วางแผนและเริ่มเตรียมตัวสอบ CFA Level 3 ตั้งแต่เนิ่นๆ

สวัสดีครับ… ในช่วงสองเดือนมานี้ นอกจากผมจะอัดวิดีโอขึ้นบล๊อคแล้ว
ก็แทบไม่ได้อัพเดตบล๊อคด้วยวิธีการเขียนเลยนะครับ จะว่าไปก็เพราะพออัดวิดีโอแล้วผมก็ค่อนข้างจะติด
เพราะว่ากันตามตรง การเล่าเรื่องด้วยวิดีโอจะค่อนข้างง่ายกับผมมากกว่า โดยเฉพาะในแง่ของการเตรียมตัว
เพราะในการอัดวิดีโอ ผมแค่มีหัวข้อหรือ keyword หลักๆ ร่างไว้ แล้วก็พูด + เขียนไปสดๆ ได้เลย

การอัดวิดีโอจะมีข้อเสียอยู่บ้างก็คือ ไฟล์ที่จะใช้ upload ขึ้น youtube นั้นจะมีความยาวได้จำกัดแค่คลิปละ 15 นาที
ดังนั้น ผมต้องพยายามวางเนื้อหาที่จะพูดให้พอดีกับเวลาที่มี และหลายๆ ครั้ง พออัดเสร็จ ผมก็มักจะคิดขึ้นมาได้ว่า
อยากจะเพิ่มเนื้อหา ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ซึ่งถ้าขยันหน่อย ก็ยอมเหนื่อยอัดใหม่อีกครั้ง
แต่หลายๆ ครั้ง ถ้าไม่สำคัญจริงๆ ก็มักจะต้องปล่อยผ่าน เพราะว่ามันเหนื่อยเหมือนกันที่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด
มาวันนี้มีโอกาส + รู้สึกอยากจะเขียนอีกครั้ง ก็จะขอคั่นเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ กลับมาเป็นการเขียนซะหน่อยนะครับ
.

เข้าเรื่องการสอบ CFA Level 3

พูดถึงการสอบ CFA Level 3 ของผม ก็เป็นเวลาร่วม 2 เดือนแล้วเช่นกันครับ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย
ไม่น่าเชื่อว่า การสมัครสอบแต่เนิ่นๆ (ก่อนสอบจริงร่วมปี) มันก็มาพร้อมกับข้อเสียคือ “ความชะล่าใจ” + “ความขี้เกียจ
จริงๆ แล้วผมตั้งใจจะเริ่ม Kick-off การอ่านแบบจริงๆ จังๆ มาสองรอบแล้ว คือ ต้นเดือน ส.ค. รอบนึง แล้วก็ต้นเดือน ก.ย. อีกรอบ
แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองครั้ง ด้วยเหตุผลสารพัดที่ยกขึ้นมาอ้างกับตัวเอง…

แต่วันนี้ไม่ไหวแล้วครับ วันนี้ (19 ก.ย. 53) ผมขอประกาศกับตัวเอง และเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านบล๊อคทุกท่านว่า นับตั้งแต่วันนี้ไป
ผมจะเริ่มเตรียมตัวสอบ CFA Level 3 อย่างจริงจัง เพื่อที่จะสามารถสอบผ่านในเดือน มิ.ย. 54 ให้จงได้
ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสนี้ แชร์สิ่งที่ผมได้เริ่มเตรียมตัวไปแล้ว ให้กับเพื่อนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมบล๊อคทุกท่าน
เผื่อว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับตัวเพื่อนๆ เอง ซึ่งผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่แค่ประยุกต์ใช้กับการสอบ CFA ได้
แต่น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอบ หรือการเตรียมตัวในเรื่องอื่นๆ ได้เช่นกันครับ
.

ปัจจัยที่จะทำให้สอบผ่าน

สำหรับผม ในการสอบ CFA ทุกระดับ ผมถือว่า “ทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องอื่นๆ
เพราะจากที่สอบมา 2 Level ผมเชื่อว่า เนื้อหาที่สอบนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินจะเรียนรู้
เวลาที่ได้คุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สอบ CFA ด้วยกัน ผมพบว่ามันเป็นเพราะทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจต่างหาก
ที่เป็นปัจจัยกำหนดว่าเราจะสอบผ่านหรือไม่

หลายๆ คนที่ผมได้คุยด้วย ส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่มั่นใจบ้าง มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับการสอบบ้าง
หรือเลวร้ายไปกว่านั้น คือมีทัศนคติที่ไม่ดีกับตัวเองและการเตรียมตัวของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก…
เพราะเมื่อตัวเราเอง ไม่เชื่อในฝีมือและความสามารถของตัวเอง จิตใต้สำนึกก็จะทำงานอยู่ลับๆ
และคอยผลักดันให้เรามุ่งไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง กลายเป็นความท้อถอย เป็นความไม่ต่อเนื่อง จนกลายเป็นความสิ้นหวังและไม่มั่นใจ

วิธีการสร้างทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจที่ผมใช้กับตัวเองก็คือ “การถามคำถาม” กับตัวเอง
ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นมีความสำคัญหรือไม่ ? สิ่งนั้นจะสร้างคุณค่าให้ชีวิตหรือไม่ ? สิ่งนั้นจะทำให้เราเดินทางเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้นหรือไม่ ?
สิ่งนั้นช่วยให้เราเติมเต็มความฝันได้หรือไม่ ? สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อเราและคนที่รักเราหรือไม่ ? ฯลฯ
ถ้าคำตอบของทุกคำถามข้างต้นนั้นคือคำว่า “ใช่” แสดงว่าเป้าหมายนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องตั้งใจทำให้สำเร็จ…

ทุกๆ ครั้งที่ตอบว่า “ใช่” ผมจะรู้สึกถึงพลังเชิงบวก และความมุ่งมั่นตั้งใจที่เพิ่มขึ้น
และเมื่อเน้นย้ำกับตัวเองบ่อยๆ เข้า มันก็กลายเป็นพลังใจ ผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะมุ่งไปยังเป้าหมายนั้น
และถ้า “ความคิดที่ถูกต้อง” ผนวกรวมเข้ากับ “การกระทำที่ถูกต้อง” ด้วยแล้ว เราจะรู้สึกมั่นใจขึ้นทุกขณะ
ความรู้สึกมั่นใจนั่นล่ะ จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้สำเร็จจริงๆ (ซึ่งในที่นี้ก็คือการสอบ CFA)

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง และในเป้าหมายที่จะทำแล้ว
มันคงไม่แปลกที่เมื่อมีใครมาถามเราว่า “เรามั่นใจแค่ไหนว่าจะสอบผ่าน ?”
แล้วเราจะตอบออกไปได้อย่างเต็มปากว่า “มั่นใจสุดๆ” …
ถ้ามาถึงจุดนี้เมื่อไหร่ ผมเชื่ออย่างยิ่งครับว่า เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายมากกว่าที่คิด
.

วางแผนเรื่องเวลาให้ดี ถ้าเวลาไม่พอ อย่าสมัครสอบ!

เมื่อสร้างทัศนคติที่ถูกต้องได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง คือลงมือวางแผนอย่างมีเหตุมีผล
อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นว่า ความคิดที่ถูกต้อง ต้องมีการกระทำที่ถูกต้องควบคู่ไปด้วย
การ “มีใจ” หรือ “มีไฟ” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เราสอบผ่านครับ ต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ด้วย
และปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมตัวสอบ CFA ก็คือ “เวลา” ซึ่งในที่นี้ผมหมายถึง
วลาว่างที่เราจะยอมสละเพื่อมาใช้เตรียมตัวสอบได้จริงๆ” และผมขอเน้นคำว่า “สละ” นะครับ
เพราะโดยปกติ ถ้าไม่สอบ CFA เราก็จะมีกิจกรรมอย่างอื่นทำอยู่แล้ว
และผมพนันได้ว่า กิจกรรมอย่างอื่นนั้นสนุกกว่าการเตรียมตัวสอบ CFA แน่ๆ ดังนั้นในการวางแผนเรื่องเวลา
ควรจะต้องดูจริงๆ ว่าเราจะสละเวลามาได้มากแค่ไหน ที่สำคัญคือ ต่อเนื่องแค่ไหนด้วย
(ขอกระซิบบอกนิดหน่อยว่า ช่วงเวลาในการเตรียมตัวสอบนั้น มันอาจจะทรมานบ้างนะครับ
สำหรับผมตอนสอบ Level 2 นั้น ผมแทบจะตัดขาดตัวเองออกจากสังคมเลยทีเดียว
อะไรที่อยากทำก็ไม่ได้ทำ อยากไปกินอะไรก็ไม่ได้ไป… ไม่รู้ว่าทรมานตัวเองเกินไปรึเปล่า
แต่ผมเชื่อว่า ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้อยู่แค่คนเดียวครับ)

โดยปกติในการเตรียมตัวสอบ CFA นั้น ผู้ที่สอบผ่านจะใช้เวลาในการเตรียมตัวสอบตั้งแต่ 250 ถึง 300 ชั่วโมง
ซึ่งตัวเลขนี้สำคัญจริงๆ ครับ ไม่อยากให้คิดว่า “เค้าแค่ตั้งขึ้นมาขู่เฉยๆ” แล้วก็ไม่อยากให้คิดด้วยว่า
พื้นฐานดีอย่างเรา น่าจะใช้เวลาน้อยกว่านั้นได้” เพราะสุดท้ายเมื่ออ่านไป เราจะต้องไปเจอเรื่องที่ยากเข้าสักเรื่อง
และอาจจะต้องเสียเวลากับมันมากกว่าที่คิด

การวางแผนด้านเวลา ผมอยากให้เราวางแผนกันแบบ conservative ที่สุด คือมองในแง่ร้ายไว้ก่อนว่า
ถ้าเผื่อเรางานยุ่ง ถ้าเผื่อแฟนเราไม่เข้าใจ ถ้าเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรก็ตาม เราจะมีเวลาขนาดไหน
ถ้าคิดเผื่อเรื่องร้ายๆ แล้ว ยังมีเวลาพอ 250-300 ชั่วโมง ผมก็คิดว่าโอเคที่เราจะสมัครสอบได้
และการวางแผนแบบระมัดระวังไว้ก่อน มันจะช่วยเราได้มาก ถ้าเผื่อบังเอิญว่า เราเตรียมตัวได้ดีกว่าที่คิด
เพราะนั่นหมายถึง เราจะมีเวลาให้ฝึกฝนมากขึ้น + เราจะเครียดน้อยลง
และจากประสบการณ์ (ที่ไม่เยอะเท่าไหร่ของผม) ผมรู้สึกว่า เวลาเราวางแผนไว้แบบเป็นระบบและระมัดระวัง
สิ่งที่เราทำได้จริง มักจะทำได้ดีกว่าแผนเสมอ… และเราก็จะ happy ทุกครั้ง ที่ทำได้เช่นนั้น

สำหรับผมนั้น ในการสอบครั้งนี้นั้น ผมเชื่อว่าผมจะมีเวลาที่เพียงพอ เพราะถ้านับวันนี้เป็นวันเริ่มต้นแล้ว
ผมจะยังมีเวลาเหลือให้เตรียมตัวอีกประมาณ 260 วัน ซึ่งผมได้แบ่งการเตรียมตัวออกเป็นสองช่วง
ตามตารางต่อไปนี้…

ช่วงแรกของการเตรียมตัวจะนับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน ม.ค. 54 ซึ่งเป็นช่วงที่ผมจะค่อยๆ อ่านไปแบบไม่เร่งรีบนัก
เพราะแม้อยากจะรีบ ผมก็พยายามคิดถึงความเป็นจริงว่า “ไฟยังไม่ลนก้น” ถ้าตั้งเป้าไว้สูง ไม่น่าจะทำได้
จากตาราง ในวันทำงาน ผมจะแบ่งเวลามาอ่าน CFA วันละประมาณครึ่งชั่วโมง และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์อ่านวันละ 2 ชั่วโมง
ซึ่งผมคิดว่าเป็นตารางที่เบาๆ น่าจะพอทำได้ต่อเนื่อง

ในช่วงที่สองคือตั้งแต่เดือน ก.พ. ไปจนถึง พ.ค. หรือก่อนสอบ ผมก็ค่อยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นมา
คืออ่านมากขึ้นกว่าเดิมเป็น 2 เท่า (วันทำงานอ่านวันละ 1 ชม. วันหยุดอ่านวันละ 4 ชม.)
ซึ่งถ้าผมทำได้ตามที่วางแผนไว้ทั้งหมด ผมน่าจะสามารถใช้เวลาให้กับการเตรียมตัวสอบ CFA ได้ถึง 355 ชั่วโมง
และในกรณีฉุกเฉิน ผมก็คิดว่า น่าจะสามารถเพิ่มเวลาการอ่านได้อีกเล็กน้อย
.

เตรียมแนวทางปฏิบัติให้พร้อมและสอดคล้องกับความพอใจของตัวเอง

เมื่อทัศนคติพร้อม เวลาพร้อม ขั้นตอนต่อไปก็คือเรื่องของวิธีการครับ
ในส่วนนี้นั้น ผมคงจะเน้นพูดถึงวิธีการของผมเป็นหลัก เพราะแต่ละคนก็มีความถนัดและความพอใจที่ต่างกันออกไป
อย่างแค่เรื่องหนังสือ บางคนก็ไม่ยอมอ่าน Curriculum เอาซะเลย เพราะเห็นว่า Study Notes ทำได้กระชับกว่า
บางคนก็ไม่ยอมอ่าน Study Notes เพราะเห็นว่าเนื้อหาใน Curriculum ก็ครบดี ไม่อยากเปลืองตังค์ไปกับสื่ออื่นอีก
(แถม curriculum มีอะไรนอกเรื่อง ทำให้ได้รู้ความเป็นไปในประวัติศาสตร์การเงินโลกเยอะดีด้วย)

แนวทางในการเตรียมตัวของผมก็จะมีดังนี้ครับ

  • เน้นศึกษาจาก CFA Curriculum เป็นหลัก (เพราะไม่มี Study Notes
    และจากประสบการณ์ 2 Level ที่ผ่านมา ก็ผ่านมาได้โดยใช้ Curriculum เพียงอย่างเดียว)

    .
  • ในช่วงแรก เน้นศึกษาหัวข้อที่ชอบก่อน เพราะไฟยังไม่ลนก้น จึงอยากเริ่มอ่านจากสิ่งที่สนใจ
    เพราะน่าจะทำให้มีกำลังใจอ่านได้มากกว่าการบังคับตัวเอง ให้อ่านหัวข้อที่ไม่ค่อยชอบ
    (ไว้ไฟล้นก้นแล้วค่อยอ่านหัวข้อยากๆ ที่ไม่ชอบ)

    .
  • พยายามอ่านทุก Reading ให้ได้อย่างน้อย 2 รอบ
    โดยแต่ละรอบให้ห่างกันเล็กน้อย เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการทำซ้ำ (repetition)
    (ถ้าสองรอบอ่านในเวลาใกล้กันมาก จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ครับ ต้องปล่อยให้ลืมๆ ไปก่อนเล็กน้อย)

    .
  • ถ้า Reading ไหนมีโจทย์ ต้องพยายามทำโจทย์ให้ครบ และทำอย่างเข้าใจ ไม่ใช่ทำเร็วเน้นเอาเสร็จเป็นพอ
    .
  • ทำ Summary Note ทุก Reading ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน
    (ตอนสอบ Level 2 เพิ่งจะมาทำทีหลัง แล้วใช้ประโยชน์ได้เยอะ ครั้งนี้ เลยคิดว่าควรจะทำตั้งแต่ครั้งแรกเลย)

    .
  • ก่อนสอบครึ่งเดือนจะต้องทำสิ่งเหล่านี้- อ่าน Summary Note ทั้งหมดของตัวเอง
    - ทำ Mock Exam (ข้อสอบจำลองเหมือนจริง ที่ CFA Institute มีให้)
    - ตะลุยโจทย์ข้อที่เคยผิด ทั้งใน Curriculum และใน Mock Exam
    .

และนั่นก็เป็นวิธีการคร่าวๆ ที่ผมวางแผนไว้ว่าจะทำ (จริงๆ ได้ทดลองทำไปแล้วบ้างครับ คิดว่าโอเคเลยทีเดียว)
สำหรับ Summary Note ของตัวเอง ผม recommend ว่าควรทำมากๆ เลยครับ
ใช้ทบทวนและไว้อ่านก่อนสอบได้ดีมั๊กๆ
.

หมั่นประเมินความคืบหน้าของตัวเองเสมอ

เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ เมื่อเรามีวิธีการที่ดีแล้ว เราต้องหมั่นประเมินความก้าวหน้าของตัวเองอยู่เสมอด้วย
เพราะเมื่อเราเตรียมตัวไปสักพัก อาจจะเกิดอาการเคว้งๆ สับสนว่าเราเดินทางไปถึงไหนแล้ว ?
ยังอ่อนหัวข้อไหนอยู่ ? จะเตรียมตัวทันหรือไม่ ? อะไรบ้างที่วางแผนว่าจะทำแล้วยังไม่ได้ทำ ?
หรือแม้กระทั่งจะทิ้งหัวข้อไหนดี ?

สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงมันเป็นส่วนหนึ่งของการให้ Feedback กับตัวเอง ซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในโพสที่ชื่อว่า “เครื่องมือสร้างวินัยของผม
การที่เรารู้จักตัวเอง เห็นความก้าวหน้าของตัวเอง จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีแรงที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป
เพราะอย่างน้อยก็เห็นกับตาตัวเองแล้ว ว่าที่ผ่านมา เรากำลังทำได้ดีขึ้น


(คลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย
)

ตารางข้างต้นนี้ เป็นตารางง่ายๆ ที่ผมทำขึ้นมาเพื่อใช้ประเมินความคืบหน้าของตัวเอง ในการเตรียมตัวสอบ CFA ในทุกๆ ครั้ง
สำหรับผมแล้ว ตารางนี้ เป็นตารางที่ทำให้ผมได้เห็นภาพใหญ่ ในการเตรียมสอบ CFA ของผม
ผมไม่รู้จะอธิบายให้ convincing ยังไง แต่ตารางแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้ผมสามารถทำหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ได้ต่อเนื่อง
หัวใจหลักของมันคือการเป็นเครื่องมือในการสร้างความ “ต่อเนื่อง” ให้กับกิจกรรมที่ผมใส่ใจ
ทุกๆ วันที่ผมทำอะไรแล้วมีตารางแบบนี้กำกับอยู่ ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ เวลาที่ได้ update มัน
เวลาที่ได้เห็นว่า “เฮ้ย เรามาใกล้เป้าหมายอีกขั้นนึงแล้วนะ” บางทีก็มองมันเป็นเหมือนเกมส์
ที่ผมต้องเติมช่องว่างทั้งหมดให้เต็มให้ได้… ซึ่งผมว่ามันก็เป็นวิธีการผลักดันตัวเองที่ดี ที่อยากให้ลองใช้กันดูนะครับ

ขออธิบายนิดหน่อยก็แล้วกันนะครับ ก่อนอื่น อยากให้กดที่รูปเพื่อขยายตารางขึ้นมาก่อนนะครับ
ตารางนี้ผมออกแบบให้มันสอดคล้อง (align) กับกลยุทธ์ (strategy) ในการเตรียมตัวสอบของผม
จะเห็นว่ามีคอลัมน์ต่างๆ ดังนี้

  • % Complete ซึ่งหมายถึงว่า ผมได้อ่าน Reading ทั้งหมดไปมากแค่ไหนแล้ว
    .
  • % Understanding ซึ่งเป็นช่องที่ผมเอาไว้ประเมินตัวเองว่า ผมมีความเข้าใจในเรื่องนั้น
    มากแค่ไหนแล้ว ซึ่งผมคิดว่า ถ้าผมเข้าใจได้ 80% ขึ้นไป ก็น่าจะมีโอกาสสูงที่จะสอบผ่าน
    .
  • Summary Note เป็นช่องที่เอาไว้เช็คว่า ผมได้ทำ Note สรุปไว้อ่านรึยัง ถ้าทำแล้วก็จะเขียนว่า OK ครับ
    .
  • Date Complete #1 และ #2 เป็นช่องเอาไว้ลงวันที่ที่ผมอ่านหัวข้อนั้นจบครับ
    ที่ทำไว้สองช่องก็เพราะตั้งใจจะอ่านให้ได้อย่างน้อย Reading ละ 2 รอบ
    .

นอกจากนั้นในแถวล่างสุด ก็จะมีตัวเลขสรุปความคืบหน้าในด้านต่างๆ ไว้ด้วยครับ
หน้าที่ของผม ก็ไม่มีอะไรมากครับ แต่เติมข้อความลงในช่องว่างให้ครบทุกช่อง และช่องที่เป็นตัวเลขต้องได้ 80% ขึ้นไป
แต่ละวันผมก็ค่อยๆ เติมไป ผมเชื่อว่าเผลอแว๊บเดียว ก็มีสิทธิ์เต็มได้ครับ
ซึ่งถ้าเติมช่องว่างจนเต็มแล้วยังสอบไม่ผ่านเนี่ย ก็ถือซะว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้เลยครับ ต้องอย่าลืมว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
แต่ผมเชื่ออย่างแรงกล้านะครับ ว่าธรรมชาติมีรางวัลให้กับความมุ่งมั่นตั้งใจเสมอ ^_^

CFA D-Day บรรยากาศวันสอบจริง 6 Dec 09

เมื่อวานนี้ (6 ธ.ค. 52) เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง สำหรับผมและเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อีกหลายคน
เมื่อวานนี้คือวันสอบ CFA ครั้งที่ 2 (และเป็นครั้งสุดท้าย) ของปี 2009 นี้
เลยจะขอเก็บบรรยากาศมาเล่าผ่านตัวอักษรให้เพื่อนๆ ฟัง
บวกกับจะขอแชร์ความรู้สึกส่วนตัวในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการสอบให้ฟังด้วยนะครับ
.

กำหนดการสอบ CFA

ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่องกำหนดการสอบ CFA ก่อนนะครับ
การสอบ CFA เนี่ย จะจัดสอบในช่วงเวลาเดียวกันในศูนย์สอบทั่วโลก
อาจจะเหลื่อมล้ำกันบ้างตามเวลาที่แต่ละประเทศ เวลาไม่ตรงกัน
แต่ใน 1 ปีนั้น จะมีการจัดสอบ ทั้งสิ้น 2 ครั้ง (เท่านั้นเอง) โดยทั้งสองครั้งนั้นจะจัดสอบในช่วง

  • เดือน มิ.ย. มีการสอบ CFA Level 1, 2 และ 3 จัดสอบพร้อมกัน
  • เดือน ธ.ค. มีการสอบเฉพาะ CFA Level 1 เท่านั้น

ดังนั้น หากท่านใดต้องการจะสอบ CFA ให้ครบทั้ง 3 Level
(โดยสมมติว่าไม่สอบตกเลย และไม่รวมเวลาเตรียมตัวก่อนสอบครั้งแรก ซึ่งแต่ละคนอาจใช้ไม่เท่ากัน)
จะใช้เวลาสั้นที่สุด 2 ปีครึ่ง คือ เริ่มสอบ L1 เดือน ธันวา, L2 เดือน มิ.ย. ปีถัดไป, L3 เดือน มิ.ย. ปีถัดไป
แต่ถ้าเริ่มสอบ L1 เดือน มิ.ย. ก็จะใช้เวลายาวถึง 3 ปี เลยทีเดียวครับ
.

ความรู้สึกก่อนสอบ

ความรู้สึกก่อนสอบ อันนี้หมายถึงความรู้สึกช่วง 1 สัปดาห์ก่อนสอบจนถึงตอนที่อยู่หน้าห้องสอบนะครับ
ผมเชื่อว่าแต่ละคนรู้สึกไม่เหมือนกัน สำหรับผม 1 สัปดาห์ก่อนสอบ เป็นช่วงเวลาที่เครียดมาก
เพราะอ่านเนื้อหาจบแล้ว แต่ยังไม่ได้เน้นทำโจทย์เท่าไหร่ แต่พอเมื่อได้ทำโจทย์ ได้เริ่มเห็นคะแนนของตัวเอง
จากการฝึก ก็เริ่มอุ่นใจขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมาถึงหน้าห้องสอบ ผมแทบไม่มีอาการประหม่า หรือกังวลอะไรเลย

แต่สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆ คนที่ผมได้สอบถาม และสังเกตเห็น ส่วนใหญ่ ความเครียด
ความกังวลก็ยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะตอนที่อยู่หน้าห้องสอบ (ใกล้ได้เวลาเชือดเต็มที)
ได้คุยกับบางท่าน ก็ยังไม่รู้สึกว่าเค้ามีสัญญาณมั่นใจว่าจะสอบได้ ซึ่งผมคิดว่าสัญญาณนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ถ้าก่อนสอบ กำลังใจเรายังไม่ดี ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ ผลสอบเราก็ค่อนข้างจะก้ำกึ่งแล้วครับ

ผมได้คุยกับเพื่อนที่เค้าสอบ Lv1 มาหลายรอบแล้ว เค้าบอกส่วนใหญ่วันนี้ก็เจอเพื่อนๆ หน้าคุ้นๆ
ที่ร่วมผจญภัย (สอบ) กันมาหลายครั้งแล้ว เลยทำให้รู้สึกว่า ทุกๆ คนอึดกันมาก ในการตามล่าความฝันนี้
ถ้ามีโอกาสผมจะได้เขียนถึง วิธีการ และเทคนิคในการเตรียมตัวสอบ CFA ในวิธีของผมอีกครั้งหนึ่ง
เผื่อว่าจะสามารถเป็นแนวทางให้กับนักล่าฝัน ท่านอื่นๆ ได้นะครับ
.

สถานที่สอบ

สำหรับศูนย์สอบ CFA ในประเทศไทยนั้น จะมีการสอบที่ Bangkok Convention Center
ตั้งอยู่ที่บริเวณ ชั้น 5 ของตึก Central ลาดพร้าวครับ ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นทำเลที่ดีมากเลยครับ
เพราะไกล้ที่พักของผมมาก นั่งรถเมล์สายเดียวประมาณ 10 นาทีก็ถึง 55+
สำหรับท่านอื่น ผมก็คิดว่าสะดวกไม่แพ้กัน เพราะมี MRT วิ่งมาถึง อาจจะเดินไกลนิดนึง

เมื่อไปถึงสถานที่สอบ ก็จะมีการจัดจุดรับฝากของไว้ให้กับผู้เข้าสอบ
การรับฝากของสำคัญมากครับ เพราะในการสอบนั้น มีข้อห้ามเยอะมาก ว่าห้ามนำอะไรเข้าบ้าง
ครั้นถ้าจะบอกว่า ห้ามเอาอะไรเข้าบ้าง คงจะต้องเขียนเป็นหน้าๆ
ผมขอกล่าวถึง ของที่เอาเข้าห้องสอบได้จะดีกว่านะครับ สิ่งที่นำเข้าห้องสอบได้ ได้แก่

  • Exam Ticket ซึ่งทุกคนต้องปริ้นมาจากบ้าน ข้ามเขียนอะไรลงไปเด็ดขาด
  • ดินสอ กบเหลาดินสอ ต้องแกะ packaging ออกให้หมด (ห้ามปากกา สำหรับ LV1)
  • เครื่องคิดเลขรุ่นที่ระบุเท่านั้น
  • เอกสารยืนยันตัวตนเช่น ID Card, Passport
  • กระเป๋าตังค์ เอาเข้าได้ แต่ต้องใส่ไว้ในกระเป๋า หรือวางไว้ที่พื้น
  • เครื่องใช้ส่วนตัวเช่น ยา กระดาษทิชชู่

นอกนั้นต้องฝากไว้หมดครับ มือถือแม้จะปิดเครื่องแล้ว ก็ต้องฝากไว้ข้างนอก
ซองใส่เครื่องเขียน ต้องถอดออก เอาเข้าไม่ได้ แม้จะเป็นซองใสๆ ก็ตาม

เมื่อฝากของเสร็จ และได้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงก่อนเริ่มสอบ เราก็จะถูกเรียกให้เข้าห้องสอบ
ซึ่งจะจัดเป็นโต๊ะยาวที่นั่งได้สองคน หลายๆ โต๊ะ แบ่งเป็น Section เรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่ครับ
ในนี้ล่ะที่เราจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงเต็ม รีดเร้นเอาความรู้ ที่สะสมมา แสดงฝีมือกันให้สุด
.
ผู้เข้าสอบ + ผู้คุมสอบ

จากที่ผมประมาณด้วยการนับคร่าวๆ วันนี้มีผู้เข้าสอบประมาณ 300 คนได้ (เป็น Level 1 ทั้งหมดครับ)
สัดส่วนระหว่างชาย-หญิง ผมกะไม่ถูกจริงๆ แต่คิดว่าน่าจะครึ่งต่อครึ่งได้
เรื่องอายุนั้น ส่วนใหญ่ผู้เข้าสอบยังดูอายุน้อย น่าจะอยู่ในช่วง 22 – 30 ปี ซะเป็นส่วนใหญ่
แต่ก็มีพี่ๆ ที่น่าจะเกิน 30 แล้วบางส่วน รวมถึงชาวต่างชาติก็มีจำนวนหนึ่งครับ ถ้าเป็นชาวต่างชาติ
ส่วนใหญ่ก็จะดูมีอายุแล้ว

สำหรับผู้คุมสอบ หรือ Procter ของเรา ต้องบอกว่าสัดส่วนของ Procter กับผู้สอบ สูงมากครับ
คร่าวๆ นะครับ ในที่นั่ง 1 Section จะมีผู้สอบประมาณ 40-50 คน แต่มีผู้คุมสอบถึง 4 คน
แล้วแต่ละท่านก็จะเดินไปเดินมา คอยดูพวกเราตลอดเลย เรียกว่าใครจะทุจริตอะไรเนี่ย ต้องคิดหนักเหมือนกัน
ตั้งแต่เข้าสอบ เราก็ต้องถูกตรวจสอบเครื่องคิดเลข ถูก reset เครื่องคิดเลขก่อน
ใครที่จะเม็มอะไรเข้าไปก็คงจะทำไม่ได้นะครับ (แต่มันก็ไม่มีอะไรให้เม็มเท่าไหร่นะ)

อ้อ… ผู้คุมสอบของเรา เป็นคนต่างชาติซะเกินครึ่งนะครับ ทั้งผิวขาว ผิวดำ ที่เหลือก็จะเป็นคนไทย
จะเห็นว่า CFA เป็นการสอบที่ค่อนข้างเป็นสากลจริงๆ เพราะตั้งแต่เข้าไป
เราจะแทบไม่ได้ยินคำอธิบายเป็นภาษาไทยเลยครับ ดังนั้น สำคัญมาก ที่เราควรศึกษากฏระเบียบไปก่อน
.

กฏระเบียบที่สำคัญที่ห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด

ผมจะขอพูดถึงกฏสำคัญเล็กน้อยนะครับ เพราะถ้าใครฝ่าฝืนกฏพวกนี้ โทษค่อนข้างร้ายแรงมาก

  • ถ้า Procter ยังไม่บอกให้เปิดข้อสอบ ห้ามเปิดเด็ดขาด
  • ห้ามหันซ้ายหันขวา และพูดคุยกับคนอื่นระหว่างสอบเด็ดขาด
  • ห้ามยืมเครื่องเขียน เครื่องคิดเลข
  • ก่อนหมดเวลาสอบ 30 นาที ห้ามลุกออกจากที่นั่ง
  • เมื่อ Procter บอกว่าหมดเวลา ต้องวางดินสอทันที ห้ามเขียนต่อเด็ดขาด

มีกรณีศึกษาที่ได้ทราบมาหลายกรณี เช่นระหว่างทำข้อสอบ มีผู้เข้าสอบชะเง้อดู
อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจไม่ทราบ แต่มีลักษณะที่เหมือนกับพยายามลอกข้อสอบ
ผลสอบในครั้งนั้นก็โดน Void หรือยกเลิกทันที

เช่นกัน สำหรับกฏข้อสุดท้ายที่ว่าถ้าหมดเวลาแล้วห้ามเขียนต่อ อันนี้ก็สำคัญมากนะครับ
ปกติคนไทยชอบคิดว่า หยวนๆ ขอกาเดาให้ครบก่อน ทำอย่างนี้ไม่ได้เลยนะครับ
ถ้าทำผลสอบในครั้งนั้นก็จะโดน Void ทันทีเช่นกัน

ผลต่อเนื่องจากการพยายามทำผิดกฏ หรือพยายามโกงการสอบ อาจจะลากยาวไปถึง
การตัดสิทธิ์สอบ CFA ซึ่งก็ค่อนข้างจะมีผลรุนแรง สำหรับคนที่ต้องการก้าวหน้าในโลกการเงิน
โดยใช้ CFA Designation เป็นใบเบิกทาง
.

ความรู้สึกหลังสอบ

สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกสบายใจนะครับ รู้สึกว่าได้ปลดเปลื้องภาระหนักออกไปอีกหนึ่งอย่าง
และจากที่ลองคำนวณคะแนนดูแล้ว ก็คิดว่าการสอบครั้งนี้ ผมน่าจะสามารถผ่านได้ด้วยดี
จะเหนื่อยบ้างก็เป็นการเหนื่อยกาย เพราะการสอบกินเวลานานมาก มากกว่าการสอบ TOEFL, GMAT ที่ผมเคยสอบ
และส่วนใหญ่ที่ถามจากหลายๆ ท่าน ก็จะบ่นกันว่า ข้อสอบตอนบ่ายยากกว่าตอนเช้า
แต่ผมกลับรู้สึกว่า ข้อสอบมันไม่ได้ยากขึ้นนะครับ มันก็ยากเท่าเดิม แต่แรงของพวกเรามันลดลงไปมากต่างหาก
ต่อไปผมจะขอรวบรวมคำบ่นที่ผมได้ยินได้ฟังมานะครับ เผื่อจะเป็นแนวคิดเตือนใจ
สำหรับใครที่กำลังจะสอบในรอบต่อๆ ไป
.

  • โถ่เว้ยยยยยย….. ไม่น่าอ่านลึกเกินไปเล้ยยยยยย
    เสียดายที่มัวแต่ไปอ่านประเด็นเล็กน้อย ปลีกย่อย ทุ่มเวลาให้ซะเยอะ
    พอออกมาจริง มันง่ายกว่าที่คิด… แต่ ….. จำไม่ได้โว้ยยยยย

    .
  • ทำไมชั้นไม่ทำโจทย์มาให้มากกว่านี้นะ ข้อสอบออกเหมือนโจทย์ที่ฝึกเลย
    แถมมีบางข้อยังออกเหมือนกับ Mock Exam (ข้อสอบฝึกหัดเหมือนจริง) เด๊ะ
    ทำไมไม่ยอมทำ ไม่ยอมใส่ใจน๊า

    .
  • กลัววิชาบัญชีมากกกกกกกกกก เลยอ่านบัญชีซะเยอะ
    ที่ไหนได้ ออกมาก็ไม่ยากเท่าไหร่ แต่วิชาอื่นน่ะสิ ทำไม่ได้เลย T_T

    .
  • ครั้งหน้า… ผ่านชัวร์

.
เมื่อเทียบกับข้อสอบ CISA 1 ที่ผมเคยสอบ มีสิ่งที่ไม่น่าเชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ
ผม (และเพื่อนบางท่าน) กลับรู้สึกว่า สอบ CFA ค่อนข้างจะง่ายกว่า
โดยเฉพาะถ้าเราสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้คล่องหน่อย
เนื่องจากข้อสอบ CFA นั้น ทั้งชุด มีจำนวนข้อน้อยกว่าการสอบ CISA ทั้ง 4 Modules
ส่งผลให้ แนวทางในการออกข้อสอบ CFA นั้น จะเน้นถามไปที่ concept + การคำนวณหลักๆ
ประมาณว่า ออกเยอะมากไม่ได้ เพราะจำนวนข้อที่ถามได้มีจำกัด (6 ชั่วโมง 240 ข้อ 10 วิชา)
อีกทั้งการสอบ CFA นั้น เราสามารถหาโจทย์ มาฝึกซ้อมได้ง่ายกว่าการสอบ CISA มาก
โดยรวม เลยทำให้รู้สึกว่าการเตรียมตัวสอบ CFA นั้นง่ายกว่า CISA พอสมควรเลยครับ
(เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ)
.

สุดท้ายก่อนจะจบโพสนี้ ผมก็ขออวยพรให้กับผู้ที่เข้าสอบ CFA ในรอบนี้ทุกท่านนะครับ
สำหรับผลสอบที่จะออกประมาณเดือนมกราคมนี้ ก็ขอให้ทุกท่านได้รับผลสอบที่ดี
ขอให้ผลสอบออกมาเหมาะสมกับเหตุที่ท่านได้เตรียมไว้ดีแล้ว
ถ้าผลออกมาไม่ดีก็ขอให้ยอมรับมันได้ และลองมาคิดวิเคราะห์ดูครับ ว่าเราผิดพลาดตรงไหน จะได้แก้ไขกันต่อไปครับ

CFA ท่าจะแย่ : อีก 2 เดือนครึ่งเท่านั้น

.
สวัสดีทุกท่านครับ…

ผมไม่ได้เขียนบล๊อคไปนานร่วมอาทิตย์นึงเต็มๆ เพราะว่ากลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัด
อาศัยเวลาประมาณสัปดาห์นึง พักผ่อนจากภาระงานที่ค่อนข้างวุ่นวายที่นี่
ได้กลับไปกินกับข้าวฝีมือแม่ กลับไปสูดอากาศดีๆ อยู่แบบเงียบๆ

วันนี้ได้เวลาที่ต้องกลับมาฟิตอีกครั้งแล้วครับ เวลาก็บีบเข้ามาทุกทีแล้ว
ผมชักจะรู้สึกว่า ผมทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกันมากเกินไปรึเปล่า
ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ผมจะต้องสอบ TOEFL, GMAT, CFP,
ต้องไปดูงานจากที่เคยได้รับรางวัลตอนแข่ง YRC ที่ประเทศเซี่ยงไฮ้,
ต้องเขียนจดหมายสมัครเรียน, ติดต่ออาจารย์เพื่อรบกวนให้ท่านเขียน Letter of Recommendation ให้
พอผมวางตารางเวลาแบบละเอียดแล้วมันรู้สึกเหนื่อยๆ แล้วก็ท้อยังไงก็ไม่รู้ครับ
แต่ยังไงซะ เมื่อตัดสินใจทำไปแล้ว ผมคงต้องทำมันต่อไปให้ดีที่สุด

วันนี้ผมตัดสินใจเริ่มวางแผนและอ่านหนังสือเตรียมสอบ CFA เป็นวันแรก
หลังจากที่ สมัครสอบ และ ได้รับ curriculum ตั้งแต่เมื่อ ต้นเดือน สิงหาคม ที่ผ่านมา
ก็เลยมีอะไรมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติม เกี่ยวกับการสอบ CFA ที่ผมคิดว่าสำคัญ และยังไม่ได้พูดถึงในโพสเก่าๆ
.

เวลาสอบ จำนวนข้อสอบ และ ลักษณะข้อสอบ

การสอบ CFA Level 1 จะสอบเสร็จภายใน 1 วันครับ โดยแบ่งการสอบออกเป็น 2 ช่วง
คือช่วงเช้า และ ช่วงบ่าย ช่วงละ 2 ชั่วโมง โดยจะมีพักเที่ยงให้ 2 ชั่วโมง
ข้อสอบมีทั้งหมด 240 ข้อ และเช่นกันครับ แบ่งออกเป็นช่วงละ 120 ข้อ
โดยเฉลี่ยแล้ว เราจะมีเวลาทำข้อสอบแต่ละ ข้อประมาณ 1.5 นาที เท่านั้นครับ (น้อยกว่า GMAT ซะอีก)

โดยข้อสอบนับตั้งแต่การสอบในเดือนมิถุนายน ปี 2009 เป็นต้นมา จะเป็นข้อสอบ
แบบปรนัย (Multiple choices) โดยเป็นคำถามแบบ 3 ตัวเลือก (จากเดิม 4 ตัวเลือก)
โดยข้อสอบใน Level 1 นั้นจะเป็นข้อสอบที่จบในข้อ ไม่มีเคส หรือเรื่องให้อ่านแล้วตอบ
.

สัดส่วนของเนื้อหาที่ออกสอบใน CFA Level 1

เนื้อหาที่ออกสอบใน Level 1 นั้นจะเน้นในส่วนของ Investment Tool เป็นหลัก
รองลงมาคือเรื่องของ Asset Class และน้อยที่สุดคือเรื่องของ Portfolio Management
โดยมีสัดส่วนดังนี้ครับ

CFA Topics

.
ส่วนที่เห็นคอลัมน์ Performance กับ Weak นั่น เป็นการประเมินตัวเองก่อนเริ่มอ่านหนังสือของผมเองครับ
ไว้อ่านเสร็จในแต่ละหัวข้อ ผมก็จะมาปรับปรุง performance ของผมอยู่เรื่อยๆ
วิธีการคือผมทำโจทย์ในหัวข้อเหล่านั้น แล้วก็คำนวณเป็น percentage ออกมาครับ
ตรงนี้สำคัญนะครับ เราต้องรู้จักตัวเองก่อน แล้วถึงจะได้วางแผนถูก
.

รายละเอียดของ CFA Curriculum

อย่างที่ผมเคยพูดถึงในโพสเก่าๆ แล้วว่า การสอบ CFA มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ
เราไม่ต้องไปหาอ่านหนังสือที่ไหนมาก เพราะเนื้อหาที่จะออกข้อสอบได้นั้น
จะเป็นเนื้อหาที่อยู่ใน CFA Curriculum หรือ หนังสือจำนวน 6 เล่ม
ที่ทาง CFA ส่งมาให้เราเมื่อสมัครสอบเท่านั้นครับ

ในหนังสือ 6 เล่มนี้จะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 18 study sessions
และสามารถแบ่งย่อยออกได้อีกเป็น 74 readings ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมชอบมากครับ
เพราะการแบ่งเป็น reading ย่อยๆ นั้น ทาง CFA เค้าออกแบบมาได้ค่อนข้างดี
คือไม่ยาวและไม่สั้นจนเกินไป เรียกว่า ถ้าเรามีสมาธิที่โอเค เราน่าจะสามารถอ่านจบ
1 reading ได้ในเวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง (ไม่รวมการทำแบบฝึกหัด)
ซึ่งเวลาขนาดนี้ กำลังดีครับ ถ้านานกว่านี้ อ่านไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่
เพราะถ้าอ่านนานกว่านี้ส่วนใหญ่เราจะอ่านเอาจบ มากกว่าอ่านเอาเข้าใจไปแล้ว

ข้อดีอีกอย่างของ CFA Curriculum คือ ทุกๆ ท้าย reading จะมีแบบฝึกหัดให้เราทำ
และที่สำคัญคือ มีเฉลยให้ด้วยทุกข้อ (อยู่ใน Appendix นะครับ)
วันนี้เท่าที่ผมเริ่มอ่าน (ในส่วนของ QA) ผมว่าเค้าก็เขียนใช้ได้ครับ อ่านได้รู้เรื่อง
ยิ่งถ้าเทียบกับหนังสือภาษาไทย ที่ผมเคยใช้อ่านสอบ CISA1 แล้ว
ผมคิดว่าอ่านของ CFA รู้เรื่องกว่า

บางคนที่สอบ CFA อาจจะชอบอ่าน Study Notes เช่นของ Schweser เป็นต้น
เพราะว่ามันสั้น กระชับ แต่ผมว่า มันก็พลาดอะไรไปเยอะนะครับ
โดยเฉพาะเรื่องเล่า ที่ทาง CFA มักจะเล่าเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจประกอบอยู่เป็นระยะๆ
.

วิธีการใช้ CFA Curriculum เพื่อเตรียมสอบ

ความตั้งใจในเบื้องต้นของผมก็คือจะยึดเอา CFA curriculum เป็นหลักในการเตรียมตัวสอบ
ดังนั้นผมจะขอกล่าวถึงวิธีใช้งาน curriculum ที่ผมใช้อยู่ และผมเชื่อว่าถ้าทำได้ตามนี้
โอกาสที่ผมจะสอบผ่านจะมีสูงครับ วิธีการใช้ของผมก็คือ

  1. อ่าน Learning outcome statements (LOS) ซึ่งจะมีอยู่ในหน้าแรกของทุกๆ reading
    อย่างตั้งใจ เพื่อให้ทราบว่าทาง CFA มุ่งหวังอะไรจากเรา ในการอ่าน reading นี้
    พร้อมกับเปรียบเทียบประเด็นใน LOS กับข้อมูลในหัวของผม ว่าผมอ่อนและแข็งในหัวข้อได้บ้าง
    เพื่อที่จะได้ใส่ใจเป็นพิเศษในบางหัวข้อ และอ่านได้เร็วเป็นพิเศษในบางหัวข้อ
    .
  2. อ่านและ take note เป็นภาษาของตัวเอง (paraphrase) ไว้ด้านข้าง
    ซึ่งทาง CFA เค้าเว้นที่เอาไว้ให้ สำคัญมากที่เราต้อง paraphrase ครับ เพราะนิยามของศัพท์ต่างๆ
    ค่อนข้างยาว ยกตัวอย่างเช่นนิยามของคำเหล่านี้ discount yield, money market yield,
    holding period yield, effective annual yield และ bond equivalent yield
    ถ้าเราจะท่องตาม definition ของมันที่เขียนในหนังสือ เราจะสับสนซะก่อนครับ
    .
  3. ทำโจทย์ด้านหลัง แต่ละ reading ถ้าเราไม่มีแหล่งโจทย์อื่นๆ
    แต่ส่วนตัวแล้ว ถ้าใครมี Schweser Question Bank ผมแนะนำให้ทำใน QBank เพิ่มจะดีกว่าครับ
    เพราะโจทย์เยอะกว่ามาก แล้วก็สามารถเลือกทำโจทย์ตามความยากง่ายได้ด้วย (QBank เวอร์ชั่นซอฟแวร์)
    .
  4. อ่านเสร็จ กลับมาที่หน้า LOS ของแต่ละ reading อีกครั้ง เพื่อประเมินตัวเอง
    ลองอ่านทวนดู ว่าเราบรรลุตาม LOS แต่ละข้อรึยัง ถ้าคิดว่าบรรลุแล้ว ก็ติ๊กถูกที่ด้านขวา
    ในช่องที่เค้าเตรียมมาให้ครับ ถ้ายังก็เตรียมเวลา และกลับไปทบทวนในข้อที่เรายังอ่อนอยู่
    .

สาเหตุที่เราต้อง follow ตาม LOS เพราะ เวลาออกข้อสอบนั้นทางผู้ออกสอบจะดู LOS เป็นหลัก
บางทีอาจจะดูเหมือนเรารู้เยอะกว่าที่อ่าน แต่ถ้าจุดที่รู้นั้น ไม่ตรงกับ LOS ก็อาจจะไม่ช่วยให้สอบผ่านเท่าไหร่ครับ

===============================================================

อย่างที่ผมเขียนไว้ด้านบนครับ พอผมเริ่มวางแผน และอ่านได้แค่วันเดียว ผมก็เริ่มรู้ตัวแล้ว
ว่าผมมีแนวโน้มที่จะอ่านไม่ทัน เพราะผมมีเวลาอีกแค่ 2.5 เดือนเท่านั้น แถมยังต้องทำกิจกรรมอื่นๆ
อีกมาก และก็สำคัญไม่แพ้กัน

ผมลองคำนวณคร่าวๆ พบว่า ถ้าผมแบ่งเวลาดีๆ ให้กิจกรรมแต่ละอย่างอย่างสมดุล
ผมน่าจะอ่านได้เต็มที่วันละ 2 readings ซึ่งถ้าจะอ่านครบ 74 readings ผมจะต้องใช้เวลา 37 วัน
ยังไม่รวมเวลาทำโจทย์ และเวลาที่ผมจะไม่อยู่บ้าน เพราะต้องไปทำกิจกรรมอื่นๆ
คิดแล้วก็หลอน เล็กน้อยครับ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ ก็คือรีบๆ อ่าน ไม่มีเวลามาบ่นแล้วครับ

วันหลังถ้าผมที่เทคนิคอะไรที่จะช่วยทำให้เตรียมตัวสอบ CFA ได้ดีขึ้น
ก็คงจะได้เอามาโพสบอกเพื่อนๆ อีกครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

สมัครสอบ CFA

อีกประมาณ 10 กว่าวันผมก็จะสอบ GMAT เป็นครั้งแรกอยู่แล้ว
ไฟลนก้นร้อนๆ อยู่ยังไม่พอ วันนี้ผมยังได้เพิ่มภาระให้ตัวเองอีกเรื่องนึง
แต่แหม มันก็เป็นภาระที่ผมยินดีจะรับน่ะครับ อย่างน้อยก็เพื่ออนาคตที่ดีของตัวเอง
ภาระที่ว่านั้นก็คือ เรื่องการสอบ CFA ครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ไม่คุ้นกับชื่อ CFA ผมขอเล่าถึงหลักสูตร CFA อย่างคร่าวๆ นะครับ
CFA ย่อมาจาก Chartered Financial Analyst
ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เป็นเหมือนใบรับรองคุณสมบัติทางวิชาชีพ
ของผู้ที่จะประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน
โดยเฉพาะในส่วนของงานด้านการวิเคราะห์หลักทรัพย์ และการจัดการลงทุน

จุดเด่นของหลักสูตร CFA ก็คงจะเป็นเรื่องของการเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก
ถึงขั้นเรียกกันว่าเป็น Gold Standard ของนักวิชาชีพด้านการเงิน
โดยเฉพาะตำแหน่งงานบางตำแหน่งนั้น อาจมีกฏระเบียบบังคับไว้เลยทีเดียวว่า
ผู้ที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ ต้องสอบผ่าน CFA ในระดับใดก่อน
แม้กระทั่งในประเทศไทย ผู้ที่จะทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้
ในปัจจุบันก็ต้องสอบผ่าน CFA หรือ CISA Level 1 หรือผู้ที่จะทำงานเป็นผู้จัดการกองทุน
ก็ต้องสอบผ่าน CFA หรือ CISA Level 3 เป็นต้น
* CISA เป็นหลักสูตรภาคภาษาไทยของ CFA ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
และจัดสอบโดย TSI โดยมีการปรับปรุงเนื้อหาบางประการ เช่นด้านกฏหมาย ให้เหมาะสมกับประเทศไทย

Read more of this post

%d bloggers like this: