วางแผนและเริ่มเตรียมตัวสอบ CFA Level 3 ตั้งแต่เนิ่นๆ

สวัสดีครับ… ในช่วงสองเดือนมานี้ นอกจากผมจะอัดวิดีโอขึ้นบล๊อคแล้ว
ก็แทบไม่ได้อัพเดตบล๊อคด้วยวิธีการเขียนเลยนะครับ จะว่าไปก็เพราะพออัดวิดีโอแล้วผมก็ค่อนข้างจะติด
เพราะว่ากันตามตรง การเล่าเรื่องด้วยวิดีโอจะค่อนข้างง่ายกับผมมากกว่า โดยเฉพาะในแง่ของการเตรียมตัว
เพราะในการอัดวิดีโอ ผมแค่มีหัวข้อหรือ keyword หลักๆ ร่างไว้ แล้วก็พูด + เขียนไปสดๆ ได้เลย

การอัดวิดีโอจะมีข้อเสียอยู่บ้างก็คือ ไฟล์ที่จะใช้ upload ขึ้น youtube นั้นจะมีความยาวได้จำกัดแค่คลิปละ 15 นาที
ดังนั้น ผมต้องพยายามวางเนื้อหาที่จะพูดให้พอดีกับเวลาที่มี และหลายๆ ครั้ง พออัดเสร็จ ผมก็มักจะคิดขึ้นมาได้ว่า
อยากจะเพิ่มเนื้อหา ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ซึ่งถ้าขยันหน่อย ก็ยอมเหนื่อยอัดใหม่อีกครั้ง
แต่หลายๆ ครั้ง ถ้าไม่สำคัญจริงๆ ก็มักจะต้องปล่อยผ่าน เพราะว่ามันเหนื่อยเหมือนกันที่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด
มาวันนี้มีโอกาส + รู้สึกอยากจะเขียนอีกครั้ง ก็จะขอคั่นเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ กลับมาเป็นการเขียนซะหน่อยนะครับ
.

เข้าเรื่องการสอบ CFA Level 3

พูดถึงการสอบ CFA Level 3 ของผม ก็เป็นเวลาร่วม 2 เดือนแล้วเช่นกันครับ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย
ไม่น่าเชื่อว่า การสมัครสอบแต่เนิ่นๆ (ก่อนสอบจริงร่วมปี) มันก็มาพร้อมกับข้อเสียคือ “ความชะล่าใจ” + “ความขี้เกียจ
จริงๆ แล้วผมตั้งใจจะเริ่ม Kick-off การอ่านแบบจริงๆ จังๆ มาสองรอบแล้ว คือ ต้นเดือน ส.ค. รอบนึง แล้วก็ต้นเดือน ก.ย. อีกรอบ
แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองครั้ง ด้วยเหตุผลสารพัดที่ยกขึ้นมาอ้างกับตัวเอง…

แต่วันนี้ไม่ไหวแล้วครับ วันนี้ (19 ก.ย. 53) ผมขอประกาศกับตัวเอง และเพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่านบล๊อคทุกท่านว่า นับตั้งแต่วันนี้ไป
ผมจะเริ่มเตรียมตัวสอบ CFA Level 3 อย่างจริงจัง เพื่อที่จะสามารถสอบผ่านในเดือน มิ.ย. 54 ให้จงได้
ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสนี้ แชร์สิ่งที่ผมได้เริ่มเตรียมตัวไปแล้ว ให้กับเพื่อนๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมบล๊อคทุกท่าน
เผื่อว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์กับตัวเพื่อนๆ เอง ซึ่งผมคิดว่าอาจจะไม่ใช่แค่ประยุกต์ใช้กับการสอบ CFA ได้
แต่น่าจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอบ หรือการเตรียมตัวในเรื่องอื่นๆ ได้เช่นกันครับ
.

ปัจจัยที่จะทำให้สอบผ่าน

สำหรับผม ในการสอบ CFA ทุกระดับ ผมถือว่า “ทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องอื่นๆ
เพราะจากที่สอบมา 2 Level ผมเชื่อว่า เนื้อหาที่สอบนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินจะเรียนรู้
เวลาที่ได้คุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สอบ CFA ด้วยกัน ผมพบว่ามันเป็นเพราะทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจต่างหาก
ที่เป็นปัจจัยกำหนดว่าเราจะสอบผ่านหรือไม่

หลายๆ คนที่ผมได้คุยด้วย ส่วนใหญ่จะรู้สึกไม่มั่นใจบ้าง มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับการสอบบ้าง
หรือเลวร้ายไปกว่านั้น คือมีทัศนคติที่ไม่ดีกับตัวเองและการเตรียมตัวของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีนัก…
เพราะเมื่อตัวเราเอง ไม่เชื่อในฝีมือและความสามารถของตัวเอง จิตใต้สำนึกก็จะทำงานอยู่ลับๆ
และคอยผลักดันให้เรามุ่งไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง กลายเป็นความท้อถอย เป็นความไม่ต่อเนื่อง จนกลายเป็นความสิ้นหวังและไม่มั่นใจ

วิธีการสร้างทัศนคติและความมุ่งมั่นตั้งใจที่ผมใช้กับตัวเองก็คือ “การถามคำถาม” กับตัวเอง
ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้นมีความสำคัญหรือไม่ ? สิ่งนั้นจะสร้างคุณค่าให้ชีวิตหรือไม่ ? สิ่งนั้นจะทำให้เราเดินทางเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้นหรือไม่ ?
สิ่งนั้นช่วยให้เราเติมเต็มความฝันได้หรือไม่ ? สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อเราและคนที่รักเราหรือไม่ ? ฯลฯ
ถ้าคำตอบของทุกคำถามข้างต้นนั้นคือคำว่า “ใช่” แสดงว่าเป้าหมายนั้นมันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องตั้งใจทำให้สำเร็จ…

ทุกๆ ครั้งที่ตอบว่า “ใช่” ผมจะรู้สึกถึงพลังเชิงบวก และความมุ่งมั่นตั้งใจที่เพิ่มขึ้น
และเมื่อเน้นย้ำกับตัวเองบ่อยๆ เข้า มันก็กลายเป็นพลังใจ ผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะมุ่งไปยังเป้าหมายนั้น
และถ้า “ความคิดที่ถูกต้อง” ผนวกรวมเข้ากับ “การกระทำที่ถูกต้อง” ด้วยแล้ว เราจะรู้สึกมั่นใจขึ้นทุกขณะ
ความรู้สึกมั่นใจนั่นล่ะ จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้สำเร็จจริงๆ (ซึ่งในที่นี้ก็คือการสอบ CFA)

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเอง และในเป้าหมายที่จะทำแล้ว
มันคงไม่แปลกที่เมื่อมีใครมาถามเราว่า “เรามั่นใจแค่ไหนว่าจะสอบผ่าน ?”
แล้วเราจะตอบออกไปได้อย่างเต็มปากว่า “มั่นใจสุดๆ” …
ถ้ามาถึงจุดนี้เมื่อไหร่ ผมเชื่ออย่างยิ่งครับว่า เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายมากกว่าที่คิด
.

วางแผนเรื่องเวลาให้ดี ถ้าเวลาไม่พอ อย่าสมัครสอบ!

เมื่อสร้างทัศนคติที่ถูกต้องได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการเริ่มก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง คือลงมือวางแผนอย่างมีเหตุมีผล
อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นว่า ความคิดที่ถูกต้อง ต้องมีการกระทำที่ถูกต้องควบคู่ไปด้วย
การ “มีใจ” หรือ “มีไฟ” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เราสอบผ่านครับ ต้องดูปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ด้วย
และปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับการเตรียมตัวสอบ CFA ก็คือ “เวลา” ซึ่งในที่นี้ผมหมายถึง
วลาว่างที่เราจะยอมสละเพื่อมาใช้เตรียมตัวสอบได้จริงๆ” และผมขอเน้นคำว่า “สละ” นะครับ
เพราะโดยปกติ ถ้าไม่สอบ CFA เราก็จะมีกิจกรรมอย่างอื่นทำอยู่แล้ว
และผมพนันได้ว่า กิจกรรมอย่างอื่นนั้นสนุกกว่าการเตรียมตัวสอบ CFA แน่ๆ ดังนั้นในการวางแผนเรื่องเวลา
ควรจะต้องดูจริงๆ ว่าเราจะสละเวลามาได้มากแค่ไหน ที่สำคัญคือ ต่อเนื่องแค่ไหนด้วย
(ขอกระซิบบอกนิดหน่อยว่า ช่วงเวลาในการเตรียมตัวสอบนั้น มันอาจจะทรมานบ้างนะครับ
สำหรับผมตอนสอบ Level 2 นั้น ผมแทบจะตัดขาดตัวเองออกจากสังคมเลยทีเดียว
อะไรที่อยากทำก็ไม่ได้ทำ อยากไปกินอะไรก็ไม่ได้ไป… ไม่รู้ว่าทรมานตัวเองเกินไปรึเปล่า
แต่ผมเชื่อว่า ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้อยู่แค่คนเดียวครับ)

โดยปกติในการเตรียมตัวสอบ CFA นั้น ผู้ที่สอบผ่านจะใช้เวลาในการเตรียมตัวสอบตั้งแต่ 250 ถึง 300 ชั่วโมง
ซึ่งตัวเลขนี้สำคัญจริงๆ ครับ ไม่อยากให้คิดว่า “เค้าแค่ตั้งขึ้นมาขู่เฉยๆ” แล้วก็ไม่อยากให้คิดด้วยว่า
พื้นฐานดีอย่างเรา น่าจะใช้เวลาน้อยกว่านั้นได้” เพราะสุดท้ายเมื่ออ่านไป เราจะต้องไปเจอเรื่องที่ยากเข้าสักเรื่อง
และอาจจะต้องเสียเวลากับมันมากกว่าที่คิด

การวางแผนด้านเวลา ผมอยากให้เราวางแผนกันแบบ conservative ที่สุด คือมองในแง่ร้ายไว้ก่อนว่า
ถ้าเผื่อเรางานยุ่ง ถ้าเผื่อแฟนเราไม่เข้าใจ ถ้าเผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรก็ตาม เราจะมีเวลาขนาดไหน
ถ้าคิดเผื่อเรื่องร้ายๆ แล้ว ยังมีเวลาพอ 250-300 ชั่วโมง ผมก็คิดว่าโอเคที่เราจะสมัครสอบได้
และการวางแผนแบบระมัดระวังไว้ก่อน มันจะช่วยเราได้มาก ถ้าเผื่อบังเอิญว่า เราเตรียมตัวได้ดีกว่าที่คิด
เพราะนั่นหมายถึง เราจะมีเวลาให้ฝึกฝนมากขึ้น + เราจะเครียดน้อยลง
และจากประสบการณ์ (ที่ไม่เยอะเท่าไหร่ของผม) ผมรู้สึกว่า เวลาเราวางแผนไว้แบบเป็นระบบและระมัดระวัง
สิ่งที่เราทำได้จริง มักจะทำได้ดีกว่าแผนเสมอ… และเราก็จะ happy ทุกครั้ง ที่ทำได้เช่นนั้น

สำหรับผมนั้น ในการสอบครั้งนี้นั้น ผมเชื่อว่าผมจะมีเวลาที่เพียงพอ เพราะถ้านับวันนี้เป็นวันเริ่มต้นแล้ว
ผมจะยังมีเวลาเหลือให้เตรียมตัวอีกประมาณ 260 วัน ซึ่งผมได้แบ่งการเตรียมตัวออกเป็นสองช่วง
ตามตารางต่อไปนี้…

ช่วงแรกของการเตรียมตัวจะนับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน ม.ค. 54 ซึ่งเป็นช่วงที่ผมจะค่อยๆ อ่านไปแบบไม่เร่งรีบนัก
เพราะแม้อยากจะรีบ ผมก็พยายามคิดถึงความเป็นจริงว่า “ไฟยังไม่ลนก้น” ถ้าตั้งเป้าไว้สูง ไม่น่าจะทำได้
จากตาราง ในวันทำงาน ผมจะแบ่งเวลามาอ่าน CFA วันละประมาณครึ่งชั่วโมง และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์อ่านวันละ 2 ชั่วโมง
ซึ่งผมคิดว่าเป็นตารางที่เบาๆ น่าจะพอทำได้ต่อเนื่อง

ในช่วงที่สองคือตั้งแต่เดือน ก.พ. ไปจนถึง พ.ค. หรือก่อนสอบ ผมก็ค่อยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นมา
คืออ่านมากขึ้นกว่าเดิมเป็น 2 เท่า (วันทำงานอ่านวันละ 1 ชม. วันหยุดอ่านวันละ 4 ชม.)
ซึ่งถ้าผมทำได้ตามที่วางแผนไว้ทั้งหมด ผมน่าจะสามารถใช้เวลาให้กับการเตรียมตัวสอบ CFA ได้ถึง 355 ชั่วโมง
และในกรณีฉุกเฉิน ผมก็คิดว่า น่าจะสามารถเพิ่มเวลาการอ่านได้อีกเล็กน้อย
.

เตรียมแนวทางปฏิบัติให้พร้อมและสอดคล้องกับความพอใจของตัวเอง

เมื่อทัศนคติพร้อม เวลาพร้อม ขั้นตอนต่อไปก็คือเรื่องของวิธีการครับ
ในส่วนนี้นั้น ผมคงจะเน้นพูดถึงวิธีการของผมเป็นหลัก เพราะแต่ละคนก็มีความถนัดและความพอใจที่ต่างกันออกไป
อย่างแค่เรื่องหนังสือ บางคนก็ไม่ยอมอ่าน Curriculum เอาซะเลย เพราะเห็นว่า Study Notes ทำได้กระชับกว่า
บางคนก็ไม่ยอมอ่าน Study Notes เพราะเห็นว่าเนื้อหาใน Curriculum ก็ครบดี ไม่อยากเปลืองตังค์ไปกับสื่ออื่นอีก
(แถม curriculum มีอะไรนอกเรื่อง ทำให้ได้รู้ความเป็นไปในประวัติศาสตร์การเงินโลกเยอะดีด้วย)

แนวทางในการเตรียมตัวของผมก็จะมีดังนี้ครับ

  • เน้นศึกษาจาก CFA Curriculum เป็นหลัก (เพราะไม่มี Study Notes
    และจากประสบการณ์ 2 Level ที่ผ่านมา ก็ผ่านมาได้โดยใช้ Curriculum เพียงอย่างเดียว)

    .
  • ในช่วงแรก เน้นศึกษาหัวข้อที่ชอบก่อน เพราะไฟยังไม่ลนก้น จึงอยากเริ่มอ่านจากสิ่งที่สนใจ
    เพราะน่าจะทำให้มีกำลังใจอ่านได้มากกว่าการบังคับตัวเอง ให้อ่านหัวข้อที่ไม่ค่อยชอบ
    (ไว้ไฟล้นก้นแล้วค่อยอ่านหัวข้อยากๆ ที่ไม่ชอบ)

    .
  • พยายามอ่านทุก Reading ให้ได้อย่างน้อย 2 รอบ
    โดยแต่ละรอบให้ห่างกันเล็กน้อย เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการทำซ้ำ (repetition)
    (ถ้าสองรอบอ่านในเวลาใกล้กันมาก จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ครับ ต้องปล่อยให้ลืมๆ ไปก่อนเล็กน้อย)

    .
  • ถ้า Reading ไหนมีโจทย์ ต้องพยายามทำโจทย์ให้ครบ และทำอย่างเข้าใจ ไม่ใช่ทำเร็วเน้นเอาเสร็จเป็นพอ
    .
  • ทำ Summary Note ทุก Reading ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน
    (ตอนสอบ Level 2 เพิ่งจะมาทำทีหลัง แล้วใช้ประโยชน์ได้เยอะ ครั้งนี้ เลยคิดว่าควรจะทำตั้งแต่ครั้งแรกเลย)

    .
  • ก่อนสอบครึ่งเดือนจะต้องทำสิ่งเหล่านี้- อ่าน Summary Note ทั้งหมดของตัวเอง
    - ทำ Mock Exam (ข้อสอบจำลองเหมือนจริง ที่ CFA Institute มีให้)
    - ตะลุยโจทย์ข้อที่เคยผิด ทั้งใน Curriculum และใน Mock Exam
    .

และนั่นก็เป็นวิธีการคร่าวๆ ที่ผมวางแผนไว้ว่าจะทำ (จริงๆ ได้ทดลองทำไปแล้วบ้างครับ คิดว่าโอเคเลยทีเดียว)
สำหรับ Summary Note ของตัวเอง ผม recommend ว่าควรทำมากๆ เลยครับ
ใช้ทบทวนและไว้อ่านก่อนสอบได้ดีมั๊กๆ
.

หมั่นประเมินความคืบหน้าของตัวเองเสมอ

เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ เมื่อเรามีวิธีการที่ดีแล้ว เราต้องหมั่นประเมินความก้าวหน้าของตัวเองอยู่เสมอด้วย
เพราะเมื่อเราเตรียมตัวไปสักพัก อาจจะเกิดอาการเคว้งๆ สับสนว่าเราเดินทางไปถึงไหนแล้ว ?
ยังอ่อนหัวข้อไหนอยู่ ? จะเตรียมตัวทันหรือไม่ ? อะไรบ้างที่วางแผนว่าจะทำแล้วยังไม่ได้ทำ ?
หรือแม้กระทั่งจะทิ้งหัวข้อไหนดี ?

สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงมันเป็นส่วนหนึ่งของการให้ Feedback กับตัวเอง ซึ่งผมได้เคยเขียนไว้ในโพสที่ชื่อว่า “เครื่องมือสร้างวินัยของผม
การที่เรารู้จักตัวเอง เห็นความก้าวหน้าของตัวเอง จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามีแรงที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป
เพราะอย่างน้อยก็เห็นกับตาตัวเองแล้ว ว่าที่ผ่านมา เรากำลังทำได้ดีขึ้น


(คลิ๊กที่รูปเพื่อขยาย
)

ตารางข้างต้นนี้ เป็นตารางง่ายๆ ที่ผมทำขึ้นมาเพื่อใช้ประเมินความคืบหน้าของตัวเอง ในการเตรียมตัวสอบ CFA ในทุกๆ ครั้ง
สำหรับผมแล้ว ตารางนี้ เป็นตารางที่ทำให้ผมได้เห็นภาพใหญ่ ในการเตรียมสอบ CFA ของผม
ผมไม่รู้จะอธิบายให้ convincing ยังไง แต่ตารางแบบนี้ล่ะ ที่ทำให้ผมสามารถทำหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ได้ต่อเนื่อง
หัวใจหลักของมันคือการเป็นเครื่องมือในการสร้างความ “ต่อเนื่อง” ให้กับกิจกรรมที่ผมใส่ใจ
ทุกๆ วันที่ผมทำอะไรแล้วมีตารางแบบนี้กำกับอยู่ ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ เวลาที่ได้ update มัน
เวลาที่ได้เห็นว่า “เฮ้ย เรามาใกล้เป้าหมายอีกขั้นนึงแล้วนะ” บางทีก็มองมันเป็นเหมือนเกมส์
ที่ผมต้องเติมช่องว่างทั้งหมดให้เต็มให้ได้… ซึ่งผมว่ามันก็เป็นวิธีการผลักดันตัวเองที่ดี ที่อยากให้ลองใช้กันดูนะครับ

ขออธิบายนิดหน่อยก็แล้วกันนะครับ ก่อนอื่น อยากให้กดที่รูปเพื่อขยายตารางขึ้นมาก่อนนะครับ
ตารางนี้ผมออกแบบให้มันสอดคล้อง (align) กับกลยุทธ์ (strategy) ในการเตรียมตัวสอบของผม
จะเห็นว่ามีคอลัมน์ต่างๆ ดังนี้

  • % Complete ซึ่งหมายถึงว่า ผมได้อ่าน Reading ทั้งหมดไปมากแค่ไหนแล้ว
    .
  • % Understanding ซึ่งเป็นช่องที่ผมเอาไว้ประเมินตัวเองว่า ผมมีความเข้าใจในเรื่องนั้น
    มากแค่ไหนแล้ว ซึ่งผมคิดว่า ถ้าผมเข้าใจได้ 80% ขึ้นไป ก็น่าจะมีโอกาสสูงที่จะสอบผ่าน
    .
  • Summary Note เป็นช่องที่เอาไว้เช็คว่า ผมได้ทำ Note สรุปไว้อ่านรึยัง ถ้าทำแล้วก็จะเขียนว่า OK ครับ
    .
  • Date Complete #1 และ #2 เป็นช่องเอาไว้ลงวันที่ที่ผมอ่านหัวข้อนั้นจบครับ
    ที่ทำไว้สองช่องก็เพราะตั้งใจจะอ่านให้ได้อย่างน้อย Reading ละ 2 รอบ
    .

นอกจากนั้นในแถวล่างสุด ก็จะมีตัวเลขสรุปความคืบหน้าในด้านต่างๆ ไว้ด้วยครับ
หน้าที่ของผม ก็ไม่มีอะไรมากครับ แต่เติมข้อความลงในช่องว่างให้ครบทุกช่อง และช่องที่เป็นตัวเลขต้องได้ 80% ขึ้นไป
แต่ละวันผมก็ค่อยๆ เติมไป ผมเชื่อว่าเผลอแว๊บเดียว ก็มีสิทธิ์เต็มได้ครับ
ซึ่งถ้าเติมช่องว่างจนเต็มแล้วยังสอบไม่ผ่านเนี่ย ก็ถือซะว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้เลยครับ ต้องอย่าลืมว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
แต่ผมเชื่ออย่างแรงกล้านะครับ ว่าธรรมชาติมีรางวัลให้กับความมุ่งมั่นตั้งใจเสมอ ^_^

ความรู้สึกหลังสอบ CFA Level 2

กะว่าจะเขียนเล่าความรู้สึกหลังจากที่สอบ CFA level 2 ทันทีตั้งแต่วันที่สอบเสร็จ
นี่ก็ผ่านมา 2 วันก็เพิ่งจะมีโอกาสได้มาเขียนวันนี้เองครับ ผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย
แต่ยังไงซะ วันนี้ก็ต้องเขียน เพราะถ้าไม่เขียนบันทึกไว้ เดี๋ยวบรรยากาศ
และความทรงจำมันจะเลือนหายไปซะก่อน
.

ความทรงจำในการสอบช่วงเช้า

การสอบในวันนี้ ผมต้องไปสอบที่ bitec บางนาครับ ซึ่งจากจุดที่ผมอยู่เนี่ยต้องใช้เวลาสักพักในการเดินทางไป
ผมตื่นมาแต่เช้า อาบน้ำ แต่งตัว แล้วก็มีเวลาซักประมาณ 15 นาที ในการนั่งสมาธิเตรียมความพร้อมด้านจิตใจซะหน่อย
ผมติดการทำแบบนี้ตั้งแต่ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องฝึกฝนเรื่องภาษา เรื่องสอบ TOEFL และ GMAT
เพราะพบว่าถ้าจิตใจเราดี จิตใจเรานิ่งสงบเพียงพอแล้ว ความคิดของเราจะเป็นบวกขึ้น ทำอะไรก็พลอยจะดีไปหมด

ออกจากบ้านปุ๊บ ผมก็ไปแวะรับ รุ่นน้อง ที่ได้รู้จักกันตอนแข่ง YFS แล้วตอนนี้เค้าก็เป็นรุ่นน้องผมที่นิด้าด้วย
ไปถึงที่สอบ คนก็เยอะแล้วครับ ผมเพิ่งจะเคยสอบในเดือน มิ.ย. เป็นครั้งแรก เพิ่งจะได้รู้ว่าคนเยอะกว่ารอบเดือน ธ.ค. มาก
ไปถึงก็มีโอกาสได้ไปนั่งทบทวนเนื้อหาอยู่ซักพัก แต่ไม่ค่อยได้เรื่องอะไรเลยครับ เพราะว่าได้เจอรุ่นน้องและคนที่รู้จักเยอะมาก
ผมเองก็ดันนิสัยเสียคือถ้าเจอคนที่คุยด้วยได้หน่อย ก็จะก็มัวแต่คุยซะเพลิน จนเผลอแว๊บเดียวเค้าเรียกให้เข้าห้องสอบ

แม้การสอบจะเริ่ม 9 โมงก็จริง แต่ผู้เข้าสอบทุกคนต้องเข้าไปนั่งรอตั้งแต่ 8.30 เพราะเค้าจะปิดห้องเลย
เวลาระหว่างที่รอก็จะเป็นการเขียนชื่อ เขียนหมายเลขประจำตัว แล้วก็ฝนรหัสต่างๆ ลงไปในกระดาษคำตอบ
กระบวนการตรงนี้ก็ใช้เวลาพอสมควรครับ ต้องฝนเยอะมากเหมือนกัน ทางผู้จัดสอบก็บริหารเวลาได้ค่อนข้างดี
เพราะพอเสร็จกระบวนการทั้งหมด ก็ 9 โมงนิดๆ ถึงเวลาเริ่มสอบพอดี

เนื่องจากผม ฝึกทำข้อสอบ mock exam ได้คะแนนค่อนข้างดี เลยเกิดอาการชะล่าใจ ไม่เร่งร้อน
ใช้วิธีทำข้อสอบแบบตะลุยไปเรื่อยๆ ไม่วางแผนว่าจะทำส่วนไหนก่อน ปัญหาเลยเกิดจนได้ครับ
เพราะว่าในความเห็นผม ข้อสอบจริงในวันนี้ ยากกว่า mock exam เยอะมาก
การชะล่าใจ ทำให้ผมหลงเสียเวลาอยู่กับข้อสอบบางข้อนานมากๆ พอได้สติ ก็สายไปซะแล้วครับ

ผมลองคำนวณดูคร่าวๆ ถ้าทำด้วยความเร็วนี้ ผมจะต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงเศษ ถึงจะทำข้อสอบเสร็จ
เลยเกิดอาการลนอย่างมากครับ สุดท้ายผมต้องเดาทั้งเดาแบบมีหลักการ และเดาแบบมั่วไปถึง 18 ข้อ
จากข้อสอบในช่วงเช้าทั้งหมด 60 ข้อ ไอ้ครั้นจะพยายามทำให้มันถูกโดยไม่เดา ด้วยสถานการณ์ตอนนั้นมันก็ทำไม่ได้
เหตุผลเพราะ 1) ผมลนมาก คิดอะไรไม่ออกเลย 2) ผมจะเสี่ยงทำจนวินาทีสุดท้ายไม่ได้
เพราะตามระเบียบของการสอบ เมื่อหมดเวลาราต้องวางดินสอทันที
มันคงจะแย่มาก ถ้าผมต้องวางดินสอทิ้งไป ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ฝนเดาคำตอบให้ครบทั้งหมด

บทสรุปของการสอบช่วงเช้าคือผมรู้สึกเจ็บใจ และผิดหวังมาก เพราะความชะล่าใจแท้ๆ
แต่อาจจะเพราะความคุ้นเคยกับการสอบที่ต้องมีหลายๆ part ตั้งแต่ตอนที่สอบ TOEFL, GMAT บ่อยๆ
ทำให้ผมลืมความผิดพลาดได้เร็วมาก และตั้งใจที่จะลุยใหม่อีกซักตั้งในการสอบช่วงบ่าย

ออกมาจากห้องสอบ ยิ่งต้องมาเจ็บใจอีกพอสมควร เพราะรู้ว่าข้อที่ทำๆ ไป มันผิดอยู่หลายข้อเลย
ตอนนั้นไม่รู้จะยังไง รู้แต่ว่า จำๆ เอาไว้ เดี๋ยวรีบกินข้าวให้เสร็จ แล้วจะต้องมาอ่านทวนตรงที่ผิดใหม่
.

ความทรงจำในการสอบช่วงบ่าย

ช่วงเที่ยงผมกับน้องๆ ที่รู้จักกัน ลงไปกินข้าวกันที่ชั้นล่าง ความนิสัยเสียของผมก็เกือบจะทำเสียเรื่องอีก
เพราะดันจะมัวแต่คุย แทนที่จะรีบกินแล้วรีบมาอ่านทวนส่วนที่มีปัญหา แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ท่านนึงที่เตือนผม
(พี่คนนี้เป็น fund manager ที่บริษัทที่ผมทำงานอยู่ วันนี้พี่เค้ามาสอบ level 3 ครับ)
ผมกำลังเดินยิ้มจะเข้าไปคุยกับเค้า พี่เค้าเลยเตือนว่า ให้รีบกินข้าวซะ เวลามีน้อย จะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์
ผมงี้ตกใจเลย… ตกใจว่าทำไมตัวเองถึงลืมความตั้งใจตัวเองได้เร็วขนาดนี้

พอได้สติ ผมก็รีบไปซื้อข้าว รีบกินรีบเสร็จ แล้วขอตัวน้องๆ ขึ้นมาอ่านทบทวนเนื้อหาหน้าห้องสอบก่อน
แล้วก็ไม่เสียเปล่าจริงๆ ครับ เพราะผมก็ทวนเนื้อหาได้เยอะมาก ก่อนที่น้องๆ จะตามขึ้นมา
แล้วผมก็เม้าท์แตกอีกครั้ง… 55

การสอบช่วงบ่าย สงสัยว่าทางคนออกข้อสอบอยากจะให้ candidate ได้กลับบ้านอย่างมีความสุขรึเปล่าไม่รู้
เพราะข้อสอบมันง่ายกว่าเดิมมากจนรู้สึกได้ รอบนี้ผมวางกลยุทธ์ใหม่ คือเน้นทำในหัวข้อที่ผมถนัดก่อน
ทำไปก็ยิ้มไป เพราะมันรู้สึกว่าทำได้ จนในที่สุดผมก็ทำเสร็จก่อนหมดเวลาประมาณ 35 นาที
นับดูแล้ว เดาไปน้อยกว่าเดิมมาก รอบนี้เดาไปแค่ 12 ข้อจาก 60 ข้อแถมเป็นการเดาแบบมีหลักการทั้งหมด
คิดๆ ดู ต่อให้นั่งตรวจทานไป ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นแล้ว สู้ออกไปพักผ่อนดีกว่า เพราะตอนเที่ยงผมกินน้อยมาก
ผมเลยตัดสินใจส่งข้อสอบแล้วออกก่อน แล้วลงไปนั่งกินข้าวรอน้องที่จะต้องกลับพร้อมกัน
เพราะถ้าไม่ออกตอนนี้ ตามระเบียบการสอบ 30 นาทีสุดท้าย เค้าจะห้ามออกจากห้องสอบแล้ว
.

ประเมินโอกาสที่จะสอบผ่าน

ผมลองประเมินโอกาสทั้งหมดที่จะสอบผ่าน ด้วยการคำนวณแบบคร่าวๆ จากสถิติในการฝึกของผม
คือถ้าเดาแบบมีหลักการ ผมมีสถิติเดาถูกประมาณ 50% ถ้าเดามั่วข้อสอบมี 3 ตัวเลือก ก็ควรจะมีโอกาสถูก 33%
ส่วนกรณีที่ตอบแบบทำได้ ผมมีสถิติตอบถูกประมาณ 80% ลองคำนวณเป็นคะแนนออกมาคร่าวๆ คือ

  • ตอบได้เอง 90 ข้อ x 0.80 = 72 คะแนน
  • เดาแบบมีหลักการ 25 ข้อ x 0.50 = 12.5 คะแนน
  • เดามั่ว 5 ข้อ x 0.33 = 1.67 คะแนน
  • รวมแล้วได้ประมาณ 86.17 คะแนน => ปัดลงได้ = 86 คะแนน คิดเป็น 86/120 = 71.67%

จากคะแนนที่ประเมินคร่าวๆ ตรงนี้ ก็ต้องเอามาเทียบกับ Minimum Passing Score ซึ่งไม่ได้มีตัวเลข
ที่กำหนดไว้ชัดเจน เพราะการสอบแต่ละครั้ง คะแนนต่ำสุดที่จะสอบผ่าน จะเปลี่ยนไป และผู้เข้าสอบไม่มีทางรู้ได้
แต่ถ้าคิดตามเกณฑ์เก่า คือ Minimum Passing Score = 70% ของคะแนนที่ 95th percentile
ถ้าคิดเล่นๆ ว่า ณ ตำแหน่งของคนที่สอบได้คะแนนที่ 95th percentile น่าจะได้ซัก 94%
Minimum Passing Score ก็ควรจะอยู่ที่ประมาณ 94 x 0.7 = 65.8%

ดังนั้น ถ้าสมมติว่าผมประเมินได้ใกล้เคียงทั้งหมด ผมก็ควรจะสอบผ่าน CFA Level 2 ในครั้งนี้
แต่ยังไงซะ มันก็มีความไม่แน่นอนสูง เพราะผมอาจจะประเมินความสามารถตัวเองสูงเกินไป
ยกตัวอย่างเช่นถ้าโอกาสในการตอบถูกของผม ลดลงจาก 80% เป็น 75%
และโอกาสในการเดาถูกของผมในทุกกรณี ลดเหลือแค่ 33% คะแนนรวมผมจะเหลือเพียง 64.58% เท่านั้น
ซึ่งนั่นก็หมายถึง โอกาสสอบตกก็มีสูง
ดังนั้น สรุปแล้ว ผมพูดได้ไม่เต็มปากว่าจะสอบผ่าน
ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไปครับ ว่าผลจะออกมายังไง ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ผ่านด้วยเถอะ
เพราะมันคงจะรู้สึกแย่ ที่ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
(ยังจำความรู้สึกตอนสอบ TOEFL, GMAT รอบสองได้ดีครับ อิอิ)

การลุ้นผลนั้น ผมก็เพิ่งจะรู้นี่เอง ว่าต้องรอผลนานกว่าปกติ เพราะเค้าจะประกาศผลของ Level 1 ก่อน
โดยสำหรับการสอบรอบ June 2010 ผลสอบ Lv1 ก็จะออกประมาณปลายเดือน July
ส่วนผลสอบของ Lv2 และ 3 นั้น ต้องรอถึงปลายเดือน August เลยทีเดียวครับ
ผมคิดว่า สาเหตุที่เค้าตรวจของ Lv1 ก่อนนั้น น่าจะเป็นเพราะ
เผื่อว่ามีใครตก จะได้สมัครสอบใหม่ในเดือน December ทัน (รอบนั้นมีสอบเฉพาะ Lv1 อย่างเดียวครับ)
.

เก็บตกสถิติบางอย่างที่พอจะสังเกตได้

จากที่ผมสังเกตคร่าวๆ จากการสอบในครั้งนี้ ผมได้ข้อมูลหลายอย่าง ที่อยากจะเอามาเล่าแบ่งปันนะครับ
ข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลจากการสังเกต และ อนุมานเอาล้วนๆ ดังนั้น อย่าเชื่อมากนะครับ
ข้อมูลต่างๆ ก็มีดังนี้ครับ

  • จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด น่าจะอยู่ที่ประมาณ 500 คน
  • ผู้เข้าสอบ Level 1 มากที่สุดประมาณซัก 250 คนได้
  • ผู้เข้าสอบ Level 2 และ 3 จำนวนพอๆ กัน คือประมาณ Level ละ 120 คน
  • ผู้เข้าสอบเป็นชายมากกว่าหญิง
  • ผู้คุมสอบ เป็นชุดเดิมกับการสอบรอบ December 2009

ในด้านข้อสอบ Level 2 นั้น ในภาพรวม ในความเห็นผมคิดว่าข้อสอบไม่ยากมาก ประเด็นอยู่ที่เนื้อหามันเยอะ
ดังนั้นในการอ่าน เตรียมตัว ควรเน้นในส่วนของภาพใหญ่ๆ มากกว่าการไปติดอยู่กับประเด็นจุกจิก
จะมีบ้างก็ส่วนน้อย (น้อยมากๆ นะครับ) ที่ถามถึงอะไรที่เล็กมากๆ จนไม่น่าคิดว่าจะเอามาออก
ผมเองพอเจอโจทย์ข้อนี้ ก็รู้เลยว่าได้อ่านผ่านตามา แต่จำสูตรไม่ได้ (เพราะไม่คิดว่าสำคัญ)
บอกตามตรงว่า เอาตัวเลขมาประกอบกันอยู่ตั้งนานครับ กว่าจะได้ตัวเลขที่ตรงกับ choice ที่มีให้เลือก

ผมได้คุยกับพี่ๆ ที่สอบ Level 3 บางท่าน เค้าก็บอกว่าในบรรดาการสอบทั้ง 3 ระดับ
การสอบใน Level 2 น่าจะเป็นรอบการสอบที่ค่อนข้างซาดิสม์ที่สุด ในแง่ของความกว้างของเนื้อหาที่จะออกได้
แต่เกือบทุกคนจะพูดตรงกันว่า การสอบ CFA นั้น เป็นมากกว่าการวัดว่าเราเก่งหรือไม่
แต่มันเป็นการวัดว่าเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ เพียงพอที่จะทุ่มเทให้กับมันหรือไม่ต่างหาก

พอได้ยินอย่างนี้แล้วลองคิดตาม ผมก็รู้สึกภูมิใจกับหลายๆ ท่าน ที่เป็น CFA Charterholder แล้ว
เพราะสัญลักษณ์ CFA ที่ต่อท้ายชื่อ สำหรับผม มันคือเครื่องแสดงถึง Dedication & Commitment
ในการที่จะทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จไปได้ ท่ามกลางอุปสรรคและข้อจำกัดนานัปการ

ยิ่งทำให้รู้สึกว่า อยากจะสู้ต่อไปให้สุดทางให้จนได้!

ก่อนสอบ 1 วัน : ประสบการณ์และความรู้สึกในการเตรียมตัวสอบ CFA Level 2

.
สวัสดีพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกท่านนะครับ และแล้วก็ใกล้วันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย. 53 เข้ามาทุกทีครับ
วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันที่สำคัญมากสำหรับผม และเพื่อนร่วมชะตากรรมกว่า 1.4 แสนคน
ซึ่งเลือกที่จะเดินในเส้นทางอาชีพสายการเงิน-การลงทุน เพราะจะเป็นวันที่มีการจัดสอบ CFA พร้อมกันทั่วโลก
(CFA คือคุณวุฒิสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์หลักทรัพย์และการจัดการลงทุน)

โดยเฉพาะสำหรับการสอบในเดือน มิ.ย. นี้นั้น ถือว่าเป็นรอบการสอบใหญ่
คือมีการเปิดสอบ CFA ครบทั้ง 3 ระดับ ในขณะที่การสอบในเดือน ธ.ค. นั้นจะมีสอบเฉพาะ level 1 เท่านั้น
ผมจึงอยากขอถือโอกาสใช้พื้นที่บล๊อค และจังหวะเวลาตรงนี้ที่ประสบการณ์ของผมยังครุกรุ่นอยู่
ได้เล่าถึงประสบการณ์ วิธีการ และความรู้สึกที่ผมได้รับจากการเตรียมตัวสอบ CFA level 2 ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา
เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจจะสอบในรอบต่อๆ ไปครับ
.

4 เดือนหฤโหดกับครึ่งชีวิตที่หายไป

การเตรียมตัวสอบ CFA ใน level 2 ของผมนั้น ผมคิดว่าผมได้ใช้เวลาทุกๆ วันไปอย่างคุ้มค่ามากๆ
เริ่มตั้งแต่การสมัครสอบ level 2 แทบจะทันทีหลังจากที่รู้ผลสอบ level 1 คือสมัครสอบไปตอนสิ้นเดือน ม.ค. พอดี
กว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น และได้รับหนังสือหรือ curriculum จำนวน 6 เล่มมาอ่านนั้นก็ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์
ผมจดบันทึกเอาไว้ว่าผมเริ่ม kick off การอ่านหนังสือ CFA level 2 แบบจริงจังเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 53
นั่นหมายความว่า หากนับถึงวันสอบ (6 มิ.ย.) ผมจะมีเวลาเตรียมตัวเพียง 117 วันเท่านั้น
ซึ่งมันผิดจากที่ผมเผลอเข้าใจเอาเองตั้งแต่ทีแรกอย่างมาก ว่าจะมีเวลาเตรียมตัวถึง 6 เดือน

ลองจินตนาการนะครับว่า ถ้าเราต้องอ่านหนังสือขนาดเท่า textbook จำนวน 6 เล่ม ให้จบ
จนถึงขั้นสามารถเข้าใจเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ ภายในเวลาเพียงแค่ 4 เดือน งานนี้คงต้องเป็นอะไรที่หนักมากๆ
แล้วมันก็เป็นจริงๆ ครับ โดยเฉพาะผมเองเพิ่งจะเริ่มทำงานประจำ ก่อนวันสมัครสอบแค่แว๊บเดียว
ไอ้ที่จะมีเวลาทั้งวัน ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ฝึก เหมือนตอนที่สอบ level 1 มันก็ทำไม่ได้ซะแล้ว

ที่ผมจั่วหัวข้างบนว่า “ครึ่งชีวิตที่หายไป” ก็ต้องบอกว่ามันได้หายไปจริงๆ ครับ
ตอนสอบ level 1 นั้น ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่าทำไมใน package ของหนังสือที่ส่งมา
จะต้องมี postcard จำนวนนึง เอาไว้ให้เราส่งให้คนรอบข้าง เพื่อเตือนว่าเราจะไม่มีเวลาให้พวกเค้า…

แต่ตอนนี้เข้าใจอย่างสุดซึ้งเลยครับ เพราะว่าตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา
ตารางเวลาของผม ค่อนข้างจะ predictable มากๆ คือ วันทำงาน กลางวันก็ทำงาน
เลิกงานรีบกลับมาเคลียร์ภารกิจต่างๆ เพื่อจะได้อ่าน CFA จนง่วง แล้วก็นอน เพื่อที่จะตื่นมาทำงานในวันรุ่งขึ้น
ส่วนวันหยุด แทนที่จะได้ร่าเริง สนุกสนาน ไปเที่ยวเล่นอย่างใครเค้า
ก็ต้องแบ่งเวลาอ่าน CFA วันละ 3 ช่วง เช้า – บ่าย – ดึก ทำอยู่อย่างนี้ตลอด 4 เดือน

เดชะบุญที่ผมเป็นหนุ่มโสด… ไม่งั้นสงสัยได้มีเรื่องกับแฟนโทษฐานไม่มีเวลาให้แน่ๆ
(อีกอย่างคือ ถ้ามีแฟนในช่วงนั้น คงจะไม่สามารถอ่าน CFA จนจบได้ในวันนี้ แน่ๆ
แต่มันก็เหงาอยู่เหมือนกันนะครับ 55+)

ตอนนี้ หนังสือจำนวนมาก ที่ผมไปซื้อมาจากงานหนังสือ ก็ยังคงสถิตย์อยู่ในชั้นอย่าง เหงาหงอย และ เซื่องซึม
พวกมันคงรอคอยว่า เมื่อไหร่ เจ้าของของมันจะมาหยิบอ่านสักที แล้วอาจจะพลอยน้อยใจไปว่า ตัวเองคงไม่ดีพอ
เพราะวันๆ เจ้าของมีแต่หยิบไอ้หนังสือหนาๆ ที่หน้าปกก็ไม่สวย ข้างในก็มีสีแค่สองสี หารูปก็แทบไม่มี
ไม่รู้อ่านกันเข้าไปได้ยังไงทุกๆ วัน
.

กลวิธีในการเตรียมตัวสอบของผม

วิธีการในการเตรียมตัวสอบในครั้งนี้ของผม ผมก็ใช้หลักง่ายๆ คือ “repetition is the mother of skill
คือ พยายามวางแผนให้ ได้อ่านเนื้อหาชุดเดียวกัน หลายรอบที่สุด เน้นการทำซ้ำมากๆ
ซึ่งก็เป็นวิธีการอย่างที่เราต้องได้เคยฟังคนสอนมาบ้าง เช่น ว่าจะท่องศัพท์ ก็ต้องท่องคำละ 3 ครั้ง เป็นต้น

พออ่านไปอ่านมา ก็ได้หลักมาอีกหลักคือ “ถ้าอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ… ก็ท่องจำเอาซะเลย
หลักการที่สองนี้ เกิดขึ้นจากข้อจำกัดของบทเรียนแบบ self-study ที่บางครั้ง ให้เราอ่านให้ตายยังไง ก็ไม่เข้าใจ
บางเรื่อง จำเป็นต้องให้มีคนมาแนะเรา พอมีผู้รู้มาแนะเพียงนิดหน่อย เสียงร้อง “อ๋อ…” จะตามมาเลยทีเดียว
แต่เนื่องจากตอนนี้ ไม่รู้จะไปหาผู้รู้ที่ไหน ก็ท่องจำไปซะก่อน เพราะถ้าเราก้าวข้ามจุดนี้ไม่ได้
เราจะจับจด คือติดอยู่กับเนื้อหาบทนั้น ไม่ยอมเดินต่อไปซะที

บางท่านอาจจะมีคำถามถึงหนังสือและสื่อที่ผมใช้ เพราะสำหรับในการสอบ level 1 นั้น
ผมใช้หนังสือ CFA curriculum ที่ได้รับเมื่อสมัครสอบ ควบคู่ไปกับการทำโจทย์
ในโปรแกรม Schweser Question Bank ซึ่งก็ให้ผลออกมาดีมากๆ (คิดว่าถ้าไม่มีเจ้านี่ ผมอาจสอบไม่ผ่าน)
แต่ต้องยอมรับว่า Q-Bank ที่ผมใช้ เป็นของเถื่อนที่โหลดมาจากในอินเตอร์เน็ท
ซึ่งในการสอบ level 2 นั้น ผมไม่อยากทำแบบนั้นแล้ว ก็คือจะพยายามใช้เฉพาะของที่เราจ่ายเงินซื้อเองเท่านั้น
ดังนั้น สื่อเดียวที่ผมใช้เตรียมสอบในครั้งนี้ก็คือ CFA curriculum จำนวน 6 เล่ม ที่ได้รับตอนสมัครสอบ
ซึ่งทาง CFA Institute เค้าก็มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า ใช้เพียงแค่นี้ก็เพียงพอ สามารถสอบผ่านได้
ก็ต้องลองดูซักตั้งครับ ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง
.

สรุปกลวิธีที่ผมใช้เตรียมตัวเป็นลำดับๆ จะสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ครับ

  1. อ่านหนังสือ CFA curriculum โดยผมเรียงลำดับในการอ่าน
    ตาม Topic Weight + ความชอบของผม นั่นคือ หัวข้อที่มีน้ำหนักในข้อสอบเยอะๆ
    และเป็นหัวข้อที่ผมชอบ ผมจะอ่านก่อน
    (ผลสุดท้ายทำให้การอ่านช่วงหลัง ทรมานมากเพราะต้องอ่านเฉพาะหัวข้อที่ไม่ชอบ)
    รอบนี้ผมจะ วงกลม + ขีดเส้น + take note ลงในหนังสือ ตามจุดที่ผมคิดว่าสำคัญ
    สภาพ curriculum ของผมจึงแทบจะดูไม่ได้ เพราะขีดเส้นไปขีดเส้นมา
    มันกลายเป็นขีดทั้งหน้า… หมึกเลอะเต็มไปหมดเลยครับ
    อ้อ…รอบนี้ผมยังไม่ทำโจทย์ใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ
    .
  2. กลับมา Revisit เนื้อหาทั้งหมดอีกครั้ง โดยในรอบนี้ ผมจะทำการสรุปเนื้อหา
    ของแต่ละบทใส่ลงในกระดาษ ที่ต้องทำแบบนี้ เพื่อเป็นการ force ให้สมอง
    ทั้งในส่วนรับข้อมูล (การอ่าน) และในส่วนสั่งการ (การเขียน) ได้ทำงานร่วมกัน

    ซึ่งผมรู้สึกว่า มันมีผลทำให้เราจดจำข้อมูลได้ดีขึ้นมากกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียว
    การสรุปเนื้อหา ทำได้ง่าย เพราะว่าในรอบแรก ผมได้ hi-light ประเด็นสำคัญไว้แล้ว
    .
  3. เมื่อสรุปเนื้อหาเสร็จ ผมจะลุยทำโจทย์ท้ายบทไปทีละบท (สรุปเนื้อหาเสร็จบทนึง ก็ทำโจทย์เลย)
    เพราะพอทำโจทย์แล้ว เจอประเด็นอะไรที่เรายังไม่ได้ cover ในสรุปเนื้อหาของเรา
    เราจะได้เพิ่มเข้าไป
    .
  4. การอ่านรอบต่อไปนั้น ผมจะไม่เปิดหนังสือ CFA curriculum แล้ว
    แต่จะอ่านสรุปเนื้อหาที่ผมได้ทำขึ้นแทน
    ซึ่งไปๆ มาๆ ไอ้สรุปเนื้อหาที่ทำเนี่ยก็ช่วยได้มากๆ ครับ
    แต่ถึงจะเรียกว่าเป็นสรุปเนื้อหาแล้ว ปริมาณของมันถ้านับเป็นหน้ากระดาษ A4
    ก็นับได้ร่วม 200 หน้าครับ การ review สรุปรอบนึงก็ใช้เวลาประมาณ 1 วัน
    .

ทั้ง 4 ขั้นตอนนั่นก็เป็นวิธีการที่ผมใช้ในการอ่าน และทำความเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด
ซึ่งผมคิดว่ามัน work นะครับ… แต่จะ work ถึงที่สุดหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นตอนที่ผลสอบออกมาอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนถ้าใครอ่านแนวทางแล้ว คิดว่าเอาไปปรับใช้ ให้เหมาะสมกับตัวเองได้ ผมก็คงจะดีใจมากๆ ครับ
เพราะจุดมุ่งหมายสำคัญของบล๊อคแห่งนี้ ก็คือการได้แชร์อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน
.

ความรู้สึกและการเตรียมตัวในโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันประหาร

ความรู้สึกในตอนนี้ของผมนั้น ผมรู้สึกสบายใจ และมีความเชื่อมั่นมากๆ ครับ ว่าผมจะสอบผ่านได้ในครั้งนี้
เหตุผลหลักนั้น ก็เกิดจากการที่ผมคิดว่าได้เตรียมตัวมาดีในระดับนึงแล้ว
ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า ถ้าเราได้ทำเหตุให้ดีพร้อมแล้ว ผลของเหตุนั้นก็ไม่น่าจะเป็นอื่นไปได้
ในขณะเดียวกัน ก็คงต้องไม่ประมาท ไม่ชะล่าใจ จนทิ้งช่วงเวลาสำคัญก่อนสอบไปอย่างเปล่าประโยชน์

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเน้นย้ำและเพิ่มความสบายใจให้กับผม ก็คือการได้มีโอกาสทำข้อสอบ mock exam
ซึ่งเป็นข้อสอบเสมือนจริง ที่ผู้สมัครสอบ CFA ทุกคน ในทุก level
จะสามารถ download ข้อสอบ mock exam มาทำได้ 1 ชุด
โดย mock exam นั้น จะมีรูปแบบ-จำนวนข้อ-น้ำหนักของเนื้อหา ที่ใกล้เคียงกับข้อสอบจริงอย่างมาก

ซึ่งในวันนี้ผมได้จำลองสถานการณ์จริงในการทำข้อสอบ mock exam
และผลที่ได้นั้นก็อยู่ในระดับที่ดีมากๆ ครับ คือจากข้อสอบ 120 ข้อ ผมทำผิดไป 26 ข้อ
เมื่อคิดเป็น percentage point ถือว่าทำถูก 78.33% ซึ่งระดับคะแนนขนาดนี้ โอกาสที่จะทำข้อสอบจริงผ่านก็มีสูง

เวลาที่ยังเหลืออีก 1 วันนั้น คงจะเป็นเวลาที่ผมคงไม่ปล่อยให้เสียเปล่า แต่ก็คงไม่ทำให้เป็นวันที่เครียดนัก
เพราะยังต้องเตรียมพลังกาย และพลังใจ ไว้ใช้ในการสอบจริงในวันที่ 6 มิ.ย.
ตั้งใจไว้ว่า คงได้ review ข้อสอบ mock exam ข้อที่ทำผิด เพื่อปิดจุดอ่อนของตัวเองให้ได้มากที่สุด
ในขณะเดียวกัน ก็คงจะได้ revisit เนื้อหาส่วนสรุปของตัวเอง แบบคร่าวๆ อีกซักรอบ

ตอนเย็น ก็มีนัดกับเพื่อนๆ ออกไปกินข้าวกันแบบชิวๆ อร่อยๆ ก่อนวันสอบ
เพื่อ detox จิตใจในแบบโลกๆ แล้วคงได้กลับมาปิดท้ายการเตรียมตัวที่แสนจะยาวนาน
ด้วยการนั่งสมาธิ-เจริญภาวนา เพื่อพักผ่อนจิตใจในระดับที่สูงไปกว่านั้น
และยังเป็นการเพิ่มพลังสมาธิให้พร้อม เพื่อที่จะตื่นขึ้นมารับศึกใหญ่ ได้อย่างสดชื่น และมีสติ อีกด้วย

หลังสอบเสร็จ คงจะได้เวลาครึ่งนึงของชีวิตคืนมา ก็จะได้กลับมาเขียนโม้อะไรในบล๊อคนี้ต่อไป
หลังจากที่ห่างหายไปนานมากๆ ครับ ^_^

CFA D-Day บรรยากาศวันสอบจริง 6 Dec 09

เมื่อวานนี้ (6 ธ.ค. 52) เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง สำหรับผมและเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อีกหลายคน
เมื่อวานนี้คือวันสอบ CFA ครั้งที่ 2 (และเป็นครั้งสุดท้าย) ของปี 2009 นี้
เลยจะขอเก็บบรรยากาศมาเล่าผ่านตัวอักษรให้เพื่อนๆ ฟัง
บวกกับจะขอแชร์ความรู้สึกส่วนตัวในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องการสอบให้ฟังด้วยนะครับ
.

กำหนดการสอบ CFA

ก่อนอื่นต้องเล่าให้ฟังคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่องกำหนดการสอบ CFA ก่อนนะครับ
การสอบ CFA เนี่ย จะจัดสอบในช่วงเวลาเดียวกันในศูนย์สอบทั่วโลก
อาจจะเหลื่อมล้ำกันบ้างตามเวลาที่แต่ละประเทศ เวลาไม่ตรงกัน
แต่ใน 1 ปีนั้น จะมีการจัดสอบ ทั้งสิ้น 2 ครั้ง (เท่านั้นเอง) โดยทั้งสองครั้งนั้นจะจัดสอบในช่วง

  • เดือน มิ.ย. มีการสอบ CFA Level 1, 2 และ 3 จัดสอบพร้อมกัน
  • เดือน ธ.ค. มีการสอบเฉพาะ CFA Level 1 เท่านั้น

ดังนั้น หากท่านใดต้องการจะสอบ CFA ให้ครบทั้ง 3 Level
(โดยสมมติว่าไม่สอบตกเลย และไม่รวมเวลาเตรียมตัวก่อนสอบครั้งแรก ซึ่งแต่ละคนอาจใช้ไม่เท่ากัน)
จะใช้เวลาสั้นที่สุด 2 ปีครึ่ง คือ เริ่มสอบ L1 เดือน ธันวา, L2 เดือน มิ.ย. ปีถัดไป, L3 เดือน มิ.ย. ปีถัดไป
แต่ถ้าเริ่มสอบ L1 เดือน มิ.ย. ก็จะใช้เวลายาวถึง 3 ปี เลยทีเดียวครับ
.

ความรู้สึกก่อนสอบ

ความรู้สึกก่อนสอบ อันนี้หมายถึงความรู้สึกช่วง 1 สัปดาห์ก่อนสอบจนถึงตอนที่อยู่หน้าห้องสอบนะครับ
ผมเชื่อว่าแต่ละคนรู้สึกไม่เหมือนกัน สำหรับผม 1 สัปดาห์ก่อนสอบ เป็นช่วงเวลาที่เครียดมาก
เพราะอ่านเนื้อหาจบแล้ว แต่ยังไม่ได้เน้นทำโจทย์เท่าไหร่ แต่พอเมื่อได้ทำโจทย์ ได้เริ่มเห็นคะแนนของตัวเอง
จากการฝึก ก็เริ่มอุ่นใจขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อมาถึงหน้าห้องสอบ ผมแทบไม่มีอาการประหม่า หรือกังวลอะไรเลย

แต่สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆ คนที่ผมได้สอบถาม และสังเกตเห็น ส่วนใหญ่ ความเครียด
ความกังวลก็ยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะตอนที่อยู่หน้าห้องสอบ (ใกล้ได้เวลาเชือดเต็มที)
ได้คุยกับบางท่าน ก็ยังไม่รู้สึกว่าเค้ามีสัญญาณมั่นใจว่าจะสอบได้ ซึ่งผมคิดว่าสัญญาณนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ถ้าก่อนสอบ กำลังใจเรายังไม่ดี ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ ผลสอบเราก็ค่อนข้างจะก้ำกึ่งแล้วครับ

ผมได้คุยกับเพื่อนที่เค้าสอบ Lv1 มาหลายรอบแล้ว เค้าบอกส่วนใหญ่วันนี้ก็เจอเพื่อนๆ หน้าคุ้นๆ
ที่ร่วมผจญภัย (สอบ) กันมาหลายครั้งแล้ว เลยทำให้รู้สึกว่า ทุกๆ คนอึดกันมาก ในการตามล่าความฝันนี้
ถ้ามีโอกาสผมจะได้เขียนถึง วิธีการ และเทคนิคในการเตรียมตัวสอบ CFA ในวิธีของผมอีกครั้งหนึ่ง
เผื่อว่าจะสามารถเป็นแนวทางให้กับนักล่าฝัน ท่านอื่นๆ ได้นะครับ
.

สถานที่สอบ

สำหรับศูนย์สอบ CFA ในประเทศไทยนั้น จะมีการสอบที่ Bangkok Convention Center
ตั้งอยู่ที่บริเวณ ชั้น 5 ของตึก Central ลาดพร้าวครับ ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นทำเลที่ดีมากเลยครับ
เพราะไกล้ที่พักของผมมาก นั่งรถเมล์สายเดียวประมาณ 10 นาทีก็ถึง 55+
สำหรับท่านอื่น ผมก็คิดว่าสะดวกไม่แพ้กัน เพราะมี MRT วิ่งมาถึง อาจจะเดินไกลนิดนึง

เมื่อไปถึงสถานที่สอบ ก็จะมีการจัดจุดรับฝากของไว้ให้กับผู้เข้าสอบ
การรับฝากของสำคัญมากครับ เพราะในการสอบนั้น มีข้อห้ามเยอะมาก ว่าห้ามนำอะไรเข้าบ้าง
ครั้นถ้าจะบอกว่า ห้ามเอาอะไรเข้าบ้าง คงจะต้องเขียนเป็นหน้าๆ
ผมขอกล่าวถึง ของที่เอาเข้าห้องสอบได้จะดีกว่านะครับ สิ่งที่นำเข้าห้องสอบได้ ได้แก่

  • Exam Ticket ซึ่งทุกคนต้องปริ้นมาจากบ้าน ข้ามเขียนอะไรลงไปเด็ดขาด
  • ดินสอ กบเหลาดินสอ ต้องแกะ packaging ออกให้หมด (ห้ามปากกา สำหรับ LV1)
  • เครื่องคิดเลขรุ่นที่ระบุเท่านั้น
  • เอกสารยืนยันตัวตนเช่น ID Card, Passport
  • กระเป๋าตังค์ เอาเข้าได้ แต่ต้องใส่ไว้ในกระเป๋า หรือวางไว้ที่พื้น
  • เครื่องใช้ส่วนตัวเช่น ยา กระดาษทิชชู่

นอกนั้นต้องฝากไว้หมดครับ มือถือแม้จะปิดเครื่องแล้ว ก็ต้องฝากไว้ข้างนอก
ซองใส่เครื่องเขียน ต้องถอดออก เอาเข้าไม่ได้ แม้จะเป็นซองใสๆ ก็ตาม

เมื่อฝากของเสร็จ และได้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงก่อนเริ่มสอบ เราก็จะถูกเรียกให้เข้าห้องสอบ
ซึ่งจะจัดเป็นโต๊ะยาวที่นั่งได้สองคน หลายๆ โต๊ะ แบ่งเป็น Section เรียงเป็นแถวหน้ากระดานอยู่ครับ
ในนี้ล่ะที่เราจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงเต็ม รีดเร้นเอาความรู้ ที่สะสมมา แสดงฝีมือกันให้สุด
.
ผู้เข้าสอบ + ผู้คุมสอบ

จากที่ผมประมาณด้วยการนับคร่าวๆ วันนี้มีผู้เข้าสอบประมาณ 300 คนได้ (เป็น Level 1 ทั้งหมดครับ)
สัดส่วนระหว่างชาย-หญิง ผมกะไม่ถูกจริงๆ แต่คิดว่าน่าจะครึ่งต่อครึ่งได้
เรื่องอายุนั้น ส่วนใหญ่ผู้เข้าสอบยังดูอายุน้อย น่าจะอยู่ในช่วง 22 – 30 ปี ซะเป็นส่วนใหญ่
แต่ก็มีพี่ๆ ที่น่าจะเกิน 30 แล้วบางส่วน รวมถึงชาวต่างชาติก็มีจำนวนหนึ่งครับ ถ้าเป็นชาวต่างชาติ
ส่วนใหญ่ก็จะดูมีอายุแล้ว

สำหรับผู้คุมสอบ หรือ Procter ของเรา ต้องบอกว่าสัดส่วนของ Procter กับผู้สอบ สูงมากครับ
คร่าวๆ นะครับ ในที่นั่ง 1 Section จะมีผู้สอบประมาณ 40-50 คน แต่มีผู้คุมสอบถึง 4 คน
แล้วแต่ละท่านก็จะเดินไปเดินมา คอยดูพวกเราตลอดเลย เรียกว่าใครจะทุจริตอะไรเนี่ย ต้องคิดหนักเหมือนกัน
ตั้งแต่เข้าสอบ เราก็ต้องถูกตรวจสอบเครื่องคิดเลข ถูก reset เครื่องคิดเลขก่อน
ใครที่จะเม็มอะไรเข้าไปก็คงจะทำไม่ได้นะครับ (แต่มันก็ไม่มีอะไรให้เม็มเท่าไหร่นะ)

อ้อ… ผู้คุมสอบของเรา เป็นคนต่างชาติซะเกินครึ่งนะครับ ทั้งผิวขาว ผิวดำ ที่เหลือก็จะเป็นคนไทย
จะเห็นว่า CFA เป็นการสอบที่ค่อนข้างเป็นสากลจริงๆ เพราะตั้งแต่เข้าไป
เราจะแทบไม่ได้ยินคำอธิบายเป็นภาษาไทยเลยครับ ดังนั้น สำคัญมาก ที่เราควรศึกษากฏระเบียบไปก่อน
.

กฏระเบียบที่สำคัญที่ห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด

ผมจะขอพูดถึงกฏสำคัญเล็กน้อยนะครับ เพราะถ้าใครฝ่าฝืนกฏพวกนี้ โทษค่อนข้างร้ายแรงมาก

  • ถ้า Procter ยังไม่บอกให้เปิดข้อสอบ ห้ามเปิดเด็ดขาด
  • ห้ามหันซ้ายหันขวา และพูดคุยกับคนอื่นระหว่างสอบเด็ดขาด
  • ห้ามยืมเครื่องเขียน เครื่องคิดเลข
  • ก่อนหมดเวลาสอบ 30 นาที ห้ามลุกออกจากที่นั่ง
  • เมื่อ Procter บอกว่าหมดเวลา ต้องวางดินสอทันที ห้ามเขียนต่อเด็ดขาด

มีกรณีศึกษาที่ได้ทราบมาหลายกรณี เช่นระหว่างทำข้อสอบ มีผู้เข้าสอบชะเง้อดู
อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจไม่ทราบ แต่มีลักษณะที่เหมือนกับพยายามลอกข้อสอบ
ผลสอบในครั้งนั้นก็โดน Void หรือยกเลิกทันที

เช่นกัน สำหรับกฏข้อสุดท้ายที่ว่าถ้าหมดเวลาแล้วห้ามเขียนต่อ อันนี้ก็สำคัญมากนะครับ
ปกติคนไทยชอบคิดว่า หยวนๆ ขอกาเดาให้ครบก่อน ทำอย่างนี้ไม่ได้เลยนะครับ
ถ้าทำผลสอบในครั้งนั้นก็จะโดน Void ทันทีเช่นกัน

ผลต่อเนื่องจากการพยายามทำผิดกฏ หรือพยายามโกงการสอบ อาจจะลากยาวไปถึง
การตัดสิทธิ์สอบ CFA ซึ่งก็ค่อนข้างจะมีผลรุนแรง สำหรับคนที่ต้องการก้าวหน้าในโลกการเงิน
โดยใช้ CFA Designation เป็นใบเบิกทาง
.

ความรู้สึกหลังสอบ

สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกสบายใจนะครับ รู้สึกว่าได้ปลดเปลื้องภาระหนักออกไปอีกหนึ่งอย่าง
และจากที่ลองคำนวณคะแนนดูแล้ว ก็คิดว่าการสอบครั้งนี้ ผมน่าจะสามารถผ่านได้ด้วยดี
จะเหนื่อยบ้างก็เป็นการเหนื่อยกาย เพราะการสอบกินเวลานานมาก มากกว่าการสอบ TOEFL, GMAT ที่ผมเคยสอบ
และส่วนใหญ่ที่ถามจากหลายๆ ท่าน ก็จะบ่นกันว่า ข้อสอบตอนบ่ายยากกว่าตอนเช้า
แต่ผมกลับรู้สึกว่า ข้อสอบมันไม่ได้ยากขึ้นนะครับ มันก็ยากเท่าเดิม แต่แรงของพวกเรามันลดลงไปมากต่างหาก
ต่อไปผมจะขอรวบรวมคำบ่นที่ผมได้ยินได้ฟังมานะครับ เผื่อจะเป็นแนวคิดเตือนใจ
สำหรับใครที่กำลังจะสอบในรอบต่อๆ ไป
.

  • โถ่เว้ยยยยยย….. ไม่น่าอ่านลึกเกินไปเล้ยยยยยย
    เสียดายที่มัวแต่ไปอ่านประเด็นเล็กน้อย ปลีกย่อย ทุ่มเวลาให้ซะเยอะ
    พอออกมาจริง มันง่ายกว่าที่คิด… แต่ ….. จำไม่ได้โว้ยยยยย

    .
  • ทำไมชั้นไม่ทำโจทย์มาให้มากกว่านี้นะ ข้อสอบออกเหมือนโจทย์ที่ฝึกเลย
    แถมมีบางข้อยังออกเหมือนกับ Mock Exam (ข้อสอบฝึกหัดเหมือนจริง) เด๊ะ
    ทำไมไม่ยอมทำ ไม่ยอมใส่ใจน๊า

    .
  • กลัววิชาบัญชีมากกกกกกกกกก เลยอ่านบัญชีซะเยอะ
    ที่ไหนได้ ออกมาก็ไม่ยากเท่าไหร่ แต่วิชาอื่นน่ะสิ ทำไม่ได้เลย T_T

    .
  • ครั้งหน้า… ผ่านชัวร์

.
เมื่อเทียบกับข้อสอบ CISA 1 ที่ผมเคยสอบ มีสิ่งที่ไม่น่าเชื่ออยู่อย่างหนึ่งคือ
ผม (และเพื่อนบางท่าน) กลับรู้สึกว่า สอบ CFA ค่อนข้างจะง่ายกว่า
โดยเฉพาะถ้าเราสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้คล่องหน่อย
เนื่องจากข้อสอบ CFA นั้น ทั้งชุด มีจำนวนข้อน้อยกว่าการสอบ CISA ทั้ง 4 Modules
ส่งผลให้ แนวทางในการออกข้อสอบ CFA นั้น จะเน้นถามไปที่ concept + การคำนวณหลักๆ
ประมาณว่า ออกเยอะมากไม่ได้ เพราะจำนวนข้อที่ถามได้มีจำกัด (6 ชั่วโมง 240 ข้อ 10 วิชา)
อีกทั้งการสอบ CFA นั้น เราสามารถหาโจทย์ มาฝึกซ้อมได้ง่ายกว่าการสอบ CISA มาก
โดยรวม เลยทำให้รู้สึกว่าการเตรียมตัวสอบ CFA นั้นง่ายกว่า CISA พอสมควรเลยครับ
(เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ)
.

สุดท้ายก่อนจะจบโพสนี้ ผมก็ขออวยพรให้กับผู้ที่เข้าสอบ CFA ในรอบนี้ทุกท่านนะครับ
สำหรับผลสอบที่จะออกประมาณเดือนมกราคมนี้ ก็ขอให้ทุกท่านได้รับผลสอบที่ดี
ขอให้ผลสอบออกมาเหมาะสมกับเหตุที่ท่านได้เตรียมไว้ดีแล้ว
ถ้าผลออกมาไม่ดีก็ขอให้ยอมรับมันได้ และลองมาคิดวิเคราะห์ดูครับ ว่าเราผิดพลาดตรงไหน จะได้แก้ไขกันต่อไปครับ

ความรู้สึกหลังสอบ TOEFL ครั้งที่ 2 เสร็จ

.
สอบเสร็จแล้วครับผม วันนี้ผมไปถึงสถานที่สอบ
ที่ มหาวิทยาลัย เกษมบัณฑิต วิทยาเขตร่มเกล้า ตรงกับเวลารายงานตัวคือ 8.30 พอดี
จริงๆ อยากจะเล่าเรื่องสถานที่สอบมากๆ เลย แต่ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ
เดี๋ยวจะเขียนแยกอีกโพสนึงอีกที เป็นโพส Review สถานที่สอบ KBU Testing Center เลย
เพราะคิดว่า คงจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่านที่คิดจะสอบ TOEFL
แต่ยังเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกศูนย์สอบไหนดี

ที่นี่คนค่อนข้างเยอะครับ ผมไปถึงก็ต้องไปต่อติวรอลงทะเบียนกัน
น้องๆ หลายๆ คน ก็มีคุณพ่อคุณแม่ มานั่งคอยให้กำลังใจด้วย
น่ารักดีนะครับ ความรัก ความห่วงใยของพ่อแม่ ที่มีให้กับลูก นั่งรอ 4 ชั่วโมง ก็รอได้สบาย

เข้าสอบวันนี้ ด้วยสมาธิที่เต็มเปี่ยม ก่อนสอบเข้าห้องน้ำ (เบา) ไป 3 รอบได้
เพราะกลัวว่า จะปวดตอนสอบ และแล้วเหตุการซ้ำๆ ก็เกิดอีกจนได้ครับ
ข้อสอบ Reading อารมณ์เดิมกับที่เคยสอบครั้งที่แล้วเลย
บทความแรก ยากมาก และเป็นบทความที่แยกจับเวลาต่างหาก 20 นาที
ส่วนบทความที่ 2 กับ 3 นั้นก็ปานกลางครับ สรุปวันนี้เจอข้อสอบ Reading ไป
บทความละ 14 ข้อ รวมเป็น 42 ข้อ ผมคิดว่าผมเดาไปประมาณ 6 ข้อ
ตีซะว่า อัตราการเดาถูกซักครึ่งนึง ก็น่าจะได้ ซัก 39 เต็ม 42
หากคิดเป็นคะแนนเต็ม 30 แบบคร่าวๆ ก็มีลุ้นที่ 27-28 ครับ (ตั้งเป้าไว้ 29 แต่ไม่เป็นไรคับ)

ข้อสอบ Listening วันนี้เจอเยอะเป็นพิเศษครับ
ข้อสอบแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 17 ข้อ รวมเป็น 51 ข้อ ใน 1 ช่วงจะมี
1 conversation + 2 lectures แต่ผมพอจะรู้เลย ว่ามันมีข้อสอบทดลองอยู่
เพราะมันมี 1 conversation ที่แปลกมาก ไม่เคยเจอบทสนทนาแนวนี้มาก่อน
เพราะเป็นบทสนทนาที่ยาวมาก และเนื้อหาค่อนข้างยาก
มีศัพท์เทคนิคแนวๆ lecture ปนอยู่สูงมาก
รวมๆ แล้วผมเดาไปประมาณ 5 ข้อ ก็น่าจะมีลุ้นคะแนนที่ประมาณ 28-29 ได้ครับ
แต่อย่างว่าครับ ข้อที่ไม่เดา ใช่ว่าจะถูก ดังนั้น อาจจะได้น้อยกว่านี้ก็ได้

ข้อสอบ Speaking วันนี้ ผมรู้สึกว่าทำได้ดีเป็นพิเศษมากๆ เลยครับ
ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า ทุกๆ คนที่อยู่ในห้องสอบเดียวกันกับผม ก็ทำได้ดีเช่นกัน
(ได้แอบฟัง เพราะว่าผมทำเสร็จก่อน หลายๆ คน)
ครั้งก่อนผมได้คะแนนมา 19 คะแนน ครั้งนี้ ลองคิดคะแนนคร่าวๆ
แอบหวังว่ามีลุ้นที่ 22-24 คะแนนเลยครับ
คงต้องขอความเมตตาจากฝรั่งผู้ตรวจข้อสอบ part นี้ด้วย อิอิ

ข้อสอบ Writing เป็นข้อสอบที่ผมปฏิญาณตนเอาไว้ในการสอบครั้งนี้
ว่าจะต้องเช็คแกรมม่าก่อนหมดเวลาให้ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ทันครับ
ทั้งสองบทความเลย สรุปแล้ว writing ของผม คิดว่าอาจจะไม่ดีขึ้นกว่าการสอบครั้งก่อน
ครั้งก่อนได้ 27 ครั้งนี้ ขออย่าให้ต่ำกว่าเดิมก็พอครับ แต่เดาๆ ว่า 28 น่าจะได้
เหตุผลที่ต้องเช็คแกรมม่าร์ก็เพราะ แกรมม่าร์เป็นตัวตัดคะแนนที่ดีมากๆ
เพราะส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะเขียนเนื้อหาได้ค่อนข้างโอ กันทุกคน

เมื่อรวมคะแนนแล้ว คิดว่าคะแนนรวมในรอบนี้ของผม
อย่างน้อยก็ไม่น่าจะต่ำกว่าการสอบครั้งก่อน คือ 104 นะครับ
แต่ยังไงก็แล้วแต่ worst case scenario อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน
ต้องรอลุ้นอีกประมาณ 20 วัน ก็น่าจะสามารถดูคะแนนผ่านเว็บได้
ส่วนคะแนนแบบ paper คงต้องรอส่งมาถึงร่วม 30 วันครับ
(ครั้งก่อนของผมใช้เวลา 34 วัน)

ตอนนี้ก็พักผ่อนเล็กน้อย เตรียมสอบ GMAT ต่อ วันที่ 16 ต.ค. ครับ
มีความเชื่อเล็กน้อย ว่าครั้งนี้น่าจะทำได้ดีขึ้นพอสมควร
ต้องสู้ต่อไปครับ ^_^

%d bloggers like this: