แว๊บมา… สวัสดีปีใหม่ 2010 ครับพ้ม

ได้โพสบล๊อคนี้หลังวันคริสต์มาส 1 วัน หวังว่าคงจะไม่ช้าไปที่จะอวยพรว่า
Merry Christmas นะครับ และก็ขอใช้โอกาสนี้สวัสดีปีใหม่ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านไปพร้อมกันเลย
ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้ อวยพรและส่งความปรารถนาดีให้กับทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านบล๊อคแห่งนี้นะครับ
หากผมจะมีบุญบารมี หรือมีคุณงามความดีใดๆ ติดตัวอยู่บ้าง
ผมก็ขอส่งกระแสแห่งคุณงามความดีนั้นๆ ให้กับเพื่อนๆ ทุกท่าน ในปีใหม่ ปี 2010 นี้

ขอบุญกุศลที่ผมมี และอำนาจแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านนับคือ
โปรดดลบันดาลให้ ทุกท่านมีสุขภาพกายที่สมบูรณ์แข็งแรง แม้จะมีโรคภัยบ้าง ก็ขอให้รักษาได้โดยง่าย ไม่ยืดเยื้อเรื้อรัง
ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพใจที่ดี มีจิตใจที่แช่มชื่นผ่องใส ไม่มืดมัว ไม่หลงผิด มองเห็นสิ่งต่างๆ ตามจริง
ขอให้ในทุกๆ วัน ทุกท่านได้ดำเนินชีวิตไปอย่างมีสติสัมปชัญญะ
ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ได้ทำงานที่รัก และสนุกกับงานในทุกๆ วัน
หากท่านมีเป้าหมายอะไรที่ตั้งใจจะทำให้บรรลุ ก็ขอให้ทุกท่านไปถึงเป้าหมายได้โดยง่าย
ถ้าจะมีอุปสรรคก็ขอให้อย่ามีมากนัก เอาให้พอได้สนุกกับการแก้ปัญหาพอให้ได้ลับคมปัญญาของทุกท่าน นะครับ ^_^

สำหรับตัวผมนั้น ตั้งแต่ประมาณ กลางเดือน ธันวาคม 52 ที่ผ่านมา ผมก็กลับมาช่วยงานที่บ้านที่ จ.มหาสารคาม
เนื่องจากที่บ้านกำลังขยายธุรกิจใหม่ครับ ผมรับผิดชอบในการดูแลระบบคอมพิวเตอร์และ IT ทั้งหมดในธุรกิจใหม่นี้
ซึ่งเป็นงานที่หนักพอสมควรเลย วันนี้ก็เป็นวันที่ 6 แล้วที่ผมทำงานระบบมาอย่างต่อเนื่อง
แบบเช้าถึงดึกทุกวัน จนไม่มีเวลาแม้แต่จะเปิดเน็ท รวมทั้งเขียนบล๊อคด้วย
งานนี้ผมก็ทำเต็มที่ครับ ด้วยความที่ที่บ้านเปิดโอกาสให้ผมได้ไปทำในสิ่งที่ตัวเองรัก คืองานสายการเงิน
โดยไม่ผูกมัดให้กลับมาดูแลธุรกิจเดิมของที่บ้าน ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่ผมจะช่วยได้ ผมก็อยากจะทำให้เต็มที่
เพื่อตอบแทนครอบครัว ที่ให้ชีวิตที่ดี ให้รากฐานที่ดีกับผม และยังให้โอกาสให้ผมไปตามหาฝันส่วนตัวอีก

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างครับ

เรื่องแรก คือ ก่อนกลับบ้าน ผมได้จัดการ ย้ายที่อยู่ โดยเปลี่ยนจากการอยู่อพาร์ทเม้นต์ในซอยห่างไกล
ไปเช่าคอนโดริมแนวรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อเตรียมพร้อมกับการเริ่มชีวิตเป็นมนุษย์เงินเดือนในปีใหม่ที่จะถึงนี้
แม้จะมีโอกาสได้ย้ายของและเข้าไปนอนเพียงคืนเดียว ก็ต้องกลับบ้านซะก่อน
ผมก็รู้สึกมีความสุขมากครับ ที่อยู่ใหม่ของผม มีพื้นที่มากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น
ให้เวลาว่างกับผมได้มากขึ้น (จากการที่ไม่ต้องเดินทางไกลๆ)
ทั้งหมดต้องขอบคุณครอบครัวของผม ที่พอเห็นว่าผมจะต้องทำงานแล้ว ก็ยินดีจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักที่ดีขึ้นให้ เพราะรู้ดีว่า ลำพังเงินเดือนของคนเพิ่งเริ่มทำงาน คงจะไม่พอจ่ายค่าเช่าคอนโด ทำเลดีๆ แบบนี้ได้ ทำให้ผมรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาในครอบครัวนี้

เรื่องที่สอง คือ ตอนนี้ ผมได้งานแล้วครับ เป็นงานในบริษัทที่ทำธุรกิจจัดการการลงทุนแห่งหนึ่ง
ซึ่งผมเองยังไม่ทราบเลยครับว่า งานที่ผมตัดสินใจตอบรับเข้าทำนั้น มีชื่อตำแหน่งว่าอะไร
และเนื้องานที่ทำนั้นจริงๆ แล้วทำอะไรบ้าง แต่สาเหตุที่ผมรับทำงานนี้เพราะ
.

  1. อาจารย์ที่ผมนับถือมากที่นิด้า ซึ่งเป็นท่านเดียวกันกับที่ชวนให้ผมเข้ามาเรียนเมเจอร์การเงิน
    และเป็นอาจารย์ที่ผมทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน (TA) ให้ตลอด 2 ปีที่นิด้า
    เป็นคนแนะนำผมให้กับว่าที่เจ้านายของผม

    .
  2. ว่าที่เจ้านายของผม เป็นคนที่ผมให้ความเคารพท่านมาก
    เพราะผมเคยถูกท่านเรียกให้ไปช่วยงานระหว่างที่เป็น TA ครั้งหนึ่ง และท่านดูแลและให้เกียรติผมดีมากๆ
    นอกจากนั้น ท่านยังเคยเป็นอดีตอาจารย์ที่นิด้า และเคยเขียนหนังสือ
    เกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคล และการลงทุน ที่ผมถูกใจอีกหลายๆ เล่ม
    ที่สำคัญคือท่านโทรมาชักชวนผมให้ไปทำงานกับท่านด้วยตัวเอง

    .
  3. บริษัทที่ผมจะเข้าร่วมงานนั้น เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง มีความมั่นคง
    และเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจที่ผมสนใจ และอยากจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์

    .

ก่อนที่ผมจะตัดสินใจตอบรับไป ผมถามท่านว่า งานที่จะทำนี้เกี่ยวกับอะไร
ท่านหัวเราะ แล้วบอกว่า เคยได้ยินประโยคว่า “put the right man on the bus” มั๊ย ?
ท่านบอกว่า ตอนนี้ยังไม่รู้แน่นัก ว่าจะให้เราไปอยู่ตรงจุดไหน เลยยัง put the right man on the right job ไม่ได้
แต่ขอจับเราขึ้นบนรถ bus ก่อน เพราะเคยร่วมงานกัน และท่านคิดว่าเราน่าจะเหมาะที่จะเอามาทำงานด้วย
ไว้ถ้าได้มาช่วยกันแล้ว ก็จะพอมองออกว่า เราน่าจะเหมาะกับอะไร

ผมตัดสินใจตอบรับไปทันที เพราะความเชื่อมั่น ในตัวว่าที่เจ้านายของผม และอาจารย์ที่แนะนำให้เป็นหลัก
เพราะมั่นใจในความหวังดีที่ท่านที่ให้ผมมาตลอด อีกทั้งพอจะทราบว่า ว่าที่เจ้านายของผมเป็นคนเก่งและดีมากๆ
เลยอยากจะลองทำงานกับต้นแบบที่ดีดูสักตั้ง
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เพิ่งจะร่อนเอกสารสมัครงานตำแหน่ง “นักวิเคราะห์หลักทรัพย์” ไปยังบริษัทต่างๆ

ยังไม่ทันที่เค้าจะเรียกไปสอบข้อเขียนหรือสอบสัมภาษณ์เลย
ผมก็ได้แต่หวังว่ารถ bus คันนี้ ที่ผมเลือกเดินขึ้นไป จะวิ่งไปยังปลายทางที่ผมอยากไป
หรืออย่างน้อยก็พาผมไปต่อรถ bus คันอื่น ที่จะพาผมไปยังปลายทางที่หวังได้ ในอนาคต
แต่ถ้าผมจะขึ้นรถ bus ผิดคันจริงๆ อย่างน้อย ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ เหมือนกับที่
ผมเคยขึ้นรถเมล์ผิดสายบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็แก้ปัญหาได้ และไปถึงจุดหมายอยู่ดี
ขอให้ปีใหม่นี้ เป็นปีที่ดีสำหรับผมเช่นกันน๊า ^_^

เปลี่ยนแปลง (อีกครั้ง) เมื่อผมสอบตก ไม่ได้เป็นอาจารย์ที่เกษตรศรีราชา

เพื่อนๆ หลายท่านที่ติดตามอ่านคงทราบนะครับ ว่าผมไปสมัครเป็นอาจารย์ที่ ม.เกษตร ที่ศรีราชาไว้
ตอนนี้ผลออกมาแล้วครับ อันที่จริงๆ ผลออกตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. แต่ช่วงนั้นผมกำลังเตรียมสอบ CFA อย่างหนัก
ก็เลยยังไม่ได้เอามาเล่าให้ฟัง ตอนนี้การสอบก็จบลงแล้ว ได้เวลาเล่าซะทีครับ

ต้องบอกตามตรงครับ ว่าพอทราบผลแล้ว ก็ทำให้เสียศูนย์ไปพักนึงเหมือนกัน
อาจจะเป็นเพราะ แผนชีวิตที่ผมคิดว่าคงจะดีมากๆ ถ้าทำได้ ต้องถูกเปลี่ยนอีกครั้ง
เพราะในแผนชีวิตฉบับนั้น การได้เป็นอาจารย์ที่นี่ จะเป็นก้าวแรก เป็นก้าวบังคับที่สำคัญ
แต่พอไม่สามารถเดินก้าวแรกในเส้นทางที่หวังได้ ผมก็ต้องเลือกเดินก้าวแรกในเส้นทางที่เหลือต่อไป
ก่อนจะเล่าต่อ ผมต้องขอยินดีกับพี่ท่านที่ได้ตำแหน่งอาจารย์ และก็ยินดีกับ ม.เกษตรศรีราชาด้วย
ที่ได้บุคลากรดีๆ เข้าไป เพราะอย่างที่ผมเล่าให้ฟังใน โพสก่อนหน้า ว่าพี่เค้าเหมาะสมจริงๆ ครับ

สำหรับตัวผมนั้นหลังจากใช้เวลาคิดไตร่ตรองอยู่ 2-3 วัน ผมก็ได้ตัดสินใจเลือกทางเดินเส้นต่อไปได้แล้วครับ
บางทีก็ต้องขอบคุณความล้มเหลว ความผิดหวังที่ผ่านเข้ามาบ่อยๆ เพราะมันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
ผมชอบประโยคนึงที่บอกว่า “ทุกอุปสรรคปัญหาอันไม่คาดคิด คือของขวัญที่เปิดโอกาสไปสู่การพัฒนาตนเอง
คนเราเมื่อล้มก็ต้องลุกครับ มาคิดดูดีๆ ก็คิดได้ว่า จะมัวเสียใจไปทำไม (หลายๆ วัน)
ลองมองคนรอบข้าง ยังมีคนที่ขาดโอกาสอีกมากมาย ในเมื่อตัวผมยังมีโอกาสที่จะไปทำอะไรๆ ได้อีกตั้งเยอะ
ก็เลือกให้ดีๆ สักทาง แล้วเดินต่อไปดีกว่า

เส้นทางต่อไปของผม คือการเข้าสู่วิชาชีพด้านการเงินการลงทุน จริงๆ ซะทีครับ
ต้องเล่าก่อน (เผื่อว่าเพื่อนๆ อาจจะลืมไปแล้ว) ว่าผมมีความตั้งใจอยากจะเป็นอาจารย์ด้านการเงิน
มันเป็นอาชีพในฝันที่ผมคิดว่าตัวเองจะทำได้ดี และสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้มาก
สิ่งที่ผมเคยคิดคือ ผมน่าจะสามารถเป็นอาจารย์ได้ โดยที่ไม่ต้องมีประสบการณ์ในการทำงานจริงมากนัก
เพราะผมเชื่อว่า ผมก็ได้รู้ได้เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ จากการลงทุนในตลาดฯ
จากการช่วยงานวิจัยของอาจารย์ จากการศึกษาในกรณีศึกษาต่างๆ มาเยอะมากเหมือนกัน

ซึ่งต้องยอมรับว่า ในตอนนั้นผมยังคิดอะไรได้ไม่ถี่ถ้วนนัก ในใจมีแต่รีบ อยากจะได้ทำงานที่ฝันเร็วๆ
เรียกว่าผมมีความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล (Irrational Expectation) มาตลอด
มัวแต่คิดว่า ประวัติด้านอื่นๆ เราดีหมดเลยนะ Resume เขียนออกมาก็ยังรู้สึกว่า อื้ม… เราก็เจ๋งไม่เบา
เหมือนแกล้งทำเป็นมองข้ามบางอย่างไป

ตอนนี้ต้องกลับมาพิจารณาใหม่แล้วครับ ผมคิดว่าหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ทำให้ผมไม่ได้งานที่เกษตร
ก็เพราะเรื่องประสบการณ์นี่ล่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อต้องเลือกระหว่างคนที่มีกับไม่มี คำตอบมันก็ชัดอยู่
ผมก็เลยตัดสินใจที่จะลดความเร็วในการวิ่งสู่ฝันลง แล้วหันมาใส่ใจกับความเป็นจริงมากขึ้นจะดีกว่า
และนั่นนำมาซึ่งการตัดสินใจของผม ที่จะเข้าสู่ financial industry ซะที
และเมื่อตั้งใจจะเข้าไปแล้ว ผมก็จะทำให้ดีที่สุด และไม่มองมันเป็นแค่ทางผ่านแน่ๆ

ตอนนี้ผมอยู่ในระหว่างการคิดไตร่ตรอง ว่าควรจะเริ่มทำงานในสายงานไหนจึงจะเหมาะสมกับตัวเอง
โดยมีเงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ ว่า

  1. สายงานนั้น ต้องเป็นสายงานที่จะเอื้อให้ผม สามารถที่จะสานต่อความฝันของผม
    ในการเป็นอาจารย์ (หรือเรียนต่อ .เอก เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์) ในอนาคตได้ง่าย
    หมายถึงประสบการณ์ทำงานที่ได้ ต้องเกี่ยวข้องกับการเป็นอาจารย์ด้านการเงินได้ด้วย
    .
  2. งานนั้น ต้องให้สมดุลกับชีวิตผมในระดับที่ยอมรับได้ สมดุลในที่นี่ ได้แก่เรื่องเวลา
    เรื่องสุขภาพ และเรื่องครอบครัวที่ผมต้องมีเวลาไปช่วยเหลือได้บ้าง เช่นเสาร์-อาทิตย์ไม่ควรจะมีงาน
    งานที่ผมเลือก ไม่ควรจะทำลายสมดุลเหล่านี้ เพราะต่อให้เงินดีแค่ไหน ผมก็ว่าไม่คุ้ม
    .
  3. งานนั้น จะต้องไม่ปิดกั้นการลงทุนส่วนตัวของผมมากเกินไป
    ซึ่งความจริงมันเลี่ยงได้ยากครับ ที่เข้าไปในวงการแล้วจะสามารถลงทุนส่วนตัวได้อย่างอิสระ
    แต่ก็ต้องพยายามหางานที่ข้อจำกัดไม่มากเกินไป เพราะถ้าผมต้องเลิกลงทุนส่วนตัวแล้ว
    ผมจะมีค่าเสียโอกาสมากพอสมควร เพราะผมต้องบริหารเงินบางส่วนให้ครอบครัวด้วย

    .

เมื่อหาได้แล้วก็คงจะสมัครแล้วเริ่มงานในช่วงหลังปีใหม่นี้เลย
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าที่นายจ้างผมด้วย ว่าจะรับผมรึเปล่า เพราะตอนนี้ รู้แล้วครับว่า “อะไรๆ ก็ไม่แน่
อนาคตข้างหน้า ก็คงจะเป็นการเก็บประสบการณ์ สะสมทั้งทักษะเรื่องงาน เรื่องคน เรื่องการใช้ชีวิต
รอให้ถึงจังหวะที่เหมาะสม เมื่อมีโอกาสเปิดขึ้น เมื่อตัวเองพัฒนาได้แก่กล้าพอ ก็คงจะกลับไปล่าฝัน
ในการเป็นอาจารย์สอนหนังสือต่อไปครับ ^_^

ผมกลับไปอ่านประโยคนึง ในโพสเก่าของผม อ่านแล้วก็ยังรู้สึกชอบใจอยู่ ขอก๊อปมาแปะไว้ให้อ่านกันอีกนะครับ

“ตอนนี้ผมเหมือนกับเลือกเส้นทางเส้นทางหนึ่ง
ซึ่งอาจจะเห็นต้นทางชัด แต่ปลายทางยังคงถูกหมอกหนาปกคลุมไว้มาก
ณ วันนี้ อาจจะเห็นลางๆ ว่า ทางนี้เมื่อเดินไป อาจจะนำไปเจอปลายทางที่แตกต่างกัน 2-3 แบบ
แต่พอเดินไปเรื่อยๆ ผมอาจจะพบว่า เส้นทางนี้ มีปลายทางจำนวนนับไม่ถ้วนก็ได้”

ความคืบหน้าเรื่องการสมัครงานอาจารย์ + การสอบ CFA

หายหน้าหายตาไปพักใหญ่เลยครับ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นช่วงหนึ่งที่สะท้อนได้ชัดว่าชีวิตคนเรามีเรื่องที่ไม่แน่ไม่นอนสูงมาก
เวลาที่เราวางแผนอะไรไว้ดิบดี ก็มักจะมีเรื่องทำให้เราไม่สามารถทำตามแผนได้ทุกทีไป

หลังจากที่ผมกลับจากเซี่ยงไฮ้และได้เขียนเล่าเรื่องราวไปแล้ว 2 ตอน (ตั้งใจจะเขียนต่อให้ครบ 4 ตอน)
ผมมีภารกิจสำคัญก็คือการสอบ CFA ในวันที่ 6 ธันวาคม 2552 นี้
ซึ่งตอนแรกตารางเวลาก็ค่อนข้างจะแน่นขนาดที่ว่า น่าจะเตรียมตัวสอบได้ไม่ทันอยู่แล้ว
ยังมีเหตุการณ์ต่างๆ สอดแทรกเข้ามาสร้างสีสันให้ชีวิตผมเยอะมาก เริ่มจาก
.

  1. พ่อผมป่วยหนัก ด้วยอาการน้ำท่วมปอด ซึ่งหมอบอกว่ารากของสาเหตุอยู่ที่ผนังหัวใจหนา
    ผมกลับไปดูพ่อที่สารคาม และในวันรุ่งขึ้นต้องรีบพาพ่อย้ายมาที่ รพ.พระราม 9 เพราะอาการหนักขึ้นมาก
    หลังจากนอนโรงพยาบาลได้ 6 วัน พ่อก็ออกจากโรงพยาบาลได้ กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
    (แข็งแรงจริงรึเปล่าไม่รู้ แต่ว่าพ่อคิดถึงบ้านมากๆ จะออกให้ได้ เลยต้องทำตัวแข็งแรงไว้ก่อน)
    ความจริงผมชินแล้วกับการไปนอนเฝ้าพ่อ แต่การจะเฝ้าไปด้วยแล้วอ่าน CFA ไปด้วยนี่
    เป็นอะไรที่ลำบากมากๆ รู้สึกตัวเองไม่ค่อย productive เลยครับ คล้ายๆ เปิดหนังสือให้ผ่านๆ ไป

    .
  2. งานตำแหน่งอาจารย์ที่ ม.เกษตร ศรีราชา ที่ผมสมัครไป ทางนู้นเค้าเรียกสัมภาษณ์
    เมื่อวานนี้ (30 พ.ย. 52) ซึ่งก็เป็นเหตุให้ผมต้องแบ่งเวลามาเตรียมตัวเรื่องนี้ด้วย
    เพราะงานอาจารย์ที่นี่ เป็นงานที่สำคัญมากๆ สำหรับผม เป็นก้าวแรกในเส้นทางอาชีพของผม
    การสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดี ในที่สุด … เดี๋ยวจะเล่าต่อข้างล่างครับ ว่าไปสัมภาษณ์มาเป็นยังไงบ้าง

    .
  3. หัวใจเจ้ากรรม ดันไปสะดุดสิ่งสวยงามระหว่างทางเล็กน้อย ทำให้จิตใจว้าวุ่นไม่เป็นอันทำอะไร
    อยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ตั้งแต่ก่อนพ่อป่วย จนถึงวันนี้ก็เริ่มจะดีขึ้นแล้วครับ
    เหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่า สิ่งที่สวยงามช่วยเพิ่มหลังให้กับชีวิตได้แค่ไหน ในยามที่เราท้อ และว้าเหว่
    แต่เมื่อความสวยงามสิ้นสุดลง (ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วครับ 55)  ก็ได้เห็นสัจธรรมอีกครั้ง
    ว่าเอาใจไปยึดเมื่อไหร่ ก็รอได้เลยว่าจะต้องมีทุกข์ตามมาแน่ๆ

    .

เอาล่ะครับ ทั้งหมดนั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผมหายตัวไป ไม่ได้มาอัพเดทบล๊อค
ต่อไปผมจะเล่าเรื่องสำคัญคือ เรื่องการไปสัมภาษณ์งานตำแหน่งอาจารย์ที่ มก. ศรีราชา
และความคืบหน้าในการเตรียมตัวสอบ CFA ครับ
.

สัมภาษณ์งานตำแหน่งอาจารย์ที่ ม.เกษตร ศรีราชา

การสมัครงานตำแหน่งอาจารย์ด้านการเงินที่ มก. ศรีราชา สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 52 ครับ
หลังครบกำหนดรับสมัครไม่กี่วัน ผมก็ได้รับโทรศัพท์เรียกให้มารับการสัมภาษณ์ในวันที่ 30 พ.ย.
หรือก็คือเมื่อวานนี้เอง พร้อมๆ กับได้รู้ว่ารอบนี้มีผู้สมัครทั้งสิ้น 3 คน (รวมผมด้วย)
โดย 1 ใน 3 คนจะได้รับคัดเลือกเข้าเป็นอาจารย์ที่ คณะวิทยาการจัดการ ม.เกษตร วิทยาเขตศรีราชา ครับ
พอเห็นจำนวนผู้สมัครแล้วก็ตื่นเต้นเล็กน้อยครับ เพราะโอกาสที่จะได้รับคัดเลือกเข้าไป มีแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น
อย่างที่บอกว่า งานนี้สำคัญกับผมมาก เพราะผมเลือกที่จะไม่สมัครเรียน ป.เอก ต่างประเทศ
เพราะอยากจะทำงานนี้ ถ้าพลาดขึ้นมา ผมคงจะเสียใจ แต่ที่แย่กว่านั้นคือ พ่อแม่ ผมจะเสียใจมากกว่า

ผู้สมัครอีก 2 คน ซึ่งต้องถือว่าเป็นคู่แข่งผม (แต่จริงๆ ไม่อยากเรียกว่าคู่แข่งเลย เพราะทุกคนก็ตามหาฝันของตัวเอง)
คนหนึ่งนั้นผมรู้จักดีครับ เพราะเป็นรุ่นน้องที่เรียนที่นิด้าด้วยกัน และก็ทำงานเป็น TA ด้วยกันมา
กลายเป็นว่ารอบนี้เราต้องมาแข่งกันเอง ส่วนพี่อีกคนนั้น เพิ่งจะได้มารู้จักทีหลัง เมื่อวันสัมภาษณ์นี่ล่ะครับ
ผมต้องยอมรับเลยว่า ถ้าเทียบกับผู้สมัครอีก 2 คน ผมเองก็ไม่ได้มีความแตกต่าง หรือโดดเด่นไปมากกว่าใคร
และผมก็เชื่อว่า ทั้ง 3 คน เป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะรับตำแหน่งนี้เท่าๆ กัน ทั้งนี้คงต้องขึ้นกับดุลยพินิจ
ของคณะกรรมการที่ทำการคัดเลือกพวกเราครับ ว่าท่ามกลางคนที่เหมาะสม เค้าจะเลือกใคร ที่เหมาะสมที่สุด

เมื่อวานนี้ เป็นวันที่ผมได้ไปที่ ม.เกษตร ศรีราชา ครั้งแรกครับ
การไปเยือน มก. ศรีราชา ครั้งนี้ ยิ่งทำให้ผมอยากได้งานนี้มากเข้าไปใหญ่
เรียกได้ว่า ผมตกหลุมรักสถานที่นี้ เข้าอย่างจังเลยครับ เริ่มตั้งแต่ ทัศนียภาพของมหาลัย
อาคาร สิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งนักศึกษาที่นี่ด้วย

บรรยากาศของมหาลัย เต็มไปด้วยธรรมชาติมากครับ อากาศก็ดี ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ แค่นี้เอง
ที่สำคัญคือ ผมสังเกตว่านักศึกษาที่นี่ เรียบร้อยมากๆ ทั้งเรื่องการแต่งตัว เรื่องสัมมาคารวะ
ผมต้องแปลกใจที่เมื่อผมเดินผ่านเค้า เค้ายกมือไหว้ สวัสดีผม นึกว่าผมเป็นอาจารย์ 555 (ทำเอาเขินเลยครับ)
เวลานั่งอยู่ พอนักศึกษาเค้าจะเดินผ่าน ก็ค้อมตัว เดินย่อผ่านเราไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า หาได้ยากแล้ว

หลังจากประทับใจอยู่ได้ไม่นาน ก็ถึงเวลาสัมภาษณ์แล้วครับ
การสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ผมพยายามที่จะไม่เตรียมคำถาม-คำตอบ อะไรเลย เพราะคิดว่า
อยากจะตอบออกไปจากใจจริงๆ ไม่อยากให้รู้สึกเหมือนว่า เราท่องสคริปมาตอบ
ซึ่งโดยรวมการสัมภาษณ์ค่อนข้างสนุกครับ ผมถูกสัมภาษณ์ประมาณ 20 นาที
คำถามหลายอย่าง เป็นคำถามเรื่องแนวคิด เรื่องทัศนคติ วิสัยทัศน์ ซึ่งผมก็ได้ express ตัวเองไปเต็มที่
อาจจะเรียบเรียงคำพูดได้ไม่ดีนัก แต่ก็คิดว่าสื่อสารความเป็นตัวตนออกไปได้มาก

ข้อสังเกตคือ คณะกรรมการที่สัมภาษณ์ ไม่ค่อยถามถึงจุดเด่นของเรา
แต่มักจะโจมตีจุดอ่อน โดยเฉพาะผมโดนถามเรื่อง ประสบการณ์ทำงานบ่อยมากๆ
เนื่องจาก เรื่องนี้เป็นจุดที่ผมด้อย เพราะผมไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน แบบเป็นเรื่องเป็นราว
จะมีก็เป็นงานธุรกิจส่วนตัวของที่บ้าน ก็กระอักกระอ่วนพอสมควรครับ
แต่อะไรที่มันไม่มี เราจะทำให้มีก็คงไม่ได้ ผมก็ได้แต่หวังว่า คุณสมบัติด้านอื่นๆ จะพอชดเชยได้บ้าง

หลังจากจบสัมภาษณ์ ผมประเมินตัวเองว่า อาจจะไม่ได้งานนี้ครับ
เพราะคิดว่า ผู้สมัครอีกท่าน คือพี่ที่ผมเพิ่งได้รู้จักน่าจะมีความพร้อมมากกว่า
พี่เค้าเป็นรุ่นพี่ผมประมาณ 4-5 ปี จบ MBA ที่นิด้าเหมือนกัน และปัจจุบันกำลังจะจบโทใบที่สอง
ซึ่งเป็นโทด้าน Finance เชิงลึก ที่เน้นเรื่องการวิจัยจริงๆ รวมทั้งพี่เค้าก็มีประสบการณ์สอนหนังสือมาบ้างแล้ว
ประสบการณ์ทำงานในอุตสาหกรรมก็มีอย่างล้นหลามครับ ที่สำคัญก็คือ พี่เค้าเป็นศิษย์เก่าที่ มก. ศรีราชาด้วย
ดูในภาพรวมแล้ว ถ้าผมเป็นคณะกรรมการ ผมก็คงเลือกพี่คนนี้

ถ้าผลออกมาเป็นแบบที่ผมคิด ก็คงจะเสียใจนิดหน่อยครับ แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป
ผมถามกับเจ้าหน้าที่มา เค้าก็บอกว่า อาจจะมีการรับเพิ่มอีก เพราะความต้องการอาจารย์จริงๆ แล้วยังมีมากกว่านี้
ถ้าเป็นอย่างงั้น ผมก็คงต้องหาอะไรทำรอ อาจจะต้องกลับไปช่วยงานที่บ้าน หรือเริ่มทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม
ซึ่งก็ยังไม่แน่ไม่นอนครับ… เมื่อสิ่งนึงจบลง อีกสิ่งก็คงต้องเริ่ม… จริงมั๊ยครับ ?

ตอนนี้ก็ทำตัวสบายๆ ทำใจให้สงบๆ ทุ่มเทเวลากับการเตรียมตัวสอบ CFA
เพราะมันเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เรายังแก้ไขมันได้ครับ…
.

ความคืบหน้าการเตรียมตัวสอบ CFA

สำหรับตอนนี้ ผมอ่านเนื้อหาของ CFA ครบหมดแล้ว และทำโจทย์ไปได้ประมาณ 500 ข้อ (เองครับ)
500 ข้อนี้ต้องถือว่าน้อย เพราะข้อสอบ CFA มีทั้งหมด 240 ข้อ เท่ากับว่า ผมเพิ่งมีประสบการณ์
ในการทำโจทย์เพียงแค่ 2 เท่า ของข้อสอบจริงเท่านั้น เวลาช่วงนี้จนถึงวันสอบ คงจะเป็นการตลุยโจทย์ไปเรื่อยๆ
เพื่อสะสมให้เราแก่กล้าขึ้นครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่เตรียมตัวอยู่เหมือนกัน ก็อย่าชะล่าใจนะครับ
ผมเชื่อว่า ทำโจทย์เยอะๆ ช่วยเพิ่มความแน่นอนในการจะสอบผ่านได้มากๆ
ที่สำคัญคือ พยายามมาร์คข้อที่เราทำผิดเอาไว้ และกลับไป review จะดีมากครับ
เพราะเรา review หนึ่งครั้ง ก็เท่ากับเราปิดรอยรั่ว ที่เราเคยผิดพลาดได้ 1 จุด
ประเด็นเนื้อหาใน CFA นี้ เป็นเรื่องของความเข้าใจ ถ้าเราปิดรอยรั่วของเราได้ 1 จุด
ก็แสดงว่าเราเพิ่มความเข้าใจได้ 1 จุด ถ้าเราเจอคำถามแนวนี้อีก โอกาสน้อยมากครับ ที่เราจะทำผิดอีก

%d bloggers like this: