.
ไม่ได้เขียนบล๊อคไปหลายวันเลยครับ มัวแต่มีปัญหากับคอมพ์อยู่
ทุกๆ อย่างเป็นเรื่องของความไม่แน่นอนจริงๆ นะครับ โน๊ตบุ๊คผมที่ทั้งเล่นและใช้มันอยู่ทุกวัน
ไม่น่าเชื่อว่า แค่ปิดไว้ แล้วตื่นมาตอนเช้า ไฟก็ไม่เข้าซะแล้ว อาการนี้เกินปัญญาที่ผมจะซ่อมเองได้ T_T
หิ้วไปหาช่าง ช่างบอกว่า ระหว่างคืนนั้น เราเสียบปลั๊กทิ้งไว้ คงมีอะไรเกิดขึ้นซักอย่าง
ทำให้ชิบเกี่ยวกับระบบจ่ายไฟไหม้ไป (ผมก็สังหรณ์ๆ แล้ว เพราะว่าฝนตกหนักต่อกันมาหลายๆ คืน)
จนวันนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมครับ ว่าจะซ่อมได้รึเปล่า แล้วต้องเสียเงินเท่าไหร่
แต่ผมก็หาคอมพ์มาเล่นจนได้ละครับ ถ้าไม่อัพเดท เดี๋ยวจะไม่มีคนเข้ามาชมบล๊อคซะก่อน
วันนี้ผมจะเล่าถึงกลยุทธ์ในการสอบ GMAT รอบต่อไปของผม (หลังจากพลาดมาครั้งแรก)
ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า กลยุทธ์นี้จะทำให้ผมสามารถพิชิตเป้าหมายที่หวังไว้คือ 710+
(เมื่อก่อนหวังสูงกว่านั้นครับ ตอนนี้ลดลงมาหน่อยล่ะ พยายามตั้งเป้าหมายให้สมจริงมากขึ้น)
แต่ก็อย่างว่านะครับ ทุกอย่างบนโลกอยู่ใต้กฏของความไม่แน่นอน
แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย หรือปล่อยไปตามดวงนะครับ
ผมว่าพยายามให้ถึงที่สุดก่อน นั่นคือส่วนของความแน่นอน ที่เราคุมได้
ส่วนผลลัพธ์ถ้ามันจะออกมาไม่ดีอย่างที่คิด นั่นก็คือส่วนของความไม่แน่นอน เราไม่มีอำนาจไปคุม
แต่มีหน้าที่ที่ต้องยอมรับความไม่แน่นอนนั้นให้ได้ ด้วยใจที่เป็นปกติครับ
.
My New Learning Strategy
ดังที่ผมได้เคยเขียนไปแล้วครั้งนึง ว่าผมต้องเน้นปรับปรุงคะแนนส่วน Verbal
ในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาคะแนน Quant ให้คงที่ (หรือเพิ่มเท่าที่พอจะทำได้)
สิ่งสำคัญในการฝึกฝนของผมคือ Materials ที่จะใช้ในการฝึกครับ
ครั้งนี้ผมจะใช้ Materials ในการฝึกดังต่อไปนี้ครับ
.

.
ก่อนอื่นนั้น Materials ที่ผมเคยใช้ก่อนการสอบครั้งก่อน
ผมอาจจะไม่ค่อยได้กลับไปอ่านแล้วครับ
ถ้าจะกลับไปอ่านก็คงจะเป็นเฉพาะข้อผิดที่เคยมาร์คเอาไว้
สาเหตที่ผมได้คะแนนน้อยไม่ใช่ว่าหนังสือหรือ CD พวกนี้ไม่ดีนะครับ
แต่ผมว่ามันเป็นเพราะรูปแบบการฝึกของผมนั้น มันกระจัดกระจายเกินไป
แล้วก็ไม่ทันที่ผมจะเชี่ยวชาญด้านนึง ผมก็กระโดดไปฝึกอีกด้านนึง
หรือไม่ทันที่จะเชี่ยวชาญพื้นฐาน ก็กระโดดไปฝึกโจทย์ยากๆ
(ซึ่งตอนสอบจริง โจทย์ยากๆ ที่ฝึก ผมแทบจะไม่เห็นครับ
เพราะว่าเราผิดตั้งแต่ข้อสอบข้อพื้นฐานแล้ว โจทย์ยากๆ เลยไม่ยอมออกมา)
และที่รู้สึกว่าตัวเองฝึกได้ดีนั้น ก็เป็นเพราะเราหมกมุ่นมากจนดูเหมือนยุ่งๆ
เราเลยคิดว่า น่าจะดี จริงๆ แล้วแค่เหมือนตั้งใจ แต่ใส้ในกลวงๆ น่ะครับ
(ผมเคยโดนอาจารย์บุญชัยที่ Fast-english ด่าประโยคนี้ล่ะครับ
ตอนนี้ยอมรับเลย ว่าผมก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่จริงๆ อาจารย์มองได้ขาดจริงๆ ครับ)
.
Materials ที่ผมใช้ในการฝึกฝน GMAT ในปัจจุบัน
ผมพยายามคิดอยู่นานครับ ว่าทำยังไงถึงจะสามารถเก่ง GMAT แบบที่ว่า
เราเก่งจริงๆ ในด้านนั้นๆ เพราะผมคิดว่า เราควรจะเชี่ยวชาญทีละเรื่องๆ
แล้วขยายความเชี่ยวชาญออกไป ให้ครอบคลุมหลายๆ หัวเรื่องมากขึ้น
ในที่สุดผมก็เจอหนังสือที่เหมาะกับรูปแบบการฝึกที่ผมต้องการครับ
หนังสือเล่มนั้นชื่อ 1,012 GMAT Practice Questions ซึ่งจัดทำโดยทีมงานของ
The Princeton Review ซึ่งหนังสือของเจ้านี้ เค้าใช้ได้เลยครับ
ผมเจอหนังสือเล่มนี้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬา (จามจุรีสแควร์)
ทันที่ที่เปิดดูปุ๊บ ผมถูกใจทันทีครับ แต่ก็ยังลังเลๆ อยู่ เพราะหนังสือดูเล่มใหญ่น่าจะแพง
แต่พอเอาไปถามราคาดู ปรากฏว่าเล่มนี้ 450 บาทเองครับ
(จริงๆ ก็ยังแพงอยู่ แต่ถูกกว่าเล่มอื่นๆ เท่าตัวครับ คิดว่าถึงเวลาต้องลงทุนซะที)
ข้อดีของหนังสือเล่มนี้คือ
.
- โจทย์เยอะมาก 1,012 ข้อ ครอบคลุมทั้ง Quant และ Verbal
(เฉลี่ยข้อละ 2 บาทเศษๆ ครับ เวลาฝึกทำไปก็เสียดายตังค์ไปด้วย อิอิ)
.
- แบ่งหัวข้อละเอียดสุดๆ แบบว่าเราสามารถเน้นศึกษาเฉพาะด้านได้เลย
คำว่าละเอียดนี่คือแบบนี้เลยครับ อย่างในข้อสอบ Verbal ส่วน SC เนี่ย
ก็จะแบ่งเลยว่ามีหัวข้อคือ Subject/Verb Agreement, Verb Tense, Pronouns,
Parallel Construction, Misplaced Modifiers, Idiom และ Mixed
เราสามารถไล่ทำโจทย์ที่เน้นเฉพาะเรื่องที่เราอ่อนได้ง่ายมากๆ
.
- มีสอนเทคนิคและกลยุทธ์ต่างๆ ตามรายหัวข้อย่อยๆ เลยครับ
ซึ่งปกติในหนังสือเล่มอื่นๆ นั้น เค้าจะสอน Strategy รวมๆ เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น หนังสือเล่มอื่นจะบอกว่าข้อสอบส่วน CR ให้หลีกเลี่ยง choice ที่ใช้คำที่รุนแรง
แต่ความเป็นจริงแล้ว ในหนังสือ 1012PQ เนี่ย เค้าจะละเอียดขนาดว่า
ถ้าเป็นข้อสอบที่เน้นให้เรา Strengthen หรือ Weaken เนี่ย
choice ที่ใช้คำรุนแรง มีโอกาสถูกสูง
พอผมอ่านคำสอนและเทคนิคพวกนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าทำข้อสอบได้ดีขึ้นมากๆ ครับ
.
นอกจากข้อดีแล้ว ก็มีข้อเสียบ้างนิดหน่อยครับ คือเรื่องของการพิมพ์ผิด และเฉลยไม่ตรงคำถาม
แต่เท่าที่ผมอ่านดูก็ถือว่ามีในระดับที่ยอมรับได้ครับ ส่วนถ้าใครชอบกระดาษดีๆ นี่
เล่มนี้อาจจะตอบโจทย์คุณไม่ได้นะครับ เพราะกระดาษแย่มาก (สมแล้วที่ราคาถูกกว่าเล่มอื่นๆ)
สำหรับหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมซื้อคือ GMAT Review (Official Guide) 12th Edition ครับ
edition เล่มนี้เพิ่งออกมา มีโจทย์มาใหม่ประมาณ 300 ข้อ รวมแล้วมีโจทย์ในเล่มประมาณ 900 กว่าข้อครับ
เรื่องราคานั้น ถือว่าเอาเรื่องเลยครับ ราคาที่ผมซื้อได้ที่ศูนย์ฯจุฬาเหมือนกัน คือ 890 บาท
แต่ผมจำเป็นต้องซื้อครับแม้ผมจะเคยอ่าน Edition เก่าแล้วก็ตาม
เพราะเล่มนี้มีข้อดีหลายอย่าง ได้แก่
.
- ข้อสอบใกล้เคียงกับข้อสอบ GMAT จริงๆ มากครับ
พอได้ไปสอบมาแล้วครั้งนึง ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าจำเป็นต้องฝึกฝนหนังสือเล่มนี้ให้มากๆ
.
- คำอธิบายในเฉลย ชัดเจน และละเอียดที่สุด กว่าหนังสือทุมเล่มที่ผมเคยอ่านมา (ซึ่งไม่มาก 55)
และที่สำคัญคือ แทบไม่มีจุดที่พิมพ์ผิดเลยครับ แล้วกระดาษก็ดีมากๆ
เรียกได้ว่าความหน้าเท่ากับ 1012PQ แต่น้ำหนักต่างกันมากๆ
.
ผมซื้อเล่มนี้มาเพราะว่าคำเฉลยที่เคลียร์ เป็นหลัก เพราะผมเชื่อว่าเวลาเราติดปัญหาข้อใดเนี่ย
ถ้าเราได้รับคำอธิบายที่เพียงพอ โอกาสที่เราจะผิดอีกมีน้อยครับ
ในส่วนคำอธิบายเนี่ย หนังสือเล่มอื่นให้ไม่ได้จริงๆ บางเล่มอธิบายเหมือนกับว่าเรารู้ดีอยู่แล้ว
คือผมรู้สึกว่าอ่านเฉลยของบางเล่มแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าเราผิดยังไง
.
My New Learning Process
ตอนนี้เมื่อมี Materials ครบแล้ว ลองมาดูกันครับ ว่าผมมีกระบวนการเรียนรู้และฝึกฝนยังไง
ก่อนอื่นขอให้เพื่อนๆ Assume ไว้ก่อนนะครับ ว่าผมเป็นคนที่ศึกษา GMAT มาพอประมาณแล้ว
ดังนั้นการฝึกของผมอาจจะไม่เหมาะกับคนที่เพิ่งฝึกใหม่ แต่ก็เอาไปประยุกต์ได้ครับ
- ผมจะทำการศึกษาในเล่ม 1012PQ ก่อน โดยเริ่มจากส่วนที่ผมคิดว่าอ่อน
คือส่วน Verbal นะครับ (ค่อยมาเก็บ Quant ทีหลัง ด้วยวิธีเดียวกันนี่แหละครับ)
วิธีการคือ ผมจะอ่านในส่วนของเทคนิค และวิธีการตัดช้อยต่างๆ ให้เข้าใจ ก่อนที่จะทดลองทำโจทย์
.
- ผมทำแบบทดสอบใน 1012PQ แยกตามหัวข้อให้ครบ
เสร็จแล้วประเมินตัวเอง โดยตัวอย่างที่ผมทำในส่วนของ SC และ CR เสร็จแล้ว
จะเอามาเขียนเป็นกราฟแท่งได้ดังนี้ครับ
.
.

.
ซึ่งพอผมทำโจทย์แยกตาม Area แบบละเอียดๆ แล้วเนี่ย ทำให้เห็นเลยครับ ว่าเรามีปัญหาตรงไหน
ซึ่งตรงนั้นแหละครับ เป็นจุดที่ผมคิดว่า เราควรเข้าไปแก้ไข ในขณะที่จุดแข็งนั้น เราก็ต้องรักษาไว้
สิ่งที่ผิดคาดอีกอย่างคือ ผมเคยคิดมาตลอดว่าผมทำ CR ได้ดีกว่า SC
ปรากฏว่าพอประเมินตัวเองออกมาคะแนน CR ของผมนั้นค่อนข้างผันผวนสูง
บางหัวข้อย่อยนี่ดีมากๆ บางหัวข้อกลับแย่มากๆ ซึ่งถ้าไม่ทำแบบฝึกหัดแบบนี้ จะไม่มีทางรู้เลย
- เวลาทำโจทย์ทุกครั้ง ผมจะมาร์ค โจทย์ 2 ประเภทไว้คือ
1) โจทย์ที่ผมทำผิด 2) โจทย์ที่ผมคิดว่ายาก และถ้ามาเจออีกอาจจะตอบผิด
โจทย์พวกนี้แหละครับ ที่ผมจะใช้ฝึกในช่วงใกล้สอบในสัดส่วนที่มากกว่าข้อที่ทำได้แล้ว
.
.
เวลาผมทำโจทย์ผมจะพิมพ์ Answer Sheet ขึ้นมา เพื่อให้สามารถที่จะ Eliminate คำตอบที่ผิดได้ง่ายๆ ครับ
จากรูป ขอที่ผมดอกจันทน์ ไว้คือข้อที่ผมคิดว่ายาก และข้อที่มี วงเล็บข้างหลัง คือข้อที่ผมผิดครับ
เวลาในห้องสอบจริงๆ ผมก็จะเขียน Answer Sheet นี้ในกระดาษทดเหมือนกันครับ
เสียเวลานิดหน่อย แต่ช่วยได้เยอะมากๆ เวลาเราตัด choice ไหนไปแล้ว เราก็ขีดฆ่าออก
ไม่ต้องเปลืองแรงให้สมองจำครับ ตอนสอบต้องให้สมองคิดเต็มที่
.
- ลำดับต่อไป ผมจะมาทำโจทย์ใน OG12 ครับ
การจำโจทย์ใน OG12 นั้น จะวัดผลคนละอย่างกันกับการทำโจทย์ใน 1012PQ
เพราะโจทย์ใน OG12 จะไม่แบ่งตามหัวข้อย่อยแล้ว การที่ไม่แบ่งตามหัวข้อย่อย
ทำให้โจทย์ยากขึ้นเล็กน้อยครับ เพราะ scope ในการคิดของเราจะต้องกว้างขึ้น เสียเวลามากขึ้น
แต่ข้อดีคือ รูปแบบของโจทย์ตอนสอบจริง ก็จะเป็นแบบนี้แหละครับการทำโจทย์ใน OG นั้น พอเราผิด เราต้องศึกษาเฉลยให้เข้าใจถ่องแท้ไปเลยครับ
เพราะถือว่า เป็นโอกาสดีมากๆ ที่เราจะได้เรียนรู้ วิธีการคิดของคนออกข้อสอบ
(GMAT OG จัดทำโดยคนที่ออกข้อสอบ GMAT ครับ และโจทย์ทุกข้อเคยออกสอบจริงมาแล้ว)
.
- ลำดับต่อไป ผมจะตามเก็บข้อที่เคยผิดในแบบฝึกหัดก่อนๆ เพื่อจะลองดูครับว่าเราพัฒนาขึ้นมั๊ย
ถ้าพัฒนาจริง การทำรอบสองเนี่ย มันจะต้องผิดน้อยลง แต่สิ่งที่ควรระวังคือ เราต้องทิ้งระยะห่างสักพักครับ
ไม่งั้นเราจะจำคำตอบได้ ซึ่งอันตรายมาก เพราะจะทำให้เราคิดว่า เราทำได้ เราเข้าใจ แต่ความจริงแค่จำได้
และเป็นเหตุผลว่าทำไม การฝึกรอบใหม่ของผม ผมต้องซื้อหนังสือใหม่ด้วย เพราะว่าโจทย์ในหนังสือเก่าๆ
ผมทำครบหมดแล้วนั่นเอง
.
- ถึงขั้นนี้ผมจะเริ่ม Count Down เข้าสู่วันสอบจริงแล้วนะครับ
ช่วงนี้ ผมจะงัดเอาข้อสอบที่เป็น Computer Adaptive Test แบบที่แถมมาเป็น CD กับหนังสือต่างๆ
ออกมาฝึกให้มากที่สุด โดยเฉลี่ยสัปดาห์นึง ควรจะทำ Full-test ประมาณ 3-4 ครั้ง
โดยเลือกทำในเวลา 9.00-13.00 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกัน กับการสอบจริงในประเทศไทยครับ
การฝึกแบบนี้ อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ร่างกายเราปรับตัวได้ดีมาก
อย่างแรก เราจะสามารถมีสมาธิต่อเนื่องได้นาน 4 ชั่วโมง ซึ่งจำเป็นมากในการสอบจริง
อย่างที่สอง เราจะชินกับอาการ หิว อาการอยากเข้าห้องน้ำ และร่างกายจะปรับตัวได้ในที่สุดครับ
.
ในการฝึกขั้นนี้ ขอให้เก็บ Full-test ที่ได้จากการสมัครสอบ GMAT ที่ชื่อว่า GMATPrep ไว้ก่อนนะครับ
ไว้ 1-2 สัปดาห์ก่อนสอบ ค่อยงัดมาทำ เพราะข้อสอบใน GMATPrep นั้น จะคำนวณคะแนนได้ใกล้เคียง
สมจริง ใกล้กับคะแนน GMAT จริงๆ ที่สุดครับ
สาเหตุที่เป็นอย่างงั้น เพราะ Algorithm ในการให้คะแนน เป็น Algorithm เดียวกัน
และข้อสำคัญคือ หน้าตาของโปรแกรม จะเหมือนกับการสอบจริง แบบไม่ผิดเพี้ยนเลยครับ
ข้อสอบชุดนี้ เราจะมีแค่ 2 ชุดเท่านั้น จะเหมาะกับการใช้ประเมินตัวเองมากๆ ครับ.
==================================================================
.
เอาล่ะครับ ทั้งหมดนั่น ก็เป็นกลยุทธ์และวิธีการฝึก ที่ผมนำมาใช้ในการเตรียมตัวสอบรอบ 2 นี้
อย่างที่ผมบอกครับ ผมศรัทธาในวิธีการฝึกของตัวเอง และเชื่อว่าถ้าทำได้ต่อเนื่องจริงๆ
คะแนนมันต้องเพิ่มขึ้นมาบ้าง และเป้าหมายคงไม่ไกลเกินไปนะครับ
และต้องขอโทษด้วยครับ ที่พอเขียนเรื่อง GMAT ก็เริ่มเขียนจากวิธีการฝึกของผมก่อนเลย
แทนที่จะปูพื้นก่อน แต่ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะตามกลับมาเขียนในส่วนของพื้นฐาน
เผื่อว่าใครที่เพิ่งเริ่มรู้จัก GMAT จะได้เห็นภาพต่างๆ มากขึ้นนะครับ
สำหรับในโพสนี้ ผมอาจจะโพสเกี่ยวกับหนังสือและสื่อต่างๆ ที่ผมใช้ฝึกไว้หลายรายการ
ความเป็นจริงนั้น หลายๆ รายการ ผมก็โหลดๆ เอาจากในอินเทอร์เน็ต เท่าที่จะหาได้ครับ
เพราะตัวเองก็มีข้อจำกัดเรื่องเงินทองเหมือนกัน เอาเป็นว่าถ้ามีท่านใดสนใจเกี่ยวกับหนังสือ GMAT จริงๆ
ก็ลองเมล์มาหาผมได้นะครับ ผมยินดีจะช่วยเท่าที่ทำได้ครับ
Like this:
Like Loading...