้าไป
บางคนอาจจะไม่เห็นด้วย อาจจะบอกว่า grammar ไม่สำคัญ เราควรใช้ภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ
แต่จริงๆ แล้ว การใช้ภาษาแบบเป็นธรรมชาติ มันก็มี grammar อยู่ในนั้นด้วยล่ะครับ
การที่บางคน สามารถใช้ภาษาได้ดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้สนใจ grammar เท่าไหร่
ส่วนใหญ่ เพราะคนคนนั้น รับสารที่่เป็นภาษาอังกฤษบ่อย (เช่น ฟังและอ่านบ่อย) จนเกิดความเคยชิน
เราเองไม่ค่อยจะได้มีความเคยชินนั้น ดังนั้น เราก็ต้องหาทางเรียนครับ
ไม่ว่าจะอ่านเอง หาที่เรียน หรือจะท่องด้วย SuperMemo ตามที่ผมเคยแนะนำใน Part 3 และ Part 4
ก็ขอให้เราหาซักทางที่เราคิดว่าเราทำได้ ทำแล้วสบายใจ แล้วฝึกทำ อย่าเปลี่ยนวิธีการบ่อยครับ มันจะไม่ก้าวหน้าซะที
. - Vocab, Collocation, Phrasal Verb, Idiom
อย่างที่บอกไปครับ พวกนี้เป็นองค์ประกอบ ที่เราต้องจับประกอบเข้าไปในโครงสร้างคือแกรมม่าร์
วิธีการเรียนก็มีสามแขนงครับ แขนงหนึ่่ง ก็คือเรียนจากหนังสือประเภทที่เป็น Vocabulary Building ต่างๆ
ที่มักจะเรียนศัพท์เป็นกลุ่มๆ แล้วก็ต่อท้ายด้วยแบบฝึกหัด ข้อเสียคือ ช้าครับ แล้วก็เรียนเสร็จก็มักจะลืมอยู่ดี
แขนงสอง ก็คือฟังเยอะอ่านเยอะ จนมันซึบซับศัพท์เข้าไปเอง อย่างถ้าใครฟัง-อ่านทุกๆ วัน
ก็ถือว่าเราใช้การเรียนรู้แขนงนี้อยู่ แขนงสาม ก็คือท่องครับ ผมใช้วิธีนี้ เพราะว่ามันเร็ว และผมมีเครื่องมือช่วยท่อง
ที่ทำให้ท่องแล้วไม่ค่อยลืม (อ่านได้เช่นกันใน Part 3 และ Part 4)
. - ความคุ้นเคย หรือ Familiarity
อันนี้อาจจะแปลกหน่อย เพราะผมคิดเอง ว่าส่วนนึงที่เราต้อง Input เข้าไปในสมองเราคือความคุ้นเคยต่อภาษา
ความคุ้นเคย คือความเปิดรับภาษาอังกฤษเข้าไปในหัวเรา โดยที่ไม่มีการต่อต้านจากข้างใน
ความคุ้นเคยคือความรู้สึก “คุ้นๆ” เช่น เราเห็นหรือได้ฟังประโยคบางประโยค แล้วรู้สึกว่ามันถูก
ในขณะที่ฟังบางประโยครู้สึกว่า มันไม่น่าใช่ มันเป็นลักษณะนึงของ intuitive thinking คือรูปแบบการคิดที่เร็วมาก
และได้คำตอบออกมาแบบที่ เราไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไม
ทักษะพวกนี้ เราฝึกได้ ด้วยการ ฟังและอ่านให้เยอะๆ ครับ อย่างที่ผมเคยบอกอยู่เสมอ
ว่าให้เราฝึกโดย “ใช้ให้บ่อยๆ” และ “ใช้ทั้งๆ ที่ไม่รู้” แล้วสมองเรา จะผูกโยงเส้นใยต่างๆ เข้าด้วยกันไปเองครับ
.
ดังนั้น ลำดับแรกของการที่เราจะฝึกทักษะฝั่ง output คือการพูดและเขียนนั้น
สิ่งที่ต้องทำกลับต้องเน้นการฝึกด้าน input ให้มากขึ้น และสม่ำเสมอขึ้น
อยู่ดีๆ เราพูดและเขียนเลยทันทีไม่ได้แน่ๆ ครับ อยากให้เพื่อนๆ ลองเชื่อผมดูนะครับ
เปิดรับภาษาอังกฤษเข้ามาในชีวิตเยอะๆ โดยเฉพาะฝั่ง input แล้วฝั่ง output เราจะดีตามไปด้วย แบบไม่รู้ตัว
.
แหล่งหาสื่อการฝึกภาษาอังกฤษ
ผมขอย้ำเรื่องแหล่งการหาสื่อเพื่อฝึกภาษาอีกครั้งนะครับ
ทุกวันนี้ เราสามารถหาสื่อทุกรูปแบบได้ในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะจากเว็บไซต์ e4thai.com ของคุณพิพัฒน์
ผมอยากจะให้ลองเข้าไปดูนะครับ แล้วหาเครื่องมือมาให้พอประมาณ เอาให้เหมาะสม
ไม่ต้องเยอะ จนฝึกไม่ไหว ยกตัวอย่างเช่น
.
- หนังสือ Grammar ซักเล่ม (ในเว็บคุณพิพัฒน์ มีหลายเล่มครับ)
เอามาเรียน มานั่งทำโจทย์ เสร็จแล้วก็ให้เม็ม กฏต่างๆ ที่เราเรียนไว้ใน SuperMemo
เรียนเพิ่มไปเรื่อยๆ แล้วก็เม็มเพิ่มไปเรื่อยๆ ครับ ทุกๆ วันก็เปิด SuperMemo มากด Learn วันละครั้ง
. - รายการคำศัพท์ และ collocation ซัก 2-3 รายการ
ในเว็บคุณพิพัฒน์ก็มีมากมายอีกเช่นกัน ทั้งที่เป็นลิ้งค์ไปในเว็บต่างๆ และเป็น eBook ที่โหลดมาได้
แต่ละวันเราก็ Add ศัพท์เข้าไปใน SuperMemo วันละประมาณ 30 คำ
เดือนนึงก็ได้ ร่วมพันคำแล้วครับ ทุกๆ วันก็เปิด SuperMemo มากด Learn วันละครั้ง เช่นกัน
. - ถ้าไม่คิดจะฟัง Series แบบผม ในเว็บคุณพิพัฒน์ ก็มีสื่อที่เกี่ยวกับการฟังเยอะมากๆ ครับ
ทั้ง Audio Book ทั้งลิ้งค์ไปยังเว็บต่างๆ เช่นพวก PodCast เป็นต้น ลองหามาฟังทุกๆ วันดูครับ
ฟังไปเรื่อยๆ ถ้าเชื่อว่าเปิดตอนนอนแล้วได้ผล จะเปิดก็ได้ครับ ผมเองก็เคยลองทำช่วงนึง
ช่วงนั้น ครั้งนึงเพื่อนมาค้างที่ห้องด้วย มันก็บอกเหมือนกัน ว่าผมละเมอเป็นภาษาอังกฤษด้วย
แต่ผมยังคิดว่า การฟังจากหนังเนี่ย ดีกว่าครับ เพราะเราได้ input feeling ของตัวละคร
เข้าไปด้วย สมองเราจะเรียนได้แบบบูรณาการมากกว่า
. - ถ้าหาอะไรอ่านไม่ได้ ผมแนะนำให้หาอ่านนิยาย ประเภทที่เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาครับ
ในเว็บคุณพิพัฒน์ก็มี (อีกแล้ว) เยอะด้วย เช่นหนังสือประเภท Robinson Crusoe ที่สนุกๆ น่ะครับ
ผมไม่อยากแนะนำให้อ่านข่าว เพราะมันค่อนข้างน่าเบื่อครับ
.
เครื่องมืประมาณนี้ก็เพียงพอครับ มีแกรมม่าร์, ศัพท์, การอ่าน, การฟัง ขอให้ทำไปเรื่อยๆ ก่อนครับ
การฝึกพวกนี้ สิ่งสำคัญก็คือ เรามีทัศนคติที่เป็นบวก มีความรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ ตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอ
ผมว่าผลลัพธ์ของการฝึก ควรจะเป็นไปตามสมการนี้ครับ
ผลลัพท์ = พื้นฐานเดิม x ( 1 + เครื่องมือที่ดี + ทัศคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ) ^ ความสม่ำเสมอในการฝึก
สมการนี้ผมเขียนขึ้นล้อสมการ Future Value = Present Value x (1 + Rate of Return) ^ Time
เพราะผมคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ครับ โดยเฉพาะ ตัว ^ ความสม่ำเสมอในการฝึก จะสำคัญมากๆ
ถ้าเราทำได้ต่อเนื่อง ทักษะภาษาของเราจะโตแบบทบต้นเลยทีเดียว (ว่าเข้าไปนั่น อิอิ)
จะลองใช้ เครื่องมือสร้างวินัยของผม ช่วยในการฝึกด้วยก็ได้นะครับ แล้วพบกันใหม่อีกครั้งในตอนหน้า
เข้าสู่ภาคแรกของ TOEFL iBT Test Taking Strategy ครับ
