.
เมื่อซักประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่ท่านนึงที่เคยได้อบรม CFP ด้วยกัน
โดยพี่ท่านนี้ กำลังวางแผนจะลงทุนระยะยาวในหุ้น โดยคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 8-10% ต่อปี
ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่มีความเป็นไปได้ หากเราดูสถิติของผลตอบแทนในระยะยาวของตลาดหุ้นบ้านเรา
แต่ก็ตามประสานักลงทุนนะครับ เราก็มีการคุยกันเรื่องภาวะตลาดต่างๆ บ้าง ว่าตอนนี้ควรจะทำอะไร
จนมาถึงคำถามสำคัญที่เป็นประเด็นก็คือ พี่ท่านนี้ถามผมว่าพอจะมีวิธีอะไรมั๊ย
ที่จะช่วยให้เค้าลงทุนได้ถูกจังหวะ เพราะแม้จะลงทุนระยะยาว แต่เค้าไม่อยากลงทุนแช่ไว้เฉยๆ
ก็อยากจะมีการปรับเปลี่ยนพอร์ตบ้างตามสถานการณ์ แต่มีข้อแม้คือต้องเป็นอะไรที่ทำได้ง่ายๆ
ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาก ผมเลยนึกถึงการใช้ตัวเลขตัวเลขหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ได้ดีว่า
ในแต่ละช่วงเวลา เราควรจะตัดสินใจลงทุนในหุ้นยังไง
.
P/E Ratio หรือ PER ตัวเลขธรรมดาๆ ที่ถ้าใช้เป็นก็ไม่ธรรมดา !
คำตอบที่ผมตอบพี่ท่านนี้ไปทางโทรศัพท์ก็คือ “ให้พี่ดู P/E ของตลาดเป็นหลักนะครับ เมื่อไหร่ที่ P/E ต่ำๆ
ซักประมาณต่ำกว่า 9 เท่า ก็น่าจะเป็นจังหวะที่พี่จะซื้อหุ้น หรือเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้
แต่ถ้าเมื่อไหร่ P/E ขึ้นไปสูงๆ ซักประมาณ 15 เท่าขึ้นไป ก็ควรที่จะทยอยขายหุ้นออกบ้าง“
โดยเหตุผลที่ผมเลือก P/E Ratio มาเป็นตัวชี้วัดอย่างง่ายเพียงตัวเดียว สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาศึกษามากก็เพราะ
- P/E เป็นเครื่องมือวัดเชิงเปรียบเทียบ (Relative Measurement) ระหว่างราคาหุ้นและผลกำไร
ที่เป็นที่นิยมที่สุด มีคนรู้จักกันแพร่หลาย เปิดหนังสือพิมพ์ธุรกิจก็มีให้ดูได้ทุกๆ วัน
รวมทั้งในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ หน้านี้ ก็มีประกาศ P/E ทุกวัน
รวมทั้ง P/E ในอดีตตั้งแต่จัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ก็มีให้ดาวโหลดกันฟรีๆ ที่ หน้านี้
.
- ความสัมพันธ์ของ ราคาหุ้น และ ผลกำไร เป็นอะไรที่เข้าใจได้ง่ายๆ
จากสูตรของ P/E ที่เอาราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้นนั้น การตีความแบบง่ายๆ ก็คือ
เมื่อ P/E ต่ำ แสดงว่า เราซื้อหุ้นได้ถูกเมื่อเทียบกับกำไร 1 หน่วย ในทางกลับกัน
เมื่อ P/E สูง ก็แสดงว่า เราต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อแลกกับกำไร 1 หน่วย
การดู P/E เป็นหลัก ก็น่าจะทำให้เราสามารถจะซื้อหุ้นได้เมื่อตอนที่หุ้นถูก
และขายหุ้นออกได้ถูกจังหวะ ตอนที่หุ้นชักจะราคาแพงเกินไปแล้ว
.
- มีผลการศึกษามากมายที่พบว่า ในระยะสั้นนั้น ตลาดหุ้นอาจมีการเคลื่อนไหวผันผวน
โดยไม่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเลย แต่ในระยะยาวนั้น
ผลตอบแทนของหุ้น มีความสัมพันธ์อย่างมากกับผลการดำเนินงานหรือ กำไร ของกิจการ
ซึ่งพี่ท่านนี้ ต้องการนำเครื่องมือนี้ไปใช้กับการลงทุนระยะยาวๆ
และในสูตร P/E ก็มีความเชื่อมโยงของราคาหุ้นกับกำไรอยู่ด้วย ดังนั้นจึงน่าจะเป็นตัวชี้วัดที่เหมาะ
.
ซึ่งอันที่จริงนั้น รายละเอียดของ P/E ก็จะมีประเด็นอีกมากมาย ทั้งวิธีการคำนวณซึ่งมีหลายแบบ
ทั้งแบบที่ใช้กำไรในอดีตมาคำนวณ (Trailing P/E) ทั้งแบบที่ใช้กำไรในอนาคตมาคำนวณ (Leading P/E)
นอกจากนั้น ในส่วนของตัว E ก็ต้องดูอีก ว่าคำนวณมายังไง จะถูกกลบัญชีต่างๆ เล่นแร่แปรธาตุมารึเปล่า
แต่ในที่นี้ อย่างที่ได้บอกไปแล้วครับ ว่าผมอยากจะเสนอวิธีที่ง่ายๆ ที่ practical เอาไปลองปฏิบัติได้จริง
ดังนั้น ผมจะขอใช้ P/E ที่มีการประกาศในเว็บของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น Trailing P/E นะครับ
.
ประสิทธิภาพของ P/E Ratio ในการใช้เพิ่มผลตอบแทน
ด้วยความสงสัยว่าสิ่งที่ผมแนะนำไปจะได้ผลดีแค่ไหน ผมเลยทำการทดลองเล็กๆ ขึ้น
ด้วยการไปเก็บสถิติของดัชนี SET50 และ P/E ของดัชนี SET50 ตั้งแต่ต้นปี 1999 จนถึง พ.ค. 2010 มาทดลองดู
ส่วนสาเหตุสำคัญที่ผมใช้ดัชนี SET50 แทนการใช้ดัชนี SET นั้น เพราะว่าดัชนี SET50 นั้นเป็นดัชนี
ที่นักลงทุนสามารถลงทุนเลียนแบบได้จริง ผ่านกองทุนรวมหรือ ETF ซึ่งบ้านเรามีอยู่จำนวนหนึ่ง
แต่การลงทุนเลียนแบบ SET นั้น เรายังลงทุนจริงได้ยากครับ ทั้งนี้มีบางกองทุนพยายามจะเลียนแบบการเคลื่อนไหว
ของดัชนี SET แต่ก็ทำได้ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ (ศัพท์เทคนิคเรียกว่า Tracking Error ค่อนข้างสูงครับ)
จากการคำนวณอย่างคร่าวๆ สิ่งที่พบจากสถิติก็คือ
.
- ดัชนี SET50 ในช่วงเวลาดังกล่าว ปรับตัวขึ้นจาก 262.98 มาเป็น 524.14 ในเวลา 136 เดือน (11.3 ปี)
หากคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปี (CAGR) จะได้เท่ากับ 6.27% ต่อปี
ซึ่งในที่นี้ เพื่อความง่าย ผมไม่ได้รวมผลตอบแทนเงินปันผลเข้าไปนะครับ
ดังนั้น ในการทดลองนี้ เราจะดูกันแค่เรื่องของ Capital Gain ล้วนๆ ครับ
ซึ่งตัวเลข 6.27% นี่แหละ ที่เราจะเอามาเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ ว่าถ้าเราใช้ P/E มาช่วย
ในการตัดสินใจลงทุน เราควรจะต้องทำผลตอบแทนได้มากกว่าค่านี้
.
- P/E ของดัชนี SET50 ในช่วงเวลาดังกล่าวสูงสุดเท่ากับ 22.5 เท่า
ต่ำสุดเท่ากับ 4.15 เท่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.6 เท่า โดยในช่วงเวลาดังกล่าว
ค่า P/E ของดัชนี SET50 มีความผันผวน หรือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) เท่ากับ 3.9 เท่า
ซึ่งหมายความว่า หากเราสุ่มเลือก P/E ของดัชนี SET50 ในช่วงเวลาดังกล่าวมา 100 ครั้ง
จะมีประมาณ 70 ครั้งที่ P/E ของดัชนี SET50 จะตกอยู่ในช่วง 7.7 – 15.5 เท่า (มาจาก 11.6 +/- 3.9)
.
การทดลองของผมก็คือจะมีการกำหนดระดับของ P/E Ratio เอาไว้ ว่าระดับไหนควรจะซื้อ ระดับไหนควรจะขาย
ซึ่งผมก็ทดลองในหลายๆ แบบครับ ตัวอย่างเช่น
- แบบแรกคือแบบคลาสสิค
กฏคือ จะซื้อหุ้นได้เมื่อ P/E ต่ำกว่า “P/E โดยเฉลี่ย – 1SD” นั่นคือ ควรซื้อหุ้นเมื่อ P/E ต่ำกว่า 7.7 เท่า
และขายได้เมื่อ P/E สูงกว่า “P/E โดยเฉลี่ย + 1SD” นั่นคือ ควรขายหุ้นเมื่อ P/E สูงกว่า 15.5 เท่า
ซึ่งหากเราตัดสินใจแบบบื้อๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ตามเกณฑ์การตัดสินใจดังกล่าว
ในช่วงตั้งแต่ปี 1999 จนถึง พ.ค. 2010 นั้น เราจะซื้อ-ขายหุ้นเพียง 3 รอบเท่านั้น
ซึ่งการซื้อ-ขายทั้งสามครั้งดังกล่าว จะทำให้เงินลงทุน 100 บาทเพิ่มเป็น 500 บาท
หรือ คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปี (CAGR) = 15.14%
ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดในช่วงนั้นที่ 6.27% อย่างมากครับ
ชักจะเริ่มสนุกแล้วสิครับ แสดงให้เห็นว่า วิธีการง่ายๆ แบบนี้ ก็พอจะใช้ได้ผลค่อนข้างดีเลย
.
- แบบที่สอง ปรับนิดปรับหน่อย ให้สมจริงขึ้น
เนื่องจากรูปแบบของการลงทุนที่เราจะเอาเครื่องมือนี้ไปใช้ เป็นการลงทุนระยะยาวนะครับ
สิ่งที่ผมกลัวมี 2 อย่าง อย่างแรกคือ กลัวจะ “ตกรถ” เพราะรอซื้อที่ P/E ต่ำเกินไป แล้วหุ้นมันไม่ยอมตกมาให้ซื้อ
อย่างที่สองคือ กลัวจะ “ขายหมู” เพราะรีบขายที่ P/E ต่ำเกินไป แล้วหุ้นวิ่งต่อจนเสียโอกาสทำกำไรไป
ดังนั้นสิ่งที่ผมได้ทดลองปรับก็คือเงื่อนไขในการซื้อและขายหุ้น โดยในครั้ง
จะซื้อหุ้นได้เมื่อ P/E ต่ำกว่า “P/E โดยเฉลี่ย – 0.75SD” นั่นคือ ควรซื้อหุ้นเมื่อ P/E ต่ำกว่า 8.7 เท่า
และขายได้เมื่อ P/E สูงกว่า “P/E โดยเฉลี่ย + 1.25SD” นั่นคือ ควรขายหุ้นเมื่อ P/E สูงกว่า 16.5 เท่า
คราวนี้ได้ผลออกมาดีกว่าเดิมเยอะเลยครับ อยากให้ลองดูจากในกราฟต่อไปนี้นะครับ (คลิ๊กเพื่อขยายได้ครับ)
.

จากกราฟนะครับ แกนตั้งด้านซ้ายแสดงดัชนี SET50, แกนตั้งด้านขวาแสดง P/E ของดัชนี SET50
เส้นประสีดำคือ P/E เฉลี่ย, เส้นประสีเขียวคือระดับ P/E ที่ถ้าต่ำกว่าเส้นนี้ก็เป็นจุดที่ควรเข้าซื้อหุ้น,
เส้นประสีแดงคือระดับ P/E ที่ถ้าสูงกว่าเส้นนี้ก็เป็นจังหวะที่ควรขายหุ้น
ส่วนบริเวณที่มีแรเงาสีฟ้าๆ หมายความว่า ช่วงนั้นเราทำการถือหุ้นอยู่นะครับ
จะเห็นว่า ในช่วงเวลาประมาณ 11.3 ปี ที่เอาข้อมูลมาทดลองเนี่ย เราจะซื้อ-ขายหุ้น ทั้งหมด 4 รอบ
โดยแต่ละรอบจะมีรายละเอียดดังนี้ครับ

จากการลงทุนทั้งหมด 4 รอบนะครับ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 100 บาท
เมื่อสิ้นสุดการลงทุน เงินลงทุนจะเพิ่มเป็น 795 บาท
หรือ คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นต่อปี (CAGR) สูงถึง 19.92%
ซึ่งยิ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดในช่วงนั้นที่ 6.27% มากเข้าไปใหญ่ครับ
จากกราฟอยากให้ลองสังเกตนะครับ ว่าการใช้ค่า P/E Ratio เพียงค่าเดียวในการตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้นนั้น
ไม่ได้ทำให้เราสามารถซื้อหุ้นได้ในจุดที่ราคาถูกที่สุด (ในที่นี้ผมเริ่มซื้อหุ้นทันทีเมื่อ P/E ต่ำกว่าเส้นประสีเขียว)
ซึ่งสิ่งที่เกิดคือ บางครั้งซื้อไปแล้ว ราคาก็ยังลงต่อ แต่เราก็จะรอขายเมื่อ P/E แตะเส้นประสีแดงเท่านั้น
นั่นคือ มีบางช่วงที่เราจะต้องทนรับผลขาดทุน หรือติดดอยเล็กๆ
และเช่นเดียวกัน การขายหุ้นของเรา ก็ไม่ได้ขาย ณ จุดที่ราคาหุ้นสูงที่สุด
เพราะแทบทุกครั้ง พอเราขายหุ้นทำกำไรมา ราคาหุ้นก็จะสูงขึ้นต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนที่จะตกลงมาเพราะแพงจนเกินไป
แต่เพียงเท่านี้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าสุดยอดมากๆ ครับ จากผลการทดลองในอดีต
ถ้าเราตัดสินใจตามนี้ ทุกๆ รอบที่เข้า สุดท้ายแล้วก็จะมีกำไร นอกจากนั้น เรายังหลบพ้นช่วงที่หุ้นตกมากๆ ได้อีกด้วย
.
แนวทางและประเด็นของการนำหลักการนี้ไปใช้ในภาคปฏิบัติ
แน่นอนนะครับ ทั้งหมดเป็นเพียงแค่การทดลอง ซึ่งเกิดจากข้อมูลในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
ซึ่งหากนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ในช่วงเวลาและสถานการณ์ที่ต่างกัน ก็อาจให้ผลที่แตกต่างกันได้
แต่ยังไงซะ ผมมีความเชื่อว่า P/E Ratio นั้น เป็นดัชนีชี้วัดที่ค่อนข้าง robust คือมีความสม่ำเสมอพอสมควร
ประเด็นที่สำคัญกว่า น่าจะเป็นการเลือกว่า เราจะตั้งจุดซื้อและจุดขายไว้ที่ไหน
เพราะจากตัวอย่างจะเห็นว่า พอผมปรับจุดซื้อ-จุดขายใหม่ ผลตอบแทนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ดังนั้นผู้ที่จะเอาไปใช้ก็อาจจะต้องทดลองอยู่พอสมควร จนได้ค่าที่พอใจ จึงนำไปปฏิบัติ
แต่ผมคิดว่า กรอบของ P/E Ratio ระหว่าง 8.5 – 16.5 เท่าสำหรับดัชนี SET50 ก็เป็นค่าที่ practical พอสมควรครับ
การนำหลักการนี้ไปใช้นั้น ผมขอแนะนำว่า ไม่ควรเอาไปใช้กับหุ้นรายตัวนะครับ
เพราะหลักการที่ผมเสนอนี้ อาศัยสมมติฐานลับๆ ว่า P/E Ratio ของตลาดหุ้นนั้น
มีคุณสมบัติที่เรียกว่า “Mean Reversion” หรือมีการลู่เข้าหาค่าเฉลี่ยเสมอ
(เช่น ถ้าปัจจุบัน P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ก็มีแนวโน้มที่ P/E จะสูงขึ้น หรือถ้าปัจจุบัน P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย ก็มีแนวโน้มที่ P/E จะปรับลดลงมา)
ซึ่งสำหรับดัชนีของตลาด มันมีความเป็นเช่นนั้นอยู่พอสมควรครับ เพราะ E ที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็น E รวมของหลายๆ บริษัท
แต่สำหรับหุ้นรายตัวนั้น บางตัวอาจจะไปแล้วไปลับไม่กลับมาอีกเลยก็ได้ ดังนั้น แทนที่จะซื้อที่ P/E ต่ำแล้วได้ขายที่ P/E สูง
อาจจะกลายเป็นการซื้อแล้วถือลืม ติดดอยแบบ permanent ไปเลยก็เป็นได้ครับ
ผมแนะนำว่านักลงทุนที่ลงทุนพวกกองทุน RMF ที่ลงทุนระยะเวลายาวๆ น่าจะนำแนวทางนี้ไปใช้ได้ดีครับ
เพราะ RMF สามารถ switch ไปมาระหว่างกองทุน RMF ด้วยกันเองได้
ในยามที่ P/E ต่ำ ถึงจุดที่เราคิดว่าน่าซื้อ เราก็ switch เข้ากอง RMF ที่ลงทุนในหุ้น
แต่พอ P/E สูง เราก็ switch ออกมายังกอง RMF ที่เป็นตราสารหนี้ หรือตราสารตลาดเงิน
เพียงเท่านี้ เราก็จะเพิ่มโอกาสการมีเงินทุนไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณที่น่าจะสูงกว่าการถือหุ้นเอาไว้เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย
ที่สำคัญก็คือ ตอนที่เรา switch มาอยู่ในกองตราสารหนี้ เราก็ยังได้ผลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ไปพลางๆ จากตราสารหนี้
ซึ่งในการทดลองของผมเนี่ย เนื่องจากทำให้มันง่าย เวลาขายหุ้นทิ้ง ก็ถือเงินไว้เฉยๆ ไม่ได้เอาไปหาดอกผลอะไร
ส่วนประเภทของกองทุนที่น่าจะนำวิธีการนี้ไปใช้งาน ก็ควรจะเป็น Passive Fund หรือ Index Fund
ที่มีการเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับดัชนี SET50 ครับ แต่ถ้าเราเลือกลงกองทุนอื่น เช่นกองที่บริหารแบบ Active
ก็จะมีโอกาสสูงครับ ที่บางครั้ง ดัชนี SET50 ขึ้น แต่กอง Active ที่เราถือ ดันไม่ขึ้นด้วย หรือดันขึ้นน้อยกว่า
เวลาปฏิบัติจริงก็ไม่มีอะไรมากครับ ถี่หน่อยก็สัปดาห์ละครั้ง กำลังพอดีก็เดือนละครั้ง ไม่ต้องถึงขั้นทุกวัน
เราก็เปิดหนังสือพิมพ์หรือเว็บไซต์ดู P/E ของดัชนี SET50 แล้วก็ตัดสินใจไปตามกรอบ P/E ratio ที่เราคิดว่าเหมาะสม
แต่สิ่งที่จะทำให้วิธีการนี้ไม่สัมฤทธิ์ผลก็คือ เรามักจะเอาอารมณ์หรือความรู้สึกไปทำให้การตัดสินใจผิดพลาด
เพราะเวลาที่ P/E ต่ำๆ มักจะเป็นเวลาที่ทั้งตลาด มีแต่ข่าวร้าย ไม่มีใครอยากจะซื้อหุ้น ต่างชาติก็ขายกันแหลกลาญ
หลายคนก็ไม่กล้าจะซื้อกัน ส่วนเวลาที่ P/E สูงๆ ซึ่งเป็นเวลาที่ควรทิ้งหุ้น ตลาดก็จะคึกคัก มีแต่ข่าวดีออกมา
ฝรั่งก็ซื้อต่อเนื่องทุกวัน ทั้งที่สมควรขาย เราก็อาจอดใจในความร้อนแรงของตลาดไม่ไหว
ก็ขอให้นึกถึงประโยคเด็ดของ Warren Buffet ที่กล่าวว่า
“…to be fearful when others are greedy and to be greedy only when others are fearful“
หรือเราควรจะกลัวเวลาที่คนอื่นกำลังโลภ และควรจะโลภเวลาที่คนอื่นๆ ต่างพากันหวาดกลัวนะครับ
Like this:
Like Loading...