ผลสอบ GMAT ครั้งที่ 2 คะแนนที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง

.
และแล้วการสอบ GMAT ในครั้งที่ 2 ของผมก็ผ่านไปครับ
วันนี้ผมไปถึงศูนย์สอบ ด้วยความมั่นใจ มีประหม่าเล็กน้อย
แต่ก็เป็นความประหม่าในลักษณะที่ สั่นสู้ มากกว่า

ข้อสอบวันนี้ ผมมีความรู้สึกว่า Quant นั้น ผมทำได้พอๆ กับของเดิม
ขนาดว่าพยายามไม่ติดอยู่กับข้อยากๆ นานๆ แล้ว
ก็ยังทำข้อสอบไม่ทันเลยครับ เวลาหมดได้เดาไปประมาณ 4-5 ข้อเลย (จาก 37 ข้อ)
และที่ไม่เดา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดแค่ไหน

ส่วนข้อสอบ Verbal นั้น ผมทำไปก็ยิ้มไปครับ เพราะรู้สึกว่า ผมทำได้มากขึ้นกว่าเดิมมาก
อาจจะเป็นเพราะเน้นฝึกในด้านนี้จนฝีมือดีขึ้นมาก พอทำข้อสอบเสร็จ กดลุ้นคะแนนด้วยตัวเย็นเฉียบ
ในใจ ยังคิดว่า คะแนนน่าจะดี น่าจะได้เกิน 700 แต่แล้วก็… ได้ตามข้างล่างนี้ครับ
.

GMAT Score Comparison

.
คะแนนในช่องซ้ายเป็นคะแนนล่าสุดของผมครับ ได้มาทั้งหมด 690 (ครั้งก่อน 640)
สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งจนได้ ไม่ถึง 700 อย่างที่ตั้งใจไว้ เป็นครั้งที่สอง
แต่ผมก็ยังดีใจนะครับ ที่คะแนนดีขึ้นพอสมควรเลย
โดยเฉพาะ Verbal คะแนนดีขึ้นมากๆ ครับ ได้เพิ่มมาตั้ง 5 คะแนน

ขออธิบายตารางนิดนึงนะครับ คะแนนเต็มของ Quant กับ Verbal จะเท่ากับ 51
คะแนนเต็มในส่วนของ Total GMAT score จะเท่ากับ 800
ส่วนตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บนั้น เป็นอันดับ percentile ของคะแนนที่ทำได้
เช่น คะแนนรวม 690 มี percentile ในลำดับที่ 88
ก็จะหมายความว่า หากเทียบกับคนที่สอบ GMAT ทุกๆ คนแล้ว
เรียงคะแนนจากต่ำสุดมาสูงสุด ผมจะเป็นคนที่ 88 จาก 100 คนพอดี
หรือตีความอีกแบบ ก็คือ ผมสอบได้ประมาณที่ 12 จาก นักเรียน 100 คน
(แต่จำนวนคะแนนที่เอามาคำนวณนั้น จริงๆ แล้วประมาณ 2 แสนคนเลยครับ ไม่ใช่ 100 คนนะ)

ความรู้สึกหลังจากที่รู้คะแนน ช่วงนาทีแรกๆ ก็ทำเอาผมเศร้าไปพักนึง
ซักพัก ผมก็เริ่มรู้สึกโล่งครับ… เพราะก่อนที่จะสอบ ผมได้ปรึกษากับครอบครัวของผมเอาไว้
ว่าถ้าคะแนนที่ได้ ยังไม่ดีพอ แบบที่ว่าน่าจะสมัครแล้วติด ผมก็จะเลือกเดินอีกทาง
ซึ่งเป็นทางที่ผมยังไม่เคยเขียนถึงมาก่อน… แต่ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนนะครับ
ไว้พรุ่งนี้ ผมจะมาเล่าให้ฟัง ว่าชีวิตผมจะเป็นยังไงต่อไป และเหตุผลในการตัดสินใจต่างๆ ของผมคืออะไร
แต่ตอนนี้ผมขอพูดถึงเรื่องการสอบ GMAT อีกซักหน่อยนะครับ
.

ข้อพึงสังวร สำหรับคนที่จะไปสอบ GMAT!!!

ไม่น่าเชื่อว่า วันนี้ผมจะเจอคนที่มีปัญหากับการสอบ GMAT
และต้องเสียเงินค่าสอบ $250 ไปฟรีๆ ถึงสองคน (ช่วงเช้าหนึ่งคน ช่วงบ่ายหนึ่งคน)
ปัญหานั้นก็คือ เค้ามาสอบตรงเวลา แต่ไม่มีหลักฐานที่ถูกต้องในการเข้าสอบ
หลักฐานนั้นก็คือ “Photo ID ที่มีรูปและชื่อของเราเป็นภาษาอังกฤษ
ซึ่งหลักฐานที่นิยมที่สุดก็คือ Passport ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีการใช้มาเป็นเวลานานแล้วครับ
แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถใช้บัตรประชาชน รุ่นใหม่ (smart card)
ยืนยันตัวเองเข้าสอบได้แล้วนะครับ เพราะว่ามีทั้งรูป และ ชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ถูกต้องตามกฏ
(ยกเว้นบางประเทศ กฏจะระบุให้ต้องใช้ passport เท่านั้น)

เจ้าหน้าที่ศูนย์ Pearson ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดสอบ GMAT ในประเทศไทย
เค้าก็ไม่อนุญาตให้เข้าสอบตามระเบียบครับ ไม่ว่าเราจะแก้ตัวยังไงก็ช่าง
ซึ่งผมคิดว่าเค้าก็ทำถูกแล้ว ถ้าไม่งั้น กฏก็คงไม่เป็นกฏ และก็จะทำให้เกิดการทุจริตขึ้นได้
ผมเองก็เห็นใจแทนนะครับ แต่ที่อึ้งก็คือ น้องคนนึงก็ยังเถียงเค้าไปได้ว่า
มันน่าจะยืดหยุ่น น่าจะ flexible กันได้นิหน่า

เจ้าหน้าที่คนนั้น ซึ่งไม่ใช่คนไทย (น่าจะเป็นคนอินเดียครับ) ก็เลยสวนกลับไปเต็มๆ ว่า
there’s no such thing as “flexible” in administering this test.
this test is an international test not local test
and you’re expected to read and understand all the rules.

ทำเอาอึ้งกันไปทั้งศูนย์สอบเลยครับ เพราะเค้าก็พูด (รวมทั้งแสดงสีหน้า) ค่อนข้างแรง

ที่เล่านี่ ไม่ใช่ต้องการจะเยาะเย้ย ซ้ำเติมนะครับ
แต่อยากสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยเรา
ก็คือ เราชอบอะไรง่ายๆ หยวนๆ คุยกันได้ ประโยคฮิตของเราก็คือคำว่า “ไม่เป็นไร”
วัฒนธรรมนี้ ไม่ใช่ว่ามีแต่ข้อเสียนะครับ ข้อดีก็มีเยอะมาก
แต่วันดีคืนดี ถ้าเราก็ติดและหลงเอาวัฒนธรรมนี้ ไปใช้กับคนต่างชาติ ก็จะเป็นปัญหาได้แบบนี้ล่ะครับ

ดังนั้น สำคัญมากนะครับ ไม่ว่าเราจะสอบอะไรก็ตาม TOEFL, GMAT, GRE หรือข้อสอบอื่นๆ
ศึกษากฏ และระเบียบให้ดีๆ ครับ เรามีหน้าที่ต้องอ่านและทำความเข้าใจทุกๆ อย่างที่เค้าส่งมาให้
(รวมทั้งที่ไม่ได้ส่งมา แต่เขียนอยู่บนเว็บไซต์ด้วย) มันเป็นคุณสมบัติขั้นต่ำ
ที่จะแสดงว่า เรามีความรับผิดชอบ และใส่ใจกับการสอบอย่างเพียงพอนะครับ

1 วันก่อนสอบ GMAT รอบที่สอง

.
และแล้ววันสำคัญอีกวันสำหรับผมก็มาถึงอีกแล้วครับ
พรุ่งนี้ผมจะสอบ GMAT รอบที่สอง หลังจากที่ผลสอบในครั้งแรก
ยังไม่พอที่จะสมัครเรียนต่อระดับปริญญาเอกด้านการเงินในต่างประเทศ
และผมได้พยายามฝึกฝนใหม่ โดยปรับวิธีการฝึกของตัวเองซะใหม่ ตามที่เคยเขียนถึง

การสอบวันพรุ่งนี้ สำคัญกับผมมาก เพราะหากผมได้คะแนนไม่ดี
(สอบเสร็จรู้คะแนนเลยครับ) ผมก็จะต้องวางแผนใหม่ ว่าชีวิตจะเดินไปทางไหน
เพราะเป็นเรื่องยากแล้วครับ ที่ผมจะสามารถสอบใหม่ได้ทันการสมัครเรียนในปีนี้
อีกอย่าง 1 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าได้ทุ่มเวลาให้การเตรียมตัว อย่างเต็มที่แล้ว
หากต้องรออีก 1 ปี ผมคิดว่า ผมคงต้องหาอะไรทำระหว่างนั้นไปด้วย
และก็มีความไม่แน่นอนสูง ว่าผมอาจจะสนุกกับสิ่งที่ทำ
จนอาจจะเปลี่ยนเป้าหมายในการที่จะเรียนต่อเพื่อจะกลับมาเป็นอาจารย์ก็ได้

ดังนั้น พรุ่งนี้ผมจะพยายามทำให้เต็มที่ครับ
ตอนนี้ผมรู้สึกมั่นใจมากๆ ว่าคะแนนในการสอบครั้งที่สองนี้
น่าจะทำได้อย่างที่ผมตั้งใจไว้ คือมากกว่า 700 คะแนนขึ้นไป
(ความจริงแล้ว ผมแอบตั้งเป้าไว้สูงกว่านั้นด้วยซ้ำ ถ้าได้ 720+ จะดีมากๆ เลยครับ)
ส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าคราวนี้ ผมมั่นใจมากกว่าในการสอบครั้งแรกเยอะมาก
ตอนนี้แทบไม่รู้สึกประหม่าเลย แทบอยากจะให้วันสอบมาถึงเร็วๆ ด้วยซ้ำ
.

ผมฝึกอะไรมาบ้าง ?

ลองกลับไปทบทวนดู ว่าผมได้เตรียมตัวอะไรมาบ้าง ก็รู้สึกดีกับตัวเองเหมือนกันครับ
ไม่น่าเชื่อว่า ผมจะฝึกฝน GMAT มามากขนาดนี้ นับจำนวนโจทย์ที่ฝึกทำ
ในช่วงเวลา 6-7 เดือนที่ผ่านมา ผมทำโจทย์ไปประมาณ 7000 ข้อได้
ถ้าคิดว่าทำข้อละประมาณ 2 นาที ก็กินเวลาร่วม 230 ชั่วโมง
เทียบเป็นการสอบจริง (ครั้งละ 4 ชั่วโมง) ก็เหมือนผมสอบจริงๆ ไปแล้ว 57 ครั้ง

ในความรู้สึกของผม ผมรู้สึกว่า ผมได้ทำเต็มที่
จนถึงจุดที่ฝึกต่อไป คะแนนผมก็ไม่ค่อยจะเพิ่มขึ้นแล้วครับ
จุดที่ผิดก็ลดลงเยอะแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจะทำจนถูกหมดได้แน่ๆ
สิ่งที่พัฒนาขึ้น ระหว่างการฝึกฝนซ้ำๆ คงเป็นความคุ้นเคยและเซ้นส์ในการมองข้อสอบ
ตอนนี้ผมคิดว่า สามารถจะชั่งใจได้มากขึ้น ว่าข้อไหนควรทิ้ง
ข้อไหนควรพยายามทำ และรู้ว่า นอกจากการทำข้อสอบถูกแล้ว
การบริหารเวลาในการสอบ GMAT เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด

ปัญหาในการทำข้อสอบ verbal ที่เมื่อก่อน (ช่วงสอบครั้งแรก)
ผมมองว่ายากและไม่ค่อยชอบมัน ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่า มันก็สนุกดี
จริงอยู่ว่าความยากมันยังมีอยู่ แต่ทัศนคติของผมต่อข้อสอบมันดีขึ้น
เลยทำให้หลังๆ นี่ สถิติที่ฝึกทำข้อสอบส่วน verbal ก็ดีและสม่ำเสมอขึ้นเยอะครับ
.

สิ่งที่จะพยายามทำในวันพรุ่งนี้

การสอบจริงในวันพรุ่งนี้ ผมมีความตั้งใจว่าจะต้องทำสิ่งต่อไปนี้ให้ได้ครับ

  • มีสติและสมาธิตลอดเวลาในการทำข้อสอบ
    ไม่ประหม่า แม้ว่าจะเจอข้อที่ทำไม่ได้ก็ตาม
  • พยายามทำข้อสอบ 10 ข้อแรกให้ถูกทั้งหมดให้ได้
    เพราะจะมีผลต่อคะแนนอย่างมาก เพื่อที่ข้อหลังๆ ผมจะสามารถผิดได้บ้าง
  • เลือกทิ้งข้อสอบ ข้อที่ยาก และกินเวลามากเกินไป
    เพื่อประหยัดเวลา ไว้ทุ่มให้กับข้อต่อๆ ไป ที่เราอาจจะทำได้
    (ครั้งก่อน ผมมีปัญหา ที่เรามัวแต่คิดว่า จะทำได้ จนทำให้เสียเวลาทำข้ออื่น)
  • มีความสุขเวลาทำข้อสอบ
  • ทำใจให้ยอมรับได้ กับผลสอบ ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือไม่ก็ตาม
    รอบนี้ ถ้าได้น้อย ผมคงจะไม่ฟูมฟายเหมือนรอบแรกแล้วล่ะครับ

ตอนนี้ ผมคิดว่า ผลสอบจะออกมายังไง ก็ให้เป็นเรื่องของผลสอบมันก็แล้วกันครับ
อย่างน้อย ผมได้สร้างเหตุที่คิดว่าดีเพียงพอไว้แล้ว เท่านี้ก็รู้สึกดีล่ะครับ
ถ้าคะแนนออกมาดี ผมคงจะได้มีโอกาสมาเล่าเรื่องต่างๆ
เช่น เรื่องการสมัครเรียน ว่ามีขั้นตอนยังไง ผมเลือกสมัครไปที่ไหนบ้าง เพราะอะไร ?
แล้วก็จะได้มาลุ้นต่อไปว่า สมัครไปแล้วจะติดรึเปล่า
เพราะการได้คะแนนดีเนี่ย เป็นแค่ step แรกๆ เท่านั้นเอง

แต่ถ้าคะแนนไม่ดี ผมก็คงมีเส้นทางชีวิตใหม่ต่อไป
ก็คงมีเรื่องราวมาเขียนอยู่ดีล่ะครับ เพียงแต่เรื่องอาจจะไม่ตรงกับชื่อเว็บ
ที่ตั้งไว้ว่า A PhD Journey of Mine ไปบ้าง แต่ตอนนี้ ในหัวก็มีเรื่องจะแชร์เต็มไปหมดครับ

ยังไงซะ พรุ่งนี้ ก็ขอให้ผมทำได้ดีครับ ขออวยพรให้ตัวเองอีกครั้ง
เพราะถ้าแม้แต่เรายังไม่อวยพรให้ตัวเราเลย คงจะหวังให้คนอื่นมาช่วยลำบากล่ะครับ ^_^

บททดสอบของชีวิต ก่อนสอบ TOEFL และ GMAT ครั้งที่ 2

.
สวัสดีครับ
สัปดาห์นี้ผมไม่ได้อัพเดทบล๊อคเลย ทั้งๆ ที่มีเรื่องจะเขียน แล้วก็อยากเขียนอยู่หลายวัน
แต่พอเปิดหน้าต่างขึ้นมาจะเขียนทีไร ก็ต้องปิดไปทุกที
สาเหตุเป็นเพราะช่วงนี้ เป็นช่วงที่ชีวิตผมค่อนข้างจะมีปัญหาพอสมควร
และปัญหาบางอย่างผมคิดว่า มันเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหลายๆ อย่างในชีวิตผมเลยทีเดียว

เรื่องแรก คือเรื่องของการสอบ TOEFL และ GMAT ครั้งที่สองของผม
ซึ่งผมสมัครสอบไว้ในวันที่ 10 ต.ค. (TOEFL) และ 16 ต.ค. (GMAT)
ซึ่งก็เหลือเวลาอีกแค่ประมาณไม่ถึงครึ่งเดือนเท่านั้น
สิ่งที่ผมกังวลในการสอบแต่ละอย่างก็แตกต่างกันไป แต่ก็เป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจพอๆ กันครับ

สำหรับ TOEFL ผมเริ่มกลับมาทบทวน ฝึกทำข้อสอบได้ประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว
แต่ชักไม่แน่ใจว่า ผมจะทำคะแนนได้มากกว่าเดิม (104) หรือไม่
เพราะยิ่งฝึก ก็ยิ่งรู้สึกว่า คะแนนที่ได้มาครั้งก่อน น่าจะเป็นเพราะโชคช่วยซะมาก
ถ้าปรากฏว่าสอบออกมาแล้ว คะแนนได้น้อยกว่าเดิม หรือต่ำกว่า 100
การสมัครเรียนของผมน่าจะมีปัญหาแน่ๆ และคะแนนสอบ TOEFL เองก็ออกช้ามาก
ผมแทบจะไม่สามารถสมัครสอบใหม่ให้ได้คะแนนทันสมัคร ป.เอก ปีนี้แน่นอน

สำหรับ GMAT ผมมีความมั่นใจสูงขึ้น จากการที่ฝึกฝนตามกลยุทธ์ใหม่ ที่ผมได้เขียนถึงไปแล้ว
ในส่วนของ quant ผมสามารถที่จะทำโจทย์ต่างๆ ได้ถูกในอัตราประมาณ 90% แล้ว
ส่วน verbal ผมก็ปรับปรุงตัวเองให้มีความสม่ำเสมอมากขึ้น และก็ทำโจทย์ถูกประมาณ 80-85%
คะแนนสอบที่ได้จากการทำข้อสอบจำลองต่างๆ ก็ได้สูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
แต่ผมกลับไม่ค่อยรู้สึกมั่นใจเท่าไหร่ เพราะครั้งก่อนก็เป็นแบบนี้
คือสนามฝึกผมทำได้ดี แต่สนามจริงกลับออกมาแย่ ซึ่งถ้าผมพลาด GMAT ครั้งนี้
ผมอาจจะสามารถฮึดสู้ได้อีก โดยสมัครสอบในสัปดาห์ถัดไปทันที
เพราะว่าสอบ GMAT ผมจะรู้คะแนนหลังสอบเลย แต่ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้น กำลังใจจะยังดีอยู่มั๊ย

เรื่องที่สอง เป็นปัญหาที่ผมคิดว่ามีอิทธิพลมากกว่าเรื่องการสอบซะอีก
และเป็นปัญหาที่ผมไม่คาดคิดว่าจะมาเกิดตอนนี้… ผมกำลังมีปัญหาหัวใจครับ
เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและหนักมากสำหรับผม ผมพยายามจะหาทางออก
เพราะรู้ว่ายังไงผมกับเเธอก็คงไม่มีทางกลับไปได้ แม้ผมจะอยากกลับไปมากก็ตาม
ต้นตอของปัญหา มันก็เกิดจากผมเอง และเป็นสิ่งที่เธอคงจะไม่ให้อภัยผมไปอีกนาน

ผมพยายามมีสติ พยายามคิดไตร่ตรอง พยายามทำใจ แต่มันก็คิดไม่ตกซักที
อารมณ์กับเหตุผลมันปนกันจนผมเองก็แยกไม่ออก
เลยทำให้ช่วงนี้ แต่ละวันผมไม่ค่อยอยากจะทำอะไรเลย
แม้จะอ่านหนังสือ ฝึกทำข้อสอบบ้าง แต่ผมก็ไม่รู้สึกว่าใจเราอยู่ตรงนั้น
มีแต่คิดเรื่องเธอกลับไปกลับมา บางเรื่องที่คิดได้แล้วเมื่อวันก่อน วันนี้ก็กลับเอามาคิดอีก
วันทั้งวันก็มักอยู่ในอารมณ์เศร้าตลอด ยิ่งผมอยู่อพาร์ทเม้นต์คนเดียว
ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้เจอกับใครด้วย บรรยากาศชีวิตเลยยิ่งอึมครึมไปใหญ่

ผมรู้ว่าถ้าผมเป็นอย่างนี้ต่อไป เป้าหมายที่หวังไว้ว่าจะไปเรียนต่อที่มหาลัยดีๆ อาจจะบรรลุได้ยาก
แต่ที่ร้ายแรงกว่าคือ ผมกำลังเริ่มรู้สึกว่าเป้าหมายนั้นมีความสำคัญน้อยลงทุกที
เหมือนจิตใจกำลังสร้างกลไกลบางอย่างมาป้องกันตัวเอง
เริ่มมีเสียงค้านขึ้นมาให้หัวว่า “ถ้ามันยากนัก ก็อย่าไปเลย ทำงานอยู่ที่นี่ ก็ได้นี่หน่า”

ทางแก้เท่าที่คิดได้
ครับ… สองเรื่องนี้แหละที่เป็นปัญหาของผมตอนนี้ เรื่องแรกผมคงต้องพยายามต่อไป
พยายามใช้เวลาก่อนสอบที่เหลืออีกไม่มากแล้วให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องหัวใจผมคงทำอะไรไม่ได้
คงต้องให้เวลาช่วยเป็นสำคัญ พยายามออกไปข้างนอกบ้าง ไปเจอผู้คนบ้าง
ส่วนสำคัญที่ทำให้ผมพอจะทำใจได้บ้าง คงจะเป็นคำปรึกษาจากพ่อแม่
ที่ตั้งแต่รู้เรื่อง ก็โทรมาคุยกับผมทุกวัน แม่ถึงขั้นเขียนจดหมายมาปลอบใจผม (ซึ่งเป็นจดหมายที่ดีมากๆ)

ช่วงนี้ผมคงจะไม่ค่อยได้มาอัพเดทบล๊อคไปซักพักก่อนนะครับ
ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ มันคงเป็นบททดสอบของชีวิตบทหนึ่ง ที่ผมต้องผ่านมันไปให้ได้

Admission Statistics for PhD in Finance (Updated)

.
Here is the list of admission statistics to PhD programs in Finance from various US universities.
It’s the updated version of what I posted earlier, click to see, since there are many changes to the stats. Specifically, some schools posted their 2009 entering class statistics and it turned out that many figures changed significantly. Therefore, I think it’s better for me to update this data to all you guys.
.

Changes in my admission statistics

  • This time, I provide you with links to sources of almost every figure in the table
    so that you can check it yourself where the number came from.
    Moreover, in case there’s more recent update in the universities’ web sites,
    you can re-calculate some figures by yourself.
    .
  • I now provide you with two alternatives of viewing,
    one in HTML format and another in spreadsheet format.
    For the spreadsheet format, you can sort the stats the way you like.
    Also, there’s more detailed info in the spreadsheet such as application deadlines and some comments on some numbers. For the sake of us all, I set the spreadsheet so that it can be printed properly in one page of A4 paper.
    .
  • I added new ranking from BusinessWeek, written B.Week in the table, for your further consideration.
    .
  • More universities statistics have been added. This time, I cover up to 45 universities.
    Most of new university stats I added are those of middle ranked universities.
    .

Again, please be noted that these statistics have been collected based on my best-effort attempt. Data may not be 100% correct and there may be some errors, so use them at your own risk. Now, it’s about time you saw the new stats.

Oh… one more thing, if you want to refer to this admission statistics please link to this page directly. Don’t just copy & paste this table on your site.

===================================================================

Spreadsheet version:

Download Excel Model
..Click here to download Admission Statistics for PhD in Finance (Updated Sep/09)

.
In excel file, you can see more info for each figure using “Show Comment” command.
To do that, right click the field with the red arrow on the top-right corner and then click
“Show Comment”

===================================================================
.
HTML version:
.

Admission Statistics for PhD in Finance
(As of September 7, 2009)

Data is ranked by Rank USNEWS > Rank B.Week > Rank ASU
.

University
Acceptance Rate
Program

GMAT

TOEFL
iBT
University of Pennsylvania
1
4
3
University of Chicago
2
1
2
New York University
3
13
1
Columbia University
749
4
7
8
Stanford University
770
5
6
12
MIT
6
9
10
U of California at Los Angeles
743
7
14
5
U of California at Berkeley
713
9
10
23
Northwestern University
10
3
11
University of Michigan
730
11
5
6
Duke University
12
8
7
University of Rochester
718
13
2nd Tier
21
Cornell University
14
11
13
Carnegie Mellon
15
19
40
University of Texas at Austin
6.52%
744
15
21
14
Ohio State University
712
17
2nd Tier
8
University of Wisconsin – Madison
17
Considered
37
Boston College
20
Considered
22
Yale University
21
24
27
University of Southern California
707
21
25
16
Indiana University
669
15
37
Emory University
717
23
30
University of Maryland
26
20
University of Washington
730
100
27
27
Washington University in St.Louis
703
28
27
Georgia Institute of Technology
699
29
73
Vanderbilt University
715
30
35
U of Illinois at Urbana-Champaign
693
2nd Tier
15
Arizona State University
694
2nd Tier
19
Purdue University
705
2nd Tier
24
University of Minnesota
730
2nd Tier
45
Michigan State University
683
2nd Tier
47
University of Iowa
2nd Tier
51
University of California at Irvine
675
2nd Tier
61
University of Connecticut
672
2nd Tier
128
Pennsylvania State University
700
Considered
34
University of South Carolina
678
Considered
72
University of North Carolina
724
18
University of Missouri
58
Georgia State University
653
64
University of Oklahoma
710
66
Drexel University
683
93
University of Wisconsin-Milwaukee
650
116
University of Memphis
656
135
University of Arkansas
681
171

* Data collected as of Sep 7, 2009

I tried to set the table so that it can be displayed more properly. Unfortunately, I don’t think I am fully understand how WordPress Editor works so the table looks a little bit messy. Anyway, here are explanations for each table column.
.

Explanations:

  • Acceptance Rate = Number of Students Offered/ Number of Applicants
    Here you will see that in my formula the numerator is not “No. of Students Enrolled.”
    I use information from each PhD program’s website to calculate the rates.
    Some schools provide very specific data for their Finance programs, but some not.
    Instead, they provide data for the overall PhD admission which, for me, is acceptable
    to use as a proxy to calculate the acceptance rate.

    You can click on the links in table to go to the source web pages.
    Some of the link destinations may be a PhD program brochure, in PDF format.
  • AACSB GMAT
    AACSB stands for The Association to Advance Collegiate Schools of Business.
    It’s an organization that gives accreditation to business schools all over the world.
    Therefore, it has some data on Average GMAT for many doctoral programs.
    Nonetheless, it doesn’t state that the average GMAT scores provided in its database
    are the average scores of Admitted Applicants or of Enrolled Applicants.
    I presume that they’re of Enrolled Applicants. Furthermore, I’m not sure when this GMAT data is collected.
    .
    You can use AACSB’s DataDirect service to search for the AABSB GMAT scores and other info from more universities than I’ve listed in my table. Here:

    https://datadirect.aacsb.edu/public/profiles/search.cfm

    ..

  • Program GMAT
    These are the GMAT scores I collected from the PhD program’s websites.
    Some scores are calculated as Median, while some are Mean.
    Most of them are average GMAT scores of Admitted Applicants.
    .
    Please note that, some of them are scores from 2009 entering classes.
    However, most of them are scores from 2008 entering classes.
    You can click on the links to see what exactly these scores are.
    .
  • TOEFL iBT
    I didn’t see much information on TOEFL scores of applicants to the PhD program.
    May be, I believe, the program’s emphasis is on GMAT rather than TOEFL.
    By the way, in overall, a minimum of 100 TOEFL iBT score is necessary to get into
    graduate programs in the US, not just PhD programs.
    .
    Some PhD programs require that applicant get at least a specific minimum score in each part of the test. For example, some require that you get at least 26 in Speaking section.
    You can, again, click the links to see for yourself the detail of this number.
    .
  • Rank USNEWS
    As its name states, it’s the USNEWS university ranking for the year 2009.
    The ranks in the table are for Finance program. See the official ranking HERE.
    .
  • Rank ASU
    It’s a research-based university ranking conducted by Arizona State University.
    I include this ranking as an alternative for someone who looks for research ranking
    rather than commercial ones. There’re many research rankings out there.
    I chose ASU’s not because it’s the best, since I don’t really know which is the best,
    but I chose it because it provides you with links to some cool finance papers
    in top finance journals, broken down by the year they were published.
    You can see the full ranking here :
    http://wpcarey.asu.edu/finance/rankings/index.cfm
    .
  • Rank BusinessWeek (B.Week)
    This is another ranking I chose to include in the table.
    About the ranks in the table, I refer to the Full-time MBA ranking in this web page
    http://www.businessweek.com/bschools/rankings/index.html
    .

My best wishes!

I’m trying to make this admission statistics available to everyone interested in pursuing a PhD in Finance like me. Some of you may be able to get into the best program with less effort, whereas many of you, including me :P , may have to work as hard as you can but still have to bet on luck to get accepted. However, we’re all heading the same way and, at least, we share the same dream. Tough road is surely ahead. I wish you a reasonable outcome relative to your effort. Hope you all work to the best of your ability cause that’s the only THING.

I will not continue updating this admission statistics any further, except for correcting some errors it may carry. But, I’m sure that I’ve given you all my sources to this kind of information. So you can now do some research on your own. If you want, you can leave me a comment some time. Good luck to you all!

My New GMAT Strategy : Fight for 710+

.
ไม่ได้เขียนบล๊อคไปหลายวันเลยครับ มัวแต่มีปัญหากับคอมพ์อยู่
ทุกๆ อย่างเป็นเรื่องของความไม่แน่นอนจริงๆ นะครับ โน๊ตบุ๊คผมที่ทั้งเล่นและใช้มันอยู่ทุกวัน
ไม่น่าเชื่อว่า แค่ปิดไว้ แล้วตื่นมาตอนเช้า ไฟก็ไม่เข้าซะแล้ว อาการนี้เกินปัญญาที่ผมจะซ่อมเองได้ T_T
หิ้วไปหาช่าง ช่างบอกว่า ระหว่างคืนนั้น เราเสียบปลั๊กทิ้งไว้ คงมีอะไรเกิดขึ้นซักอย่าง
ทำให้ชิบเกี่ยวกับระบบจ่ายไฟไหม้ไป (ผมก็สังหรณ์ๆ แล้ว เพราะว่าฝนตกหนักต่อกันมาหลายๆ คืน)
จนวันนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมครับ ว่าจะซ่อมได้รึเปล่า แล้วต้องเสียเงินเท่าไหร่
แต่ผมก็หาคอมพ์มาเล่นจนได้ละครับ ถ้าไม่อัพเดท เดี๋ยวจะไม่มีคนเข้ามาชมบล๊อคซะก่อน

วันนี้ผมจะเล่าถึงกลยุทธ์ในการสอบ GMAT รอบต่อไปของผม (หลังจากพลาดมาครั้งแรก)
ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า กลยุทธ์นี้จะทำให้ผมสามารถพิชิตเป้าหมายที่หวังไว้คือ 710+
(เมื่อก่อนหวังสูงกว่านั้นครับ ตอนนี้ลดลงมาหน่อยล่ะ พยายามตั้งเป้าหมายให้สมจริงมากขึ้น)
แต่ก็อย่างว่านะครับ ทุกอย่างบนโลกอยู่ใต้กฏของความไม่แน่นอน
แต่ก็ไม่ใช่ว่า เราจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย หรือปล่อยไปตามดวงนะครับ
ผมว่าพยายามให้ถึงที่สุดก่อน นั่นคือส่วนของความแน่นอน ที่เราคุมได้
ส่วนผลลัพธ์ถ้ามันจะออกมาไม่ดีอย่างที่คิด นั่นก็คือส่วนของความไม่แน่นอน เราไม่มีอำนาจไปคุม
แต่มีหน้าที่ที่ต้องยอมรับความไม่แน่นอนนั้นให้ได้ ด้วยใจที่เป็นปกติครับ

.

My New Learning Strategy

ดังที่ผมได้เคยเขียนไปแล้วครั้งนึง ว่าผมต้องเน้นปรับปรุงคะแนนส่วน Verbal
ในขณะเดียวกันก็พยายามรักษาคะแนน Quant ให้คงที่ (หรือเพิ่มเท่าที่พอจะทำได้)
สิ่งสำคัญในการฝึกฝนของผมคือ Materials ที่จะใช้ในการฝึกครับ
ครั้งนี้ผมจะใช้ Materials ในการฝึกดังต่อไปนี้ครับ
.

My New GMAT Strategy

.
ก่อนอื่นนั้น Materials ที่ผมเคยใช้ก่อนการสอบครั้งก่อน
ผมอาจจะไม่ค่อยได้กลับไปอ่านแล้วครับ
ถ้าจะกลับไปอ่านก็คงจะเป็นเฉพาะข้อผิดที่เคยมาร์คเอาไว้

สาเหตที่ผมได้คะแนนน้อยไม่ใช่ว่าหนังสือหรือ CD พวกนี้ไม่ดีนะครับ
แต่ผมว่ามันเป็นเพราะรูปแบบการฝึกของผมนั้น มันกระจัดกระจายเกินไป
แล้วก็ไม่ทันที่ผมจะเชี่ยวชาญด้านนึง ผมก็กระโดดไปฝึกอีกด้านนึง
หรือไม่ทันที่จะเชี่ยวชาญพื้นฐาน ก็กระโดดไปฝึกโจทย์ยากๆ
(ซึ่งตอนสอบจริง โจทย์ยากๆ ที่ฝึก ผมแทบจะไม่เห็นครับ
เพราะว่าเราผิดตั้งแต่ข้อสอบข้อพื้นฐานแล้ว โจทย์ยากๆ เลยไม่ยอมออกมา)

และที่รู้สึกว่าตัวเองฝึกได้ดีนั้น ก็เป็นเพราะเราหมกมุ่นมากจนดูเหมือนยุ่งๆ
เราเลยคิดว่า น่าจะดี จริงๆ แล้วแค่เหมือนตั้งใจ แต่ใส้ในกลวงๆ น่ะครับ
(ผมเคยโดนอาจารย์บุญชัยที่ Fast-english ด่าประโยคนี้ล่ะครับ
ตอนนี้ยอมรับเลย ว่าผมก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่จริงๆ อาจารย์มองได้ขาดจริงๆ ครับ
)
.

Materials ที่ผมใช้ในการฝึกฝน GMAT ในปัจจุบัน

ผมพยายามคิดอยู่นานครับ ว่าทำยังไงถึงจะสามารถเก่ง GMAT แบบที่ว่า
เราเก่งจริงๆ ในด้านนั้นๆ เพราะผมคิดว่า เราควรจะเชี่ยวชาญทีละเรื่องๆ
แล้วขยายความเชี่ยวชาญออกไป ให้ครอบคลุมหลายๆ หัวเรื่องมากขึ้น
ในที่สุดผมก็เจอหนังสือที่เหมาะกับรูปแบบการฝึกที่ผมต้องการครับ
หนังสือเล่มนั้นชื่อ 1,012 GMAT Practice Questions ซึ่งจัดทำโดยทีมงานของ
The Princeton Review ซึ่งหนังสือของเจ้านี้ เค้าใช้ได้เลยครับ

ผมเจอหนังสือเล่มนี้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬา (จามจุรีสแควร์)
ทันที่ที่เปิดดูปุ๊บ ผมถูกใจทันทีครับ แต่ก็ยังลังเลๆ อยู่ เพราะหนังสือดูเล่มใหญ่น่าจะแพง
แต่พอเอาไปถามราคาดู ปรากฏว่าเล่มนี้ 450 บาทเองครับ
(จริงๆ ก็ยังแพงอยู่ แต่ถูกกว่าเล่มอื่นๆ เท่าตัวครับ คิดว่าถึงเวลาต้องลงทุนซะที)
ข้อดีของหนังสือเล่มนี้คือ
.

  • โจทย์เยอะมาก 1,012 ข้อ ครอบคลุมทั้ง Quant และ Verbal
    (เฉลี่ยข้อละ 2 บาทเศษๆ ครับ เวลาฝึกทำไปก็เสียดายตังค์ไปด้วย อิอิ)

    .
  • แบ่งหัวข้อละเอียดสุดๆ แบบว่าเราสามารถเน้นศึกษาเฉพาะด้านได้เลย
    คำว่าละเอียดนี่คือแบบนี้เลยครับ อย่างในข้อสอบ Verbal ส่วน SC เนี่ย
    ก็จะแบ่งเลยว่ามีหัวข้อคือ Subject/Verb Agreement, Verb Tense, Pronouns,
    Parallel Construction, Misplaced Modifiers, Idiom และ Mixed
    เราสามารถไล่ทำโจทย์ที่เน้นเฉพาะเรื่องที่เราอ่อนได้ง่ายมากๆ

    .
  • มีสอนเทคนิคและกลยุทธ์ต่างๆ ตามรายหัวข้อย่อยๆ เลยครับ
    ซึ่งปกติในหนังสือเล่มอื่นๆ นั้น เค้าจะสอน Strategy รวมๆ เท่านั้น
    ตัวอย่างเช่น หนังสือเล่มอื่นจะบอกว่าข้อสอบส่วน CR ให้หลีกเลี่ยง choice ที่ใช้คำที่รุนแรง
    แต่ความเป็นจริงแล้ว ในหนังสือ 1012PQ เนี่ย เค้าจะละเอียดขนาดว่า
    ถ้าเป็นข้อสอบที่เน้นให้เรา Strengthen หรือ Weaken เนี่ย
    choice ที่ใช้คำรุนแรง มีโอกาสถูกสูง
    พอผมอ่านคำสอนและเทคนิคพวกนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าทำข้อสอบได้ดีขึ้นมากๆ ครับ

    .

นอกจากข้อดีแล้ว ก็มีข้อเสียบ้างนิดหน่อยครับ คือเรื่องของการพิมพ์ผิด และเฉลยไม่ตรงคำถาม
แต่เท่าที่ผมอ่านดูก็ถือว่ามีในระดับที่ยอมรับได้ครับ ส่วนถ้าใครชอบกระดาษดีๆ นี่
เล่มนี้อาจจะตอบโจทย์คุณไม่ได้นะครับ เพราะกระดาษแย่มาก (สมแล้วที่ราคาถูกกว่าเล่มอื่นๆ)

สำหรับหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมซื้อคือ GMAT Review (Official Guide) 12th Edition ครับ
edition เล่มนี้เพิ่งออกมา มีโจทย์มาใหม่ประมาณ 300 ข้อ รวมแล้วมีโจทย์ในเล่มประมาณ 900 กว่าข้อครับ
เรื่องราคานั้น ถือว่าเอาเรื่องเลยครับ ราคาที่ผมซื้อได้ที่ศูนย์ฯจุฬาเหมือนกัน คือ 890 บาท
แต่ผมจำเป็นต้องซื้อครับแม้ผมจะเคยอ่าน Edition เก่าแล้วก็ตาม
เพราะเล่มนี้มีข้อดีหลายอย่าง ได้แก่
.

  • ข้อสอบใกล้เคียงกับข้อสอบ GMAT จริงๆ มากครับ
    พอได้ไปสอบมาแล้วครั้งนึง ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าจำเป็นต้องฝึกฝนหนังสือเล่มนี้ให้มากๆ

    .
  • คำอธิบายในเฉลย ชัดเจน และละเอียดที่สุด กว่าหนังสือทุมเล่มที่ผมเคยอ่านมา (ซึ่งไม่มาก 55)
    และที่สำคัญคือ แทบไม่มีจุดที่พิมพ์ผิดเลยครับ แล้วกระดาษก็ดีมากๆ
    เรียกได้ว่าความหน้าเท่ากับ 1012PQ แต่น้ำหนักต่างกันมากๆ

    .

ผมซื้อเล่มนี้มาเพราะว่าคำเฉลยที่เคลียร์ เป็นหลัก เพราะผมเชื่อว่าเวลาเราติดปัญหาข้อใดเนี่ย
ถ้าเราได้รับคำอธิบายที่เพียงพอ โอกาสที่เราจะผิดอีกมีน้อยครับ
ในส่วนคำอธิบายเนี่ย หนังสือเล่มอื่นให้ไม่ได้จริงๆ บางเล่มอธิบายเหมือนกับว่าเรารู้ดีอยู่แล้ว
คือผมรู้สึกว่าอ่านเฉลยของบางเล่มแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าเราผิดยังไง
.

My New Learning Process

ตอนนี้เมื่อมี Materials ครบแล้ว ลองมาดูกันครับ ว่าผมมีกระบวนการเรียนรู้และฝึกฝนยังไง
ก่อนอื่นขอให้เพื่อนๆ Assume ไว้ก่อนนะครับ ว่าผมเป็นคนที่ศึกษา GMAT มาพอประมาณแล้ว
ดังนั้นการฝึกของผมอาจจะไม่เหมาะกับคนที่เพิ่งฝึกใหม่ แต่ก็เอาไปประยุกต์ได้ครับ

  1. ผมจะทำการศึกษาในเล่ม 1012PQ ก่อน โดยเริ่มจากส่วนที่ผมคิดว่าอ่อน
    คือส่วน Verbal นะครับ (ค่อยมาเก็บ Quant ทีหลัง ด้วยวิธีเดียวกันนี่แหละครับ)
    วิธีการคือ ผมจะอ่านในส่วนของเทคนิค และวิธีการตัดช้อยต่างๆ ให้เข้าใจ ก่อนที่จะทดลองทำโจทย์
    .
  2. ผมทำแบบทดสอบใน 1012PQ แยกตามหัวข้อให้ครบ
    เสร็จแล้วประเมินตัวเอง โดยตัวอย่างที่ผมทำในส่วนของ SC และ CR เสร็จแล้ว
    จะเอามาเขียนเป็นกราฟแท่งได้ดังนี้ครับ
    .SC Result
    .

    CR Result
    .
    ซึ่งพอผมทำโจทย์แยกตาม Area แบบละเอียดๆ แล้วเนี่ย ทำให้เห็นเลยครับ ว่าเรามีปัญหาตรงไหน
    ซึ่งตรงนั้นแหละครับ เป็นจุดที่ผมคิดว่า เราควรเข้าไปแก้ไข ในขณะที่จุดแข็งนั้น เราก็ต้องรักษาไว้

    สิ่งที่ผิดคาดอีกอย่างคือ ผมเคยคิดมาตลอดว่าผมทำ CR ได้ดีกว่า SC
    ปรากฏว่าพอประเมินตัวเองออกมาคะแนน CR ของผมนั้นค่อนข้างผันผวนสูง
    บางหัวข้อย่อยนี่ดีมากๆ บางหัวข้อกลับแย่มากๆ ซึ่งถ้าไม่ทำแบบฝึกหัดแบบนี้ จะไม่มีทางรู้เลย

  3. เวลาทำโจทย์ทุกครั้ง ผมจะมาร์ค โจทย์ 2 ประเภทไว้คือ
    1) โจทย์ที่ผมทำผิด 2) โจทย์ที่ผมคิดว่ายาก และถ้ามาเจออีกอาจจะตอบผิด

    โจทย์พวกนี้แหละครับ ที่ผมจะใช้ฝึกในช่วงใกล้สอบในสัดส่วนที่มากกว่าข้อที่ทำได้แล้ว
    .My Answer Sheet
    .
    เวลาผมทำโจทย์ผมจะพิมพ์ Answer Sheet ขึ้นมา เพื่อให้สามารถที่จะ Eliminate คำตอบที่ผิดได้ง่ายๆ ครับ
    จากรูป ขอที่ผมดอกจันทน์ ไว้คือข้อที่ผมคิดว่ายาก และข้อที่มี วงเล็บข้างหลัง คือข้อที่ผมผิดครับ
    เวลาในห้องสอบจริงๆ ผมก็จะเขียน Answer Sheet นี้ในกระดาษทดเหมือนกันครับ
    เสียเวลานิดหน่อย แต่ช่วยได้เยอะมากๆ เวลาเราตัด choice ไหนไปแล้ว เราก็ขีดฆ่าออก
    ไม่ต้องเปลืองแรงให้สมองจำครับ ตอนสอบต้องให้สมองคิดเต็มที่
    .
  4. ลำดับต่อไป ผมจะมาทำโจทย์ใน OG12 ครับ
    การจำโจทย์ใน OG12 นั้น จะวัดผลคนละอย่างกันกับการทำโจทย์ใน 1012PQ
    เพราะโจทย์ใน OG12 จะไม่แบ่งตามหัวข้อย่อยแล้ว การที่ไม่แบ่งตามหัวข้อย่อย
    ทำให้โจทย์ยากขึ้นเล็กน้อยครับ เพราะ scope ในการคิดของเราจะต้องกว้างขึ้น เสียเวลามากขึ้น
    แต่ข้อดีคือ รูปแบบของโจทย์ตอนสอบจริง ก็จะเป็นแบบนี้แหละครับการทำโจทย์ใน OG นั้น พอเราผิด เราต้องศึกษาเฉลยให้เข้าใจถ่องแท้ไปเลยครับ
    เพราะถือว่า เป็นโอกาสดีมากๆ ที่เราจะได้เรียนรู้ วิธีการคิดของคนออกข้อสอบ
    (GMAT OG จัดทำโดยคนที่ออกข้อสอบ GMAT ครับ และโจทย์ทุกข้อเคยออกสอบจริงมาแล้ว)
    .
  5. ลำดับต่อไป ผมจะตามเก็บข้อที่เคยผิดในแบบฝึกหัดก่อนๆ เพื่อจะลองดูครับว่าเราพัฒนาขึ้นมั๊ย
    ถ้าพัฒนาจริง การทำรอบสองเนี่ย มันจะต้องผิดน้อยลง แต่สิ่งที่ควรระวังคือ เราต้องทิ้งระยะห่างสักพักครับ
    ไม่งั้นเราจะจำคำตอบได้ ซึ่งอันตรายมาก เพราะจะทำให้เราคิดว่า เราทำได้ เราเข้าใจ แต่ความจริงแค่จำได้
    และเป็นเหตุผลว่าทำไม การฝึกรอบใหม่ของผม ผมต้องซื้อหนังสือใหม่ด้วย เพราะว่าโจทย์ในหนังสือเก่าๆ
    ผมทำครบหมดแล้วนั่นเอง
    .
  6. ถึงขั้นนี้ผมจะเริ่ม Count Down เข้าสู่วันสอบจริงแล้วนะครับ
    ช่วงนี้ ผมจะงัดเอาข้อสอบที่เป็น Computer Adaptive Test แบบที่แถมมาเป็น CD กับหนังสือต่างๆ
    ออกมาฝึกให้มากที่สุด โดยเฉลี่ยสัปดาห์นึง ควรจะทำ Full-test ประมาณ 3-4 ครั้ง
    โดยเลือกทำในเวลา 9.00-13.00 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกัน กับการสอบจริงในประเทศไทยครับ
    การฝึกแบบนี้ อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ร่างกายเราปรับตัวได้ดีมาก
    อย่างแรก เราจะสามารถมีสมาธิต่อเนื่องได้นาน 4 ชั่วโมง ซึ่งจำเป็นมากในการสอบจริง
    อย่างที่สอง เราจะชินกับอาการ หิว อาการอยากเข้าห้องน้ำ และร่างกายจะปรับตัวได้ในที่สุดครับ
    .
    ในการฝึกขั้นนี้ ขอให้เก็บ Full-test ที่ได้จากการสมัครสอบ GMAT ที่ชื่อว่า GMATPrep ไว้ก่อนนะครับ
    ไว้ 1-2 สัปดาห์ก่อนสอบ ค่อยงัดมาทำ เพราะข้อสอบใน GMATPrep นั้น จะคำนวณคะแนนได้ใกล้เคียง
    สมจริง ใกล้กับคะแนน GMAT จริงๆ ที่สุดครับ
    สาเหตุที่เป็นอย่างงั้น เพราะ Algorithm ในการให้คะแนน เป็น Algorithm เดียวกัน
    และข้อสำคัญคือ หน้าตาของโปรแกรม จะเหมือนกับการสอบจริง แบบไม่ผิดเพี้ยนเลยครับ
    ข้อสอบชุดนี้ เราจะมีแค่ 2 ชุดเท่านั้น จะเหมาะกับการใช้ประเมินตัวเองมากๆ ครับ.

==================================================================
.
เอาล่ะครับ ทั้งหมดนั่น ก็เป็นกลยุทธ์และวิธีการฝึก ที่ผมนำมาใช้ในการเตรียมตัวสอบรอบ 2 นี้
อย่างที่ผมบอกครับ ผมศรัทธาในวิธีการฝึกของตัวเอง และเชื่อว่าถ้าทำได้ต่อเนื่องจริงๆ
คะแนนมันต้องเพิ่มขึ้นมาบ้าง และเป้าหมายคงไม่ไกลเกินไปนะครับ

และต้องขอโทษด้วยครับ ที่พอเขียนเรื่อง GMAT ก็เริ่มเขียนจากวิธีการฝึกของผมก่อนเลย
แทนที่จะปูพื้นก่อน แต่ไว้ถ้ามีโอกาสผมจะตามกลับมาเขียนในส่วนของพื้นฐาน
เผื่อว่าใครที่เพิ่งเริ่มรู้จัก GMAT จะได้เห็นภาพต่างๆ มากขึ้นนะครับ

สำหรับในโพสนี้ ผมอาจจะโพสเกี่ยวกับหนังสือและสื่อต่างๆ ที่ผมใช้ฝึกไว้หลายรายการ
ความเป็นจริงนั้น หลายๆ รายการ ผมก็โหลดๆ เอาจากในอินเทอร์เน็ต เท่าที่จะหาได้ครับ
เพราะตัวเองก็มีข้อจำกัดเรื่องเงินทองเหมือนกัน เอาเป็นว่าถ้ามีท่านใดสนใจเกี่ยวกับหนังสือ GMAT จริงๆ
ก็ลองเมล์มาหาผมได้นะครับ ผมยินดีจะช่วยเท่าที่ทำได้ครับ

%d bloggers like this: