How I’ve been practicing English – Part 7

Practice Speaking and Writing Skills

.
สวัสดีครับทุกท่าน ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ห่างไปนานมากๆ สำหรับบทความเรื่องฝึกภาษาของผม
นับดูแล้วน่าจะประมาณครึ่งเดือนพอดี นับจาก Part 6 ซึ่งผมพูดถึงเรื่องการฝึกทักษะการอ่านไป
วันนี้จะมาสานต่อให้ครบอีกสองทักษะ คือทักษะ การพูด และการเขียน
หลังจากนั้น ผมจะเริ่มเข้าสู่ส่วนของการฝึก TOEFL iBT Test Taking Strategy ต่อไปนะครับ

สาเหตุที่ห่างไปค่อนข้างนาน เพราะผมคิดว่าเนื้อหาในส่วนของ Speaking กับ Writing
ที่ผมจะเขียนวันนี้ มันน่าจะซ้ำกับเทคนิคที่ผมจะเขียนในส่วนของการเตรียมสอบ TOEFL
ก็เลยมัวแต่คิดๆ อยู่ว่า จะเขียนออกมาในรูปแบบไหนดี แต่ตอนนี้ผมได้ข้อสรุปแล้วครับ
ว่าในครั้งนี้ ผมจะเขียนเกี่ยวกับ guideline เบื้องต้น ว่าทักษะการพูดและเขียนนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้อะไรบ้าง
แต่ในส่วนของโปรแกรมและวิธีการฝึก ผมจะยกยอดไปไว้ในส่วนของ TOEFL ที่จะเขียนในอนาคตต่อไป
.

ลักษณะพิเศษของทักษะการพูดและเขียนภาษาอังกฤษ

ทักษะการพูดและเขียน ซึ่งเป็นทักษะในด้านที่เป็นการ ส่งสาร (Output)
เป็นทักษะที่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ายากที่สุดสำหรับคนไทย
โดยเฉพาะทักษะการพูด เพราะเราไม่ค่อยจะมีเวลาคิด เวลาเตรียมตัวนัก
และเมื่อต้องโต้ตอบแบบ spontaneous หรือแบบทันทีทันใด เราก็เลยมักจะเอ๋อ
บวกกับในการพูดเนี่ย เราต้องฟังคู่สนทนาให้รู้เรื่องก่อน คราวนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ
เพราะต้องมีสมาธิทั้งฟัง และ ทั้งพูด เรียกได้ว่ามันเป็นทักษะที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ดังนั้น ถ้าใครยังไม่ฝึกทักษะการฟังให้ดี ก็ต้องเริ่มฝึกได้แล้วนะครับ (อ่านการฝึกทักษะการฟังได้ที่ Part 5)
.

หลักการในการพูดและเขียนภาษาอังกฤษให้ได้ (ซะที)

สิ่งที่จำเป็นมากๆ ที่จะทำให้เราถ่ายทอดข้อความออกมาทางการพูดและการเขียนได้ดีนั้น
อาจารย์บุญชัย แห่ง Fast-English สอนผมว่า เราต้องเข้าใจกฏกฏหนึ่งก่อน นั่นคือ

Output = Input

คำว่า Output = Input มันก็คือหลักที่ว่า การที่เราจะถ่ายทอดอะไรออกมาได้
เราต้องมีข้อมูลของสิ่งที่เราจะถ่ายทอด เก็บเป็นฐานข้อมูลอยู่ให้สมองของเราในระดับหนึ่งซะก่อน
สำหรับในการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านการพูดและเขียนนั้น สิ่งสำคัญที่ผมคิดว่าเราต้องป้อนหรือ Input
เข้าไปให้กับสมองของเรามากๆ มีดังต่อไปนี้ครับ
.

เราควรจะต้อง Input อะไรบ้างให้กับสมองของเรา ?

สิ่งที่เราควรต้อง Input นั้น ก็เป็นสิ่งเดิมๆ ที่ผมได้เขียนถึงใน Part ก่อนๆ หน้าของบทความชุดนี้แล้ว นั่นคือ

  • หลักและกฏ Grammar ต่างๆ
    เพราะกฏเหล่านี้เป็นเหมือนโครงสร้างของบ้าน เราจะต้องมีโครงสร้างก่อน
    แล้วค่อยเอาวัสดุต่างๆ เช่น คำศัพท์, collocations, phrasal verb มาประกอบเข้าไป
    บางคนอาจจะไม่เห็นด้วย อาจจะบอกว่า grammar ไม่สำคัญ เราควรใช้ภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ
    แต่จริงๆ แล้ว การใช้ภาษาแบบเป็นธรรมชาติ มันก็มี grammar อยู่ในนั้นด้วยล่ะครับ
    การที่บางคน สามารถใช้ภาษาได้ดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้สนใจ grammar เท่าไหร่
    ส่วนใหญ่ เพราะคนคนนั้น รับสารที่่เป็นภาษาอังกฤษบ่อย (เช่น ฟังและอ่านบ่อย) จนเกิดความเคยชิน
    เราเองไม่ค่อยจะได้มีความเคยชินนั้น ดังนั้น เราก็ต้องหาทางเรียนครับ
    ไม่ว่าจะอ่านเอง หาที่เรียน หรือจะท่องด้วย SuperMemo ตามที่ผมเคยแนะนำใน Part 3 และ Part 4
    ก็ขอให้เราหาซักทางที่เราคิดว่าเราทำได้ ทำแล้วสบายใจ แล้วฝึกทำ อย่าเปลี่ยนวิธีการบ่อยครับ มันจะไม่ก้าวหน้าซะที
    .
  • Vocab, Collocation, Phrasal Verb, Idiom
    อย่างที่บอกไปครับ พวกนี้เป็นองค์ประกอบ ที่เราต้องจับประกอบเข้าไปในโครงสร้างคือแกรมม่าร์
    วิธีการเรียนก็มีสามแขนงครับ แขนงหนึ่่ง ก็คือเรียนจากหนังสือประเภทที่เป็น Vocabulary Building ต่างๆ
    ที่มักจะเรียนศัพท์เป็นกลุ่มๆ แล้วก็ต่อท้ายด้วยแบบฝึกหัด ข้อเสียคือ ช้าครับ แล้วก็เรียนเสร็จก็มักจะลืมอยู่ดี
    แขนงสอง ก็คือฟังเยอะอ่านเยอะ จนมันซึบซับศัพท์เข้าไปเอง อย่างถ้าใครฟัง-อ่านทุกๆ วัน
    ก็ถือว่าเราใช้การเรียนรู้แขนงนี้อยู่ แขนงสาม ก็คือท่องครับ ผมใช้วิธีนี้ เพราะว่ามันเร็ว และผมมีเครื่องมือช่วยท่อง
    ที่ทำให้ท่องแล้วไม่ค่อยลืม (อ่านได้เช่นกันใน Part 3 และ Part 4)
    .
  • ความคุ้นเคย หรือ Familiarity
    อันนี้อาจจะแปลกหน่อย เพราะผมคิดเอง ว่าส่วนนึงที่เราต้อง Input เข้าไปในสมองเราคือความคุ้นเคยต่อภาษา
    ความคุ้นเคย คือความเปิดรับภาษาอังกฤษเข้าไปในหัวเรา โดยที่ไม่มีการต่อต้านจากข้างใน
    ความคุ้นเคยคือความรู้สึก “คุ้นๆ” เช่น เราเห็นหรือได้ฟังประโยคบางประโยค แล้วรู้สึกว่ามันถูก
    ในขณะที่ฟังบางประโยครู้สึกว่า มันไม่น่าใช่ มันเป็นลักษณะนึงของ intuitive thinking คือรูปแบบการคิดที่เร็วมาก
    และได้คำตอบออกมาแบบที่ เราไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไม
    ทักษะพวกนี้ เราฝึกได้ ด้วยการ ฟังและอ่านให้เยอะๆ ครับ อย่างที่ผมเคยบอกอยู่เสมอ
    ว่าให้เราฝึกโดย “ใช้ให้บ่อยๆ” และ “ใช้ทั้งๆ ที่ไม่รู้” แล้วสมองเรา จะผูกโยงเส้นใยต่างๆ เข้าด้วยกันไปเองครับ
    .

ดังนั้น ลำดับแรกของการที่เราจะฝึกทักษะฝั่ง output คือการพูดและเขียนนั้น
สิ่งที่ต้องทำกลับต้องเน้นการฝึกด้าน input ให้มากขึ้น และสม่ำเสมอขึ้น
อยู่ดีๆ เราพูดและเขียนเลยทันทีไม่ได้แน่ๆ ครับ อยากให้เพื่อนๆ ลองเชื่อผมดูนะครับ
เปิดรับภาษาอังกฤษเข้ามาในชีวิตเยอะๆ โดยเฉพาะฝั่ง input แล้วฝั่ง output เราจะดีตามไปด้วย แบบไม่รู้ตัว
.

แหล่งหาสื่อการฝึกภาษาอังกฤษ

ผมขอย้ำเรื่องแหล่งการหาสื่อเพื่อฝึกภาษาอีกครั้งนะครับ
ทุกวันนี้ เราสามารถหาสื่อทุกรูปแบบได้ในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะจากเว็บไซต์ e4thai.com ของคุณพิพัฒน์
ผมอยากจะให้ลองเข้าไปดูนะครับ แล้วหาเครื่องมือมาให้พอประมาณ เอาให้เหมาะสม
ไม่ต้องเยอะ จนฝึกไม่ไหว ยกตัวอย่างเช่น
.

  • หนังสือ Grammar ซักเล่ม (ในเว็บคุณพิพัฒน์ มีหลายเล่มครับ)
    เอามาเรียน มานั่งทำโจทย์ เสร็จแล้วก็ให้เม็ม กฏต่างๆ ที่เราเรียนไว้ใน SuperMemo
    เรียนเพิ่มไปเรื่อยๆ แล้วก็เม็มเพิ่มไปเรื่อยๆ ครับ ทุกๆ วันก็เปิด SuperMemo มากด Learn วันละครั้ง
    .
  • รายการคำศัพท์ และ collocation ซัก 2-3 รายการ
    ในเว็บคุณพิพัฒน์ก็มีมากมายอีกเช่นกัน ทั้งที่เป็นลิ้งค์ไปในเว็บต่างๆ และเป็น eBook ที่โหลดมาได้
    แต่ละวันเราก็ Add ศัพท์เข้าไปใน SuperMemo วันละประมาณ 30 คำ
    เดือนนึงก็ได้ ร่วมพันคำแล้วครับ ทุกๆ วันก็เปิด SuperMemo มากด Learn วันละครั้ง เช่นกัน
    .
  • ถ้าไม่คิดจะฟัง Series แบบผม ในเว็บคุณพิพัฒน์ ก็มีสื่อที่เกี่ยวกับการฟังเยอะมากๆ ครับ
    ทั้ง Audio Book ทั้งลิ้งค์ไปยังเว็บต่างๆ เช่นพวก PodCast เป็นต้น ลองหามาฟังทุกๆ วันดูครับ
    ฟังไปเรื่อยๆ ถ้าเชื่อว่าเปิดตอนนอนแล้วได้ผล จะเปิดก็ได้ครับ ผมเองก็เคยลองทำช่วงนึง
    ช่วงนั้น ครั้งนึงเพื่อนมาค้างที่ห้องด้วย มันก็บอกเหมือนกัน ว่าผมละเมอเป็นภาษาอังกฤษด้วย
    แต่ผมยังคิดว่า การฟังจากหนังเนี่ย ดีกว่าครับ เพราะเราได้ input feeling ของตัวละคร
    เข้าไปด้วย สมองเราจะเรียนได้แบบบูรณาการมากกว่า
    .
  • ถ้าหาอะไรอ่านไม่ได้ ผมแนะนำให้หาอ่านนิยาย ประเภทที่เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาครับ
    ในเว็บคุณพิพัฒน์ก็มี (อีกแล้ว) เยอะด้วย เช่นหนังสือประเภท Robinson Crusoe ที่สนุกๆ น่ะครับ
    ผมไม่อยากแนะนำให้อ่านข่าว เพราะมันค่อนข้างน่าเบื่อครับ
    .

เครื่องมืประมาณนี้ก็เพียงพอครับ มีแกรมม่าร์, ศัพท์, การอ่าน, การฟัง ขอให้ทำไปเรื่อยๆ ก่อนครับ
การฝึกพวกนี้ สิ่งสำคัญก็คือ เรามีทัศนคติที่เป็นบวก มีความรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ ตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอ
ผมว่าผลลัพธ์ของการฝึก ควรจะเป็นไปตามสมการนี้ครับ

ผลลัพท์ = พื้นฐานเดิม x ( 1 + เครื่องมือที่ดี + ทัศคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ) ^ ความสม่ำเสมอในการฝึก

สมการนี้ผมเขียนขึ้นล้อสมการ Future Value = Present Value x (1 + Rate of Return) ^ Time
เพราะผมคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ครับ โดยเฉพาะ ตัว ^ ความสม่ำเสมอในการฝึก จะสำคัญมากๆ
ถ้าเราทำได้ต่อเนื่อง ทักษะภาษาของเราจะโตแบบทบต้นเลยทีเดียว (ว่าเข้าไปนั่น อิอิ)
จะลองใช้ เครื่องมือสร้างวินัยของผม ช่วยในการฝึกด้วยก็ได้นะครับ แล้วพบกันใหม่อีกครั้งในตอนหน้า
เข้าสู่ภาคแรกของ TOEFL iBT Test Taking Strategy ครับ

How I’ve been practicing English – Part 4

ในตอนที่แล้วนั้นผมได้แนะนำโปรแกรม SuperMemo
ซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยให้เราจดจำอะไรได้ง่ายขึ้น
และทำให้การท่องจำของเราเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งก็เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งนะครับ
บางคนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น เพราะว่าวิธีการที่ทำอยู่ ก็พอใจหรือได้ผลดีอยู่แล้ว
ก็ขอให้เราตั้งใจทำในวิธีการที่เราคิดว่าเหมาะสมต่อไปนะครับ

เพราะจริงๆ แล้ว หลักการศึกษา หรือการเรียนรู้ที่ถูกต้องก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่า
หลักของเหตุและผล ที่ว่า เหตุดี => ผลย่อมดี ในการฝึกภาษาก็เหมือนกัน

มีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง => ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง => ความรู้พัฒนาเป็นทักษะติดตัวไปตลอด

แต่ส่วนใหญ่เราจะตกม้าตายกันที่ขั้นที่สองคือขั้น “การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
ส่วนตัวแล้ว ผมก็ล้มเหลวมาตลอดที่ขั้นที่สองนี่แหละครับ
แต่พอมาใช้ SuperMemo แล้ว ผมสามารถผ่านมาถึงขั้นที่สามได้ ก็เลยรู้สึกว่ามันมีประโยชน์มาก
ถ้าเราทำขั้นที่ 1 และ 2 ได้ต่อเนื่อง “เวลา” จะเป็นตัวช่วยทำให้สิ่งที่เราเรียนรู้
กลายมาเป็นทักษะติดตัวเราไปได้ตลอดเอง ทุกอย่างมันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้นะครับ

การจะได้มาซึ่งองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ในขั้นที่ 1 นั้น อาจจะต้องขึ้นอยู่กับ ปัจจัยภายนอก มากหน่อย
เช่นการมีครูดี มีแหล่งข้อมูลที่ดี มีเพื่อนที่ดี ที่คอยแบ่งปัน มีกำลังเงิน กำลังทุนไปหาสิ่งที่ดีมา
แต่การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ในขั้นที่ 2 นั้น มันขึ้นอยู่กับ ปัจจัยภายใน เป็นหลัก
สิ่งนั้นคือ ความมุ่งมั่นตั้งใจ และ ความพยายาม บางคนเรียกว่าเป็นการ “สู้แบบกัดไม่ปล่อย
ทุกวันนี้ ที่เราต้องเสียเงินไปเรียนนั่นเรียนนี่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะเราขาดขั้นที่ 2 นี่แหละครับ
.

What to learn and where to get it ?

เราควรที่จะเรียนรู้/จดจำ อะไรได้บ้าง และจะหาองค์ความรู้นั้นได้ที่ไหน

กลับมาเข้าเรื่องการหาองค์ความรู้ที่เราจะยัดเข้าไปในสมองอันมีศักยภาพของเรากันนะครับ
ที่ผมพูดว่าสมองมีศักยภาพนั้น ก็เพราะมันมีศักยภาพจริงๆ ความสามารถในการจุข้อมูลของมัน
คอมพิวเตอร์ก็สู้ไม่ได้ ความสามารถในการรักษาข้อมูลของมันก็เหนือกว่าใคร
เก็บข้อมูลกันได้ข้ามภพข้ามชาติ หรือถ้าเอาแบบไม่เว่อร์
อย่างน้อย คนแก่หลายคนก็ยังจำเรื่องราวในวัยเด็กได้ แต่พวกเรากลับชอบดูถูกตัวเอง ว่าเรามันแย่
สมองเรามันไม่ดี พูดตอกย้ำบ่อยๆ เราก็เชื่อไปอย่างนั้น แล้วก็ไม่กล้าแม้แต่จะปลดปล่อยศักยภาพของตัวเอง

แน่ะ… ว่าจะไม่นอกเรื่องแล้ว ผมก็ยังนอกเรื่องอีกจนได้
องค์ความรู้ที่ผมแนะนำว่าควรจะเรียน และควรจะจำให้ได้ ในการใช้ภาษาอังกฤษ ได้แก่
Read more of this post

How I’ve been practicing English – Part 3

How I’ve been practicing English – Part 3

SuperMemo as the right tool to aid your memorizing

ในตอนที่แล้วผมได้พูดถึงเรื่องการจำ ความสำคัญของมัน องค์ประกอบต่างๆ
แล้วก็เครื่องมือที่จะช่วยให้เราจำได้ดีขึ้นไปแล้วนะครับ ถ้าจะไม่สอนใช้โปรแกรมก็ยังไงๆ อยู่
เพราะโปรแกรม SuperMemo นั้นมีลักษณะพิเศษของมันคือ นอกจากหน้าตาของโปรแกรมจะไม่สวยแล้ว
ยังเป็นโปรแกรมที่ใช้ยาก ผมเคยให้เพื่อนๆ น้องๆ หลายๆ คนลองใช้
ส่วนใหญ่ก็จะใช้มันได้ไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไหร่
จริงๆ มีโปรแกรมอื่น ที่หน้าตาสวยกว่านี้ ตัวอย่างเช่นโปรแกรมชื่อ RecallPlus
แต่ผมก็ยังไม่คุ้นเคยกับมันมาก ก็เลยไม่ได้ยกมาพูดถึงนะครับ

.

Welcome to SuperMemo 98 !
.
วันนี้ผมขออนุญาตพาทุกท่านมาเรียนรู้การท่องศัพท์โดยใช้โปรแกรม SuperMemo ด้วยกัน
ก่อนอื่นเราไปดาวโหลดโปรแกรมกันก่อนเลยนะครับ
โปรแกรม SuperMemo เวอร์ชั่นที่แจกให้ใช้ฟรีนั้นเป็นเวอร์ชั่น 98
(ปัจจุบันมีถึงเวอร์ชั่น 2006 แต่ต้องเสียเงินซื้อ และผมเคยลองแล้ว
คิดว่าฟังค์ชั่นเยอะเกินไปครับ เราคงจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ :P )
กด ที่นี่ เพื่อเข้าไปดาวโหลดโปรแกรมได้เลยครับ เข้าไปแล้วดาวโหลดตัวบนสุดนะครับ
ขนาดไฟล์ประมาณ 1MB เท่านั้นเอง

หลังจากดาวโหลดแล้ว ให้ทำการ Extract ไฟล์ไปไว้ในที่ที่เหมาะสม
โปรแกรมนี้ไม่ต้อง install ครับ แตกไฟล์แล้วรันไฟล์ชื่อ SM98.exe ได้เลย
พอเปิดโปรแกรมมา เราจะเจอหน้าตาต้อนรับ ซึ่งถ้าใครสนใจจะลองเล่นดูก็กด Learn ได้นะครับ
แต่ไหนๆ ผมก็เขียนคู่มือใช้แบบคร่าวๆ แล้ว เอาเป็นว่าลองทำตามผมกันเลยดีกว่า

Read more of this post

How I’ve been practicing English – Part 2

Learn to memorize things effectively

กลับมาพบกันในตอนที่ 2 ของวิธีการฝึกภาษาอังกฤษสไตล์ผมนะครับ
ในโพสแรกนั้น ผมได้พูดถึงที่มาที่ไป และกรอบแนวคิดหลักๆ ของวิธีการฝึกภาษาของผมไปแล้ว
ถ้ายังจำกันได้ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของผมนั้น (เป้าหมายเพื่อสอบ TOEFL)
จะต้องมีการฝึกฝนใน 3 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกันผมขอสรุปมาเป็นประโยคสั้นๆ คือ
จำให้ได้ – ใช้ให้ชิน – ข้อสอบหินๆ ให้ทำ” <= อ่า ดูลิเกๆ ยังไงไม่รู้ เอาใหม่เป็นแบบนี้ดีกว่าคับ
Memorize it, use it, and try it” ก็ยังดูลิเกอยู่ดี เอาเป็นว่า ผมข้ามไปเลยดีกว่าครับ
มัวแต่มาตั้งชื่ออยู่ จะเสียเวลาเปล่า ผมยิ่งเป็นคนเขียนอะไรสั้นๆ ไม่เป็น ยังจะมานอกเรื่องอีก

ทำไมต้องจำได้ ?

วันนี้ผมจะขอพูดถึงวิธีการฝึกฝนในขั้นแรกคือขั้นการ “จำให้ได้”
ความจำเป็นที่เราต้องจำให้ได้นั้น ผมได้เคยยกตัวอย่างไปแล้วในโพสก่อนเรื่องการคิดเลข
เรื่องสูตรคูณ ที่เราใช้เป็นประจำ เพราะว่าเราจำมันได้อย่างขึ้นใจ
ดังนั้นในการเรียนภาษาอังกฤษก็เหมือนกัน เราก็ควรจะจำได้ก่อนแล้วจึงใช้ได้อย่างมั่นใจ

ต้องออกตัวก่อนว่า ผมเป็นคนหนึ่ง ที่ต่อต้านการท่องจำมาตลอด ตั้งแต่สมัยเรียนช่วงประถมปลาย
ผมเคยมองว่าการท่องจำ เป็นอะไรที่เหมือนนกแก้ว นกขุนทอง เราควรจะเรียนด้วยความเข้าใจมากกว่า
แต่พอมาเรียนภาษาอังกฤษที่ Fast-english สิ่งที่ผมเจอก็คือ ที่นี่เน้นท่องจำ ครับ
แต่ในเมื่อเสียเงินไปเรียนแล้ว ผมก็ดื้อได้ไม่กี่สัปดาห์ ก็ลองเอาที่อาจารย์สอนมาปฏิบัติบ้าง
ลองเป็นคนหัวอ่อนดูบ้าง จนมากระทั่งเมื่อไม่นานนี้ ผมก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อการท่องจำซะใหม่
เพราะหลังจากที่ทดลองฝึก ทดลองทำดูแล้ว มันได้ผลดี
ถ้าเราเป็นคนที่มีเหตุมีผล เราก็ควรจะยอมรับสิ่งที่ดี แทนที่จะยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ
ซึ่งยึดติดไปก็อาจจะไม่ได้ทำให้เราเจริญขึ้น เป็นเพียงการติดในอัตตาของตัวเองเฉยๆ

ผมยังไม่เปลี่ยนแนวคิดว่า เราต้องเรียนด้วยความเข้าใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
แต่ผมเพิ่มคำว่า “จำได้” เข้าไปในสิ่งที่เราเข้าใจด้วย เราจะต้องเรียนแบบ “เข้าใจและจำได้”
ความจำที่ดี ในสิ่งที่เราสนใจ (ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาอังกฤษ)
จะทำให้เรามีฐานข้อมูลที่พร้อมใช้ เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น เราจะใช้มันได้แบบไม่อายใคร
และที่สำคัญ ถ้าเรามีฐานข้อมูลที่ใหญ่ และมีคุณภาพพอ
เราก็จะสามารถยกระดับการสื่อสารของเรา หรือการทำงานของเรา ให้สูงขึ้นได้อีกมาก

มาลองคิดดู ตอนนี้ที่เราใช้ภาษาอังกฤษได้ ไม่ว่าจะงูๆ ปลาๆ หรือปานกลาง หรือถึงขั้นเก่ง
ส่วนใหญ่ก็เพราะ ตอนเด็กๆ เราถูกเคี่ยวเข็ญให้ท่องศัพท์ ให้จำแกรมมาร์มาทั้งนั้น
ดังนั้นวันนี้ เรามาเริ่มท่องจำกันใหม่เถอะครับ ลองเปิดใจดู

Read more of this post

%d bloggers like this: