My TOEFL iBT Strategy: Listening

.
กลับมาเขียนต่อสำหรับ My TOEFL iBT Strategy ตอนที่สองในหัวข้อ Listening นะครับ
หลังจากที่เขียน ตอนแรกเรื่อง Reading เสร็จ ก็มีเรื่องให้ว้าวุ่นใจไปพักนึงเลย
แต่ยังไงซะ เราก็ต้องผ่านมันให้ได้ครับ นี่อีก 2 วันผมก็จะสอบ TOEFL ครั้งที่สองแล้ว
ตอนนี้ผมคิดว่าเตรียมตัวเองมาได้พร้อมระดับนึง วันนี้รู้สึกสบายใจก็เลยมาเขียนต่อ
เพราะหลังจากสอบ TOEFL เสร็จปุ๊บผมก็ต้องเตรียมสอบ GMAT ต่อทันที
กลัวว่าจะเว้นวรรคไปนานเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเขียนไม่จบ 4 ตอน ผมคงเสียดายแย่

อย่างที่ผมบอกไว้ในบทความตอนแรกนะครับ ว่าผมจะใช้โครงสร้างการเขียนเหมือนกันในทุกๆ ตอน
คือเรื่องด้วย โครงสร้างของข้อสอบ, ข้อควรระวัง, และเทคนิคในการทำข้อสอบ
และก็เช่นเคยครับ สิ่งที่ผมเขียน เป็นกลยุทธ์หรือวิธีการที่ผมใช้กับตัวเองแล้วคิดว่าเหมาะสม
ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีการหรือเทคนิคที่ถูกต้องสำหรับทุกๆ คน ทุกๆ background
ถ้าเพื่อนๆ เห็นว่าเทคนิคไหนมีประโยชน์ก็อาจเอาไปประยุกต์ใช้ได้ ตามความพอใจครับ
.

โครงสร้างของข้อสอบ TOEFL iBT : Listening Section

ข้อสอบส่วน Listening Section จะเป็นข้อสอบส่วนที่สองในการสอบ TOEFL iBT
ต่อจากข้อสอบ Reading ซึ่งระหว่างสองส่วนนี้ จะไม่มีการพักเบรคให้นะครับ
ข้อสอบจะมาต่อเนื่องเลย ดังนั้น ถ้าเราทำข้อสอบส่วน Reading เสร็จก่อนเวลา
แล้วอยากพักบ้าง ก็อย่าเพิ่งกดปุ่ม continue นะครับ ปล่อยให้เวลาที่เหลือมันนับถอยหลังไป
ก็จะเป็นการเพิ่มเวลาเบรคให้เรา หรือมีเวลาให้เราได้ทำสมาธิพอสมควรเลย

ในข้อสอบ Listening นั้น เราจะได้ฟังบทความ 2 ประเภท 3 รูปแบบ

ประเภทแรก คือบทความแนว Conversation หรือบทสนทนา
ซึ่งมักจะเป็นบทสนทนาสั้นๆ ประมาณไม่เกิน 3 นาที และบทสนทนานั้นมักจะเป็นบทสนทนา
ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในมหาวิทยาลัย เช่น การถามปัญหาระหว่างนักศึกษากับอาจารย์
การติดต่อเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่นติดต่อกับห้องสมุด หรือหางานพิเศษทำ
ในบทสนทนานั้น จะมีบุคคลเพียง 2 คนเท่านั้น

ประเภทที่สอง คือบทความแนว Lecture ซึ่งจะค่อนข้างยาวกว่า Conversation
คือ ยาวประมาณ 5 นาที และแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือรูปแบบที่เป็น
lecture only คืออาจารย์สอนอยู่ฝ่ายเดียว และรูปแบบของ class discussion
ที่อาจารย์จะทั้งสอน และมีการโต้ตอบกันระหว่างนักศึกษาในห้องเรียนด้วย
ซึ่งบทความประเภท class discussion นั้นจะมีบุคคลมากกว่า 3 คนขึ้นไป
จึงทำให้เราต้องจดจำรายละเอียดมากขึ้นกว่าบทความประเภทอื่นๆ ครับ

สำหรับบทความประเภท Conversation นั้นเราจะเจอประมาณ 2-3 เรื่อง
แต่ละเรื่องมาพร้อมกับคำถามประมาณ 5 คำถาม
ส่วนบทความประเภท Lecture นั้น เราจะได้ทำประมาณ 4-6 เรื่อง
แต่ละเรื่องจะมีคำถามของเรื่องนั้นเรื่องละ 6 ข้อ
โดยรวมแล้วเราจะต้องตอบคำถามในส่วนของ Listening Section ประมาณ 34-51 ข้อ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะประมาณ 34 ข้อครับ บางครั้งถ้าเราได้ทำเยอะนั้น เราจะได้ทำข้อสอบ
ประเภทที่เป็นข้อสอบทดลอง ที่ไม่มีการเก็บคะแนนจริงปนไปด้วย
แต่เราจะไม่มีทางรู้ว่า เป็นข้อไหน ดังนั้น ก็ต้องตั้งใจทำทุกข้อครับ

ในการสอบส่วนของ Listening นั้น เวลาการสอบจะขึ้นอยู่กับจำนวนเรื่อง
และประเภทของเรื่องที่เราได้ฟัง แต่เวลาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 60-90 นาที
ซึ่งเป็นเวลารวมทั้งเวลาฟัง และเวลาที่เผื่อไว้ให้ตอบคำถาม
โดยในช่วงตอบคำถามนั้น เราจะมีเวลาจำกัดด้วยนะครับ
ดังนั้น เราจะนั่งแช่อยู่ข้อนึงไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องเดาให้ดีที่สุดครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คือ ในบทพูดนั้น เราจะได้ฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแบบต่างๆ
จะไม่ใช่สำเนียงแบบ American เท่านั้น เราอาจจะได้ฟังสำเนียงแนวๆ อินเดีย
สำเนียงแบบอังกฤษ หรือ แบบออสเตรเลีย ดังนั้น ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะครับ
ว่าเราอาจจะฟังบางสำเนียงไม่ค่อยออก เพราะทางผู้จัดสอบเค้าก็อยากจำลองบรรยากาศ
ให้เหมือนกับมหาวิทยาลัยในอเมริกา ซึ่งมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติสูง

แต่เดี๋ยวนี้ก็มี series หลายเรื่องครับ ที่มีภาษาอังกฤษสำเนียงต่างๆ ถ้าเราใช้หนังพวกนี้
ฝึกฟังมาเรื่อยๆ มันก็จะช่วยให้เราชินได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่นเรื่อง Heroes
ก็จะหลายสำเนียงมากครับ มีทั้งสำเนียงแบบ อเมริกัน อินเดีย ญี่ปุ่น ฯลฯ
.

ข้อควรระวังในการสอบส่วน Listening

เรื่องแรก ที่ผมอยากให้ระวังคือเรื่องของ ความเครียดที่สะสมมาจากการสอบ Reading
โดยเฉพาะถ้าเราทำข้อสอบ Reading ได้ไม่ค่อยดี ความเครียดตรงนั้น
มันจะมีผลในการสอบ Listening ด้วย และส่วนใหญ่ผมว่า มันน่าจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี
เพราะเรามักจะมัวแต่ไปคิดเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แก้ไม่ได้แล้ว จนทำให้ใจลอย
หรือไม่ก็คิดว่า ไหนๆ ก็ทำไม่ดีแล้ว สอบครั้งนี้คงจะแย่ เลยพลอยทำให้เราทำข้อสอบ
ส่วนอื่นๆ ไม่ดีไปด้วย

สิ่งที่ผมอยากให้ทำคือ ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือไม่ดีในส่วนแรก ก็ขอให้เอาสิ่งนั้นมาเป็นพลังเถอะครับ
ทุกอย่าง มันอยู่ที่เราคิดจริงๆ ดังนั้น ถ้าเราตั้งสติคิดได้ ก็เอาปัญหานั้น
มาสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำข้อสอบส่วนต่อๆ ไปให้ดีขึ้น เพื่อเอาคะแนนไปชดเชย
ในส่วนที่เราอาจจะทำได้ไม่ดี ระหว่างสอบ พยายามคิดบวกให้ได้ครับ
ถ้าคิดไม่ออก ก็ขอให้ลองยิ้มกับตัวเอง หรือหัวเราะกับตัวเอง แรงๆ ซัก 2-3 ที แล้วคิดใหม่
ผมลองแล้ว รู้สึกว่า มันช่วยเรียกสติกลับมาได้เยอะเลยครับ

เรื่องที่สอง บทความแต่ละเรื่องเราสามารถ ฟังได้เพียงรอบเดียวเท่านั้น
คำถามก็เช่นกัน เราจะไม่เห็นคำถามล่วงหน้า และ เมื่อเราตอบแล้ว เราไม่สามารถกลับไปแก้ได้
ดังนั้น ข้อสอบส่วน Listening เราจะต้องรักษาสติได้ดีมากกว่าข้อสอบ Reading
การเตรียมสติในที่นี้ หมายถึงเตรียมเครื่องมือต่างๆ ให้พร้อมด้วยนะครับ
ที่สำคัญคือ กระดาษทด และ ดินสอ ปากกา เพราะเราจะต้องใช้มันเยอะมากๆ ครับ
จัดวางในตำแหน่งที่เราชัวร์ เสร็จแล้ว เอาสติไปจับไว้ที่หูครับ
.

เทคนิคในการทำข้อสอบ TOEFL iBT Listening

ต่อไปนี้จะเป็นเทคนิคทั้งหมดที่ผมใช้ในการสอบ Listening และทำคะแนนได้ค่อนข้างดี
ถ้าใครเห็นว่ามีประโยชน์ลองเอาไปฝึก ลองเอาไปใช้ดูนะครับ
.

  • Know what to listen for
    ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาที่ต้องฟังเพื่อไปตอบคำถาม จะมีเสียงพูดอธิบายว่า
    เรากำลังจะได้ฟังอะไร เช่น You’re about to hear the conversation between …
    หรือ You’re about to hear the lecture in the art history class …
    ให้เราตั้งใจฟังตรงนี้ด้วยครับ เพราะถ้าเรารู้ว่าเรากำลังจะฟังอะไร
    มันจะช่วยทำให้เราสามารถเน้นได้ว่า เราจะต้องจับความอะไร
    เพราะ Conversation, Lecture, Class Discussion คำถามที่เค้าเน้น จะต่างกันครับ
    ส่วนแต่ละอย่างเน้น อะไรนั้น ผมจะอธิบายข้างล่างต่อไปนะครับ
    .
  • Note taking is crucial, you need to practice it a lot
    การฟังในส่วนของ Listening Section นั้น แม้ว่าเราจะเป็นคนที่ฟังเก่ง
    จนสามารถฟังได้รู้เรื่องหมด เราก็ต้องจดโน๊ตครับ
    เพราะว่าเนื้อหาส่วนใหญ่จะละเอียดมาก
    และยิ่งเราเป็นคนที่ฟังไม่เก่ง เราก็ยิ่งต้องจดโน๊ตครับ
    .
    ทั้งนี้วิธีการโน๊ตก็จะแตกต่างกันไปถ้าเราฟังรู้เรื่องดี เราก็สามารถจดโน๊ตเป็นประเด็นๆ ไปได้
    แต่ถ้าเราฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็จดมันเป็นคำๆ ไปแหละครับ อย่างน้อย
    เราจดเป็นคำๆ ไป เราก็ยังพอจะใช้จินตนาการ เอาคับมาผสมกัน แล้วพอใช้ตอบคำถามได้

    .
    การจัดรูปแบบ note ก็สำคัญมาก คีย์คือ เมื่อจดโน๊ตแล้ว ต้องกลับมาอ่านรู้เรื่อง
    อย่างผมเมื่อก่อนจะเป็นคนที่จดโน๊ตแล้วใช้พื้นที่เปลืองมาก เพราะผมเป็นคนเขียนอะไร
    แบบไม่ค่อยมีทิศทาง แล้วชอบใช้ลูกศรโยงโน่น โยงนี่ ปรากฏว่า พอมาอ่าน มันงง
    แต่พอไปเรียนที่ fast-english แล้วเห็นวิธีการจดโน๊ตของ อ.บุญชัย
    ที่เน้นการจดโน๊ตไปในทิศทางเดียว เช่น ซ้ายไปขวา แล้วคั่นด้วยคอมม่า
    ทำให้ผมลองเอามาฝึกดูบ้าง ปรากฏว่า พอทำแบบนั้นแล้ว ผมสามารถลำดับเรื่องได้ดีขึ้น

    .
    การจัดรูปแบบอีกประเภทคือ ถ้าเราฟังแล้วชัด ว่าบทความกำลังพยายามจะอธิบายอะไร
    ในเชิงลึก ให้แยกเรื่องพวกนั้นออกมาเขียนด้วยกัน เป็นกลุ่มเดียวกัน
    เราจะได้ไม่สับสน เวลากลับมาอ่าน

    ยกตัวอย่างเช่น เราฟังตอนแรกว่า เค้าเปิดมาในทำนองว่า จะอธิบายความแตกต่าง
    ของต้นไม้ 3 ประเภท เราต้องเตรียมแยกโน๊ตส่วนต่อไป ออกเป็น 3 ส่วนทันที
    พอเค้าบอกคุณสมบัติของต้นไม้ประเภทที่ 1 ก็ให้จดไว้ในส่วนที่ 1 มันจะได้ไม่ปนกัน
    และพอเรากลับมาอ่าน เราจะได้ไม่สับสนครับ

    ภาษาที่ใช้ในการจดโน๊ต ก็สำคัญ ถ้าจำเป็นและเร็วกว่า ก็จดโน๊ตเป็นภาษาไทยได้เลยครับ
    หัวใจในเรื่องการใช้ภาษา คือความเร็ว ถ้าเราคิดว่า จดภาษาไหนได้เร็วกว่าให้จดเลย
    ภาษาอังกฤษก็เร็วได้ ถ้าเราหัดใช้ตัวย่อ เช่น ไม่ต้องจดโน๊ตเต็มคำ

    ยกตัวอย่างเช่น เราฟังว่า
    Today, we’re going to talk about problems involved in the construction
    of Trans-continental railroad and the effects of these problems to today’s
    government decision making processes.

    ถ้าเป็นผม ผมจะจดโน๊ตว่า
    problem, con of trancon railroad, effect, gov decision

    จะเห็นว่า มันสั้นๆ ดี และถ้าเราเพิ่งจะได้ฟังบทความไป พอกลับมาอ่านอีกที
    แม้ข้อความจะไม่สมบูรณ์ เหมือนเขียนย่อๆ แต่ไม่น่าเชื่อครับ
    ข้อมูลย่อๆ แบบนี้แหละ จะช่วยให้เราดึงข้อมูล
    ที่อยู่ในความจำชั่วคราวของเรากลับมาได้เยอะเลย

    อีกเรื่องคือ ถ้าเราจดช้าเมื่อไหร่ เราต้องยอมทิ้งเนื้อหาที่จดไม่ทันไปเลยนะครับ
    ไม่งั้น เราจะ lag ไปเยอะ จนไม่สามารถตามทันเนื้อหาใหม่ๆ
    วิธีที่ผมใช้ก็คือ ยัดไอ้ที่จดไม่หมดไว้ในหัวก่อน ด้วยการตอกย้ำเข้าไปในหัวเรา
    ว่าจำอันนี้ไว้นะเว้ย ยังไม่ได้จด แล้วก็รีบ move on ไปจดเนื้อหาใหม่ๆ ให้ทัน
    กฏคือ ห้ามช้าครับ

    การที่เราจะเจอจุดที่เหมาะ ว่าเราจะจดโน๊ตอย่างไรนั้น เราต้องฝึกบ่อยๆ ครับ
    ต้องฝึกทำข้อสอบเยอะๆ และฝึกจดโน๊ตไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นแนวทางของเราเอง
    ที่ผมเขียนไว้ข้างบน ก็เป็นแค่วิธีที่ผมทำอยู่เท่านั้น อาจจะไม่เหมาะกับทุกคนก็ได้
    .

  • In conversation, try to listen for problems and solutions
    เวลาที่เราฟังบทความประเภทที่เป็น conversation สิ่งที่ ข้อสอบจะถามแน่นอนคือ
    .
    - ปัญหาของบุคคลในบทสนาคืออะไร
    - ทางออกของปัญหานั้นคืออะไร
    - บุคคลในบทสนทนา จะทำอะไรเป็นลำดับต่อไป (หลังจากพูดคุยเสร็จ)

    .
    ดังนั้น เราต้องฟังประเด็นพวกนี้ให้ได้เข้าใจจริงๆจุดที่ยากจุดหนึ่งคือ บางครั้งทางออกของปัญหา
    มันค่อนข้างจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยมากๆ และข้อสอบมักจะดึงมาถาม แกล้งเรา
    ตัวอย่างเช่น นักศึกษา ไปสมัครทำงานพิเศษ แล้วแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า เธอว่างตอน
    Monday, Wednesday afternoon and Tuesday, Thursday morning
    แล้วตัวละครในเรื่อง ก็จะพยายามสร้างความสับสนให้เราเพิ่มอีก ด้วยการเสนอตัวเลือกอื่นๆ
    เช่น Saturday, Sunday, Friday เข้ามา ปนในบทพูด
    .
    สุดท้าย ข้อสอบก็มักจะถามเราว่า นักศึกษาคนนี้ จะทำงานวันไหนบ้าง
    แน่นอนครับ เราจับความได้ว่า เค้าไปหางาน และเค้ามีทั้งวันที่ว่างและไม่ว่าง
    แต่เราจะจำรายละเอียดพวกนี้ได้มั๊ย อยู่ที่การจดโน๊ตของเราด้วยครับ
    การใช้ตัวย่อ กับพวกวันพวกนี้ก็จะดีมาก ฝึกไว้ให้คล่องครับ
    M T W H F S U <= อันนี้เป็นตัวย่อที่ผมใช้ครับ
    .
    อีกอย่างคือในบทความแนว conversation นั้น ส่วนใหญ่แล้ว ส่วนหัวของบทความ
    มักจะเป็นเรื่องของการ greeting ทักทายกัน
    ซึ่งส่วนนี้ มักจะไม่ถูกเอามาถามครับ
    ดังนั้น ช่วงนี้ก็อาจจะไม่ต้องตั้งใจฟังมากได้
    .

  • In lecture, try to listen for detailed information
    ในการฟังบทความประเภท lecture และ class discussion นั้น
    สิ่งที่เราต้องเน้นฟังจะต่างจาก conversation มากครับ
    คำถามที่เราจะเจอแน่ๆ คือ
    .
    - โดยรวมแล้ว บทความพูดถึงเรื่องอะไร (main topic คืออะไร)
    - ข้อมูลโดยละเอียดที่อาจารย์พูดใน lecture

    ..
    สิ่งที่ยากคือเจ้า “ข้อมูลโดยละเอียด” นี่แหละครับ เพราะว่าส่วนใหญ่
    จะถามละเอียดมากๆ อย่างที่ผมได้บอกไปว่า การจดโน๊ตแบบแยกเป็นกลุ่มๆ
    เช่นต้นไม้ 3 ประเภท ก็แยกจดออกเป็น 3 ส่วน ตามรายละเอียดของต้นไม้แต่ละประเภท
    จะช่วยได้พอสมควรสิ่งที่เราควรฟังและจับความให้ได้ คือ ชื่อ, คุณลักษณะ, ปี, ลำดับก่อนหลัง
    พวกนี้ บางทีก็อึ้งครับ ที่เค้าหยิบมาถามได้ บางบทความมีการพูดถึงชื่อนั้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
    เค้าก็ยังสามารถจะยกชื่อนั้นขึ้นมาถามได้ (โดยไม่สงสารเราเลยสักนิด)
    .
    สิ่งสำคัญอีกอย่างของการฟัง lecture และ class discussion
    คือ “หัว” และ “ท้าย” ของบทความ
    ครับ ถ้าเป็นส่วนหัว รายละเอียดสำคัญก็มักจะเป็นการพูดว่า
    ใน lecture ก่อนๆ เราเรียนค้างกันไว้ที่เรื่องไหน และวันนี้อาจารย์จะสอนอะไรต่อ
    ถ้าในส่วนท้าย ก็จะเป็นประมาณว่า สั่งการบ้าน หรือสั่งให้ไปอ่านอะไรเพิ่ม
    หรือบอกว่าครั้งหน้าจะเรียนเรื่องอะไร ซึ่งข้อมูลตรงนี้ ก็มักถูกนำไปถามเช่นกัน
    ดังนั้น ในการฟัง lecture นั้น เราต้อง alert และตั้งสติ ตั้งแต่เริ่มเลยครับ
    สิ่งทีผมเป็นประจำคือ ใจลอยตอนต้น และมักจะพลาดอะไรไปทุกที
    .

จริงๆ แล้วยังมีเทคนิคอื่นๆ อีก แต่ว่าก็จะคล้ายๆ กับส่วนของ Reading แล้วครับ
คือเรื่องของพวก การฝึกในบรรยากาศจริง (โดยใช้ CD software ที่เป็นข้อสอบจำลอง)
และการฝึกทักษะพื้นฐานให้ดี ในการฟัง ก็คือฟังเยอะๆ ฟังไปเรื่อยๆ ฟังทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องนั่นล่ะครับ
นอกจากนั้น การที่เราท่องศัพท์เป็นประจำ และฝึกออกเสียง (ให้ถูก) เป็นประจำ
ก็จะช่วยให้เราฟังได้ง่ายขึ้นด้วย (คลิ๊ก เพื่ออ่านบทความเรื่องการฝึกฟังภาษาอังกฤษ)

เอาล่ะครับสำหรับ My TOEFL iBT Strategy ในส่วนของ Listening Section
ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ ครั้งหน้า (คงอีกซักพักนึง) ผมจะมาเขียนต่อในตอนต่อไป
คือเรื่องของการฝึก Speaking ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมอ่อนที่สุด แต่ก็คิดว่าพอจะมีเกร็ดอะไร
ที่จะได้แชร์ให้เพื่อนๆ ได้มั่งครับ แล้วเจอกันใหม่นะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ^_^

How I’ve been practicing English – Part 7

Practice Speaking and Writing Skills

.
สวัสดีครับทุกท่าน ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่ห่างไปนานมากๆ สำหรับบทความเรื่องฝึกภาษาของผม
นับดูแล้วน่าจะประมาณครึ่งเดือนพอดี นับจาก Part 6 ซึ่งผมพูดถึงเรื่องการฝึกทักษะการอ่านไป
วันนี้จะมาสานต่อให้ครบอีกสองทักษะ คือทักษะ การพูด และการเขียน
หลังจากนั้น ผมจะเริ่มเข้าสู่ส่วนของการฝึก TOEFL iBT Test Taking Strategy ต่อไปนะครับ

สาเหตุที่ห่างไปค่อนข้างนาน เพราะผมคิดว่าเนื้อหาในส่วนของ Speaking กับ Writing
ที่ผมจะเขียนวันนี้ มันน่าจะซ้ำกับเทคนิคที่ผมจะเขียนในส่วนของการเตรียมสอบ TOEFL
ก็เลยมัวแต่คิดๆ อยู่ว่า จะเขียนออกมาในรูปแบบไหนดี แต่ตอนนี้ผมได้ข้อสรุปแล้วครับ
ว่าในครั้งนี้ ผมจะเขียนเกี่ยวกับ guideline เบื้องต้น ว่าทักษะการพูดและเขียนนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรู้อะไรบ้าง
แต่ในส่วนของโปรแกรมและวิธีการฝึก ผมจะยกยอดไปไว้ในส่วนของ TOEFL ที่จะเขียนในอนาคตต่อไป
.

ลักษณะพิเศษของทักษะการพูดและเขียนภาษาอังกฤษ

ทักษะการพูดและเขียน ซึ่งเป็นทักษะในด้านที่เป็นการ ส่งสาร (Output)
เป็นทักษะที่ผมคิดว่าพวกเราทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ายากที่สุดสำหรับคนไทย
โดยเฉพาะทักษะการพูด เพราะเราไม่ค่อยจะมีเวลาคิด เวลาเตรียมตัวนัก
และเมื่อต้องโต้ตอบแบบ spontaneous หรือแบบทันทีทันใด เราก็เลยมักจะเอ๋อ
บวกกับในการพูดเนี่ย เราต้องฟังคู่สนทนาให้รู้เรื่องก่อน คราวนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ
เพราะต้องมีสมาธิทั้งฟัง และ ทั้งพูด เรียกได้ว่ามันเป็นทักษะที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ดังนั้น ถ้าใครยังไม่ฝึกทักษะการฟังให้ดี ก็ต้องเริ่มฝึกได้แล้วนะครับ (อ่านการฝึกทักษะการฟังได้ที่ Part 5)
.

หลักการในการพูดและเขียนภาษาอังกฤษให้ได้ (ซะที)

สิ่งที่จำเป็นมากๆ ที่จะทำให้เราถ่ายทอดข้อความออกมาทางการพูดและการเขียนได้ดีนั้น
อาจารย์บุญชัย แห่ง Fast-English สอนผมว่า เราต้องเข้าใจกฏกฏหนึ่งก่อน นั่นคือ

Output = Input

คำว่า Output = Input มันก็คือหลักที่ว่า การที่เราจะถ่ายทอดอะไรออกมาได้
เราต้องมีข้อมูลของสิ่งที่เราจะถ่ายทอด เก็บเป็นฐานข้อมูลอยู่ให้สมองของเราในระดับหนึ่งซะก่อน
สำหรับในการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านการพูดและเขียนนั้น สิ่งสำคัญที่ผมคิดว่าเราต้องป้อนหรือ Input
เข้าไปให้กับสมองของเรามากๆ มีดังต่อไปนี้ครับ
.

เราควรจะต้อง Input อะไรบ้างให้กับสมองของเรา ?

สิ่งที่เราควรต้อง Input นั้น ก็เป็นสิ่งเดิมๆ ที่ผมได้เขียนถึงใน Part ก่อนๆ หน้าของบทความชุดนี้แล้ว นั่นคือ

  • หลักและกฏ Grammar ต่างๆ
    เพราะกฏเหล่านี้เป็นเหมือนโครงสร้างของบ้าน เราจะต้องมีโครงสร้างก่อน
    แล้วค่อยเอาวัสดุต่างๆ เช่น คำศัพท์, collocations, phrasal verb มาประกอบเข้าไป
    บางคนอาจจะไม่เห็นด้วย อาจจะบอกว่า grammar ไม่สำคัญ เราควรใช้ภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ
    แต่จริงๆ แล้ว การใช้ภาษาแบบเป็นธรรมชาติ มันก็มี grammar อยู่ในนั้นด้วยล่ะครับ
    การที่บางคน สามารถใช้ภาษาได้ดี ทั้งๆ ที่ไม่ได้สนใจ grammar เท่าไหร่
    ส่วนใหญ่ เพราะคนคนนั้น รับสารที่่เป็นภาษาอังกฤษบ่อย (เช่น ฟังและอ่านบ่อย) จนเกิดความเคยชิน
    เราเองไม่ค่อยจะได้มีความเคยชินนั้น ดังนั้น เราก็ต้องหาทางเรียนครับ
    ไม่ว่าจะอ่านเอง หาที่เรียน หรือจะท่องด้วย SuperMemo ตามที่ผมเคยแนะนำใน Part 3 และ Part 4
    ก็ขอให้เราหาซักทางที่เราคิดว่าเราทำได้ ทำแล้วสบายใจ แล้วฝึกทำ อย่าเปลี่ยนวิธีการบ่อยครับ มันจะไม่ก้าวหน้าซะที
    .
  • Vocab, Collocation, Phrasal Verb, Idiom
    อย่างที่บอกไปครับ พวกนี้เป็นองค์ประกอบ ที่เราต้องจับประกอบเข้าไปในโครงสร้างคือแกรมม่าร์
    วิธีการเรียนก็มีสามแขนงครับ แขนงหนึ่่ง ก็คือเรียนจากหนังสือประเภทที่เป็น Vocabulary Building ต่างๆ
    ที่มักจะเรียนศัพท์เป็นกลุ่มๆ แล้วก็ต่อท้ายด้วยแบบฝึกหัด ข้อเสียคือ ช้าครับ แล้วก็เรียนเสร็จก็มักจะลืมอยู่ดี
    แขนงสอง ก็คือฟังเยอะอ่านเยอะ จนมันซึบซับศัพท์เข้าไปเอง อย่างถ้าใครฟัง-อ่านทุกๆ วัน
    ก็ถือว่าเราใช้การเรียนรู้แขนงนี้อยู่ แขนงสาม ก็คือท่องครับ ผมใช้วิธีนี้ เพราะว่ามันเร็ว และผมมีเครื่องมือช่วยท่อง
    ที่ทำให้ท่องแล้วไม่ค่อยลืม (อ่านได้เช่นกันใน Part 3 และ Part 4)
    .
  • ความคุ้นเคย หรือ Familiarity
    อันนี้อาจจะแปลกหน่อย เพราะผมคิดเอง ว่าส่วนนึงที่เราต้อง Input เข้าไปในสมองเราคือความคุ้นเคยต่อภาษา
    ความคุ้นเคย คือความเปิดรับภาษาอังกฤษเข้าไปในหัวเรา โดยที่ไม่มีการต่อต้านจากข้างใน
    ความคุ้นเคยคือความรู้สึก “คุ้นๆ” เช่น เราเห็นหรือได้ฟังประโยคบางประโยค แล้วรู้สึกว่ามันถูก
    ในขณะที่ฟังบางประโยครู้สึกว่า มันไม่น่าใช่ มันเป็นลักษณะนึงของ intuitive thinking คือรูปแบบการคิดที่เร็วมาก
    และได้คำตอบออกมาแบบที่ เราไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไม
    ทักษะพวกนี้ เราฝึกได้ ด้วยการ ฟังและอ่านให้เยอะๆ ครับ อย่างที่ผมเคยบอกอยู่เสมอ
    ว่าให้เราฝึกโดย “ใช้ให้บ่อยๆ” และ “ใช้ทั้งๆ ที่ไม่รู้” แล้วสมองเรา จะผูกโยงเส้นใยต่างๆ เข้าด้วยกันไปเองครับ
    .

ดังนั้น ลำดับแรกของการที่เราจะฝึกทักษะฝั่ง output คือการพูดและเขียนนั้น
สิ่งที่ต้องทำกลับต้องเน้นการฝึกด้าน input ให้มากขึ้น และสม่ำเสมอขึ้น
อยู่ดีๆ เราพูดและเขียนเลยทันทีไม่ได้แน่ๆ ครับ อยากให้เพื่อนๆ ลองเชื่อผมดูนะครับ
เปิดรับภาษาอังกฤษเข้ามาในชีวิตเยอะๆ โดยเฉพาะฝั่ง input แล้วฝั่ง output เราจะดีตามไปด้วย แบบไม่รู้ตัว
.

แหล่งหาสื่อการฝึกภาษาอังกฤษ

ผมขอย้ำเรื่องแหล่งการหาสื่อเพื่อฝึกภาษาอีกครั้งนะครับ
ทุกวันนี้ เราสามารถหาสื่อทุกรูปแบบได้ในอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะจากเว็บไซต์ e4thai.com ของคุณพิพัฒน์
ผมอยากจะให้ลองเข้าไปดูนะครับ แล้วหาเครื่องมือมาให้พอประมาณ เอาให้เหมาะสม
ไม่ต้องเยอะ จนฝึกไม่ไหว ยกตัวอย่างเช่น
.

  • หนังสือ Grammar ซักเล่ม (ในเว็บคุณพิพัฒน์ มีหลายเล่มครับ)
    เอามาเรียน มานั่งทำโจทย์ เสร็จแล้วก็ให้เม็ม กฏต่างๆ ที่เราเรียนไว้ใน SuperMemo
    เรียนเพิ่มไปเรื่อยๆ แล้วก็เม็มเพิ่มไปเรื่อยๆ ครับ ทุกๆ วันก็เปิด SuperMemo มากด Learn วันละครั้ง
    .
  • รายการคำศัพท์ และ collocation ซัก 2-3 รายการ
    ในเว็บคุณพิพัฒน์ก็มีมากมายอีกเช่นกัน ทั้งที่เป็นลิ้งค์ไปในเว็บต่างๆ และเป็น eBook ที่โหลดมาได้
    แต่ละวันเราก็ Add ศัพท์เข้าไปใน SuperMemo วันละประมาณ 30 คำ
    เดือนนึงก็ได้ ร่วมพันคำแล้วครับ ทุกๆ วันก็เปิด SuperMemo มากด Learn วันละครั้ง เช่นกัน
    .
  • ถ้าไม่คิดจะฟัง Series แบบผม ในเว็บคุณพิพัฒน์ ก็มีสื่อที่เกี่ยวกับการฟังเยอะมากๆ ครับ
    ทั้ง Audio Book ทั้งลิ้งค์ไปยังเว็บต่างๆ เช่นพวก PodCast เป็นต้น ลองหามาฟังทุกๆ วันดูครับ
    ฟังไปเรื่อยๆ ถ้าเชื่อว่าเปิดตอนนอนแล้วได้ผล จะเปิดก็ได้ครับ ผมเองก็เคยลองทำช่วงนึง
    ช่วงนั้น ครั้งนึงเพื่อนมาค้างที่ห้องด้วย มันก็บอกเหมือนกัน ว่าผมละเมอเป็นภาษาอังกฤษด้วย
    แต่ผมยังคิดว่า การฟังจากหนังเนี่ย ดีกว่าครับ เพราะเราได้ input feeling ของตัวละคร
    เข้าไปด้วย สมองเราจะเรียนได้แบบบูรณาการมากกว่า
    .
  • ถ้าหาอะไรอ่านไม่ได้ ผมแนะนำให้หาอ่านนิยาย ประเภทที่เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาครับ
    ในเว็บคุณพิพัฒน์ก็มี (อีกแล้ว) เยอะด้วย เช่นหนังสือประเภท Robinson Crusoe ที่สนุกๆ น่ะครับ
    ผมไม่อยากแนะนำให้อ่านข่าว เพราะมันค่อนข้างน่าเบื่อครับ
    .

เครื่องมืประมาณนี้ก็เพียงพอครับ มีแกรมม่าร์, ศัพท์, การอ่าน, การฟัง ขอให้ทำไปเรื่อยๆ ก่อนครับ
การฝึกพวกนี้ สิ่งสำคัญก็คือ เรามีทัศนคติที่เป็นบวก มีความรู้สึกดีกับสิ่งที่ทำ ตั้งใจทำอย่างสม่ำเสมอ
ผมว่าผลลัพธ์ของการฝึก ควรจะเป็นไปตามสมการนี้ครับ

ผลลัพท์ = พื้นฐานเดิม x ( 1 + เครื่องมือที่ดี + ทัศคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ) ^ ความสม่ำเสมอในการฝึก

สมการนี้ผมเขียนขึ้นล้อสมการ Future Value = Present Value x (1 + Rate of Return) ^ Time
เพราะผมคิดว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ครับ โดยเฉพาะ ตัว ^ ความสม่ำเสมอในการฝึก จะสำคัญมากๆ
ถ้าเราทำได้ต่อเนื่อง ทักษะภาษาของเราจะโตแบบทบต้นเลยทีเดียว (ว่าเข้าไปนั่น อิอิ)
จะลองใช้ เครื่องมือสร้างวินัยของผม ช่วยในการฝึกด้วยก็ได้นะครับ แล้วพบกันใหม่อีกครั้งในตอนหน้า
เข้าสู่ภาคแรกของ TOEFL iBT Test Taking Strategy ครับ

How I’ve been practicing English – Part 5

Build your English listening skill

.

ในโพสแรกของบทความชุด How I’ve been practicing English ผมได้พูดถึงกรอบแนวคิดหลัก
ในการฝึกภาษาของผม โดยส่วนแรกของการฝึกนั้นผมมุ่งเน้นไปที่การฝึกที่เน้นการจำ
ซึ่งผมได้อธิบายขั้นตอนการฝึกในส่วนแรกของผมไปในบทความตอนที่ 2 ถึง 4
ซึ่งผมเน้นเป็นพิเศษกับการใช้โปรแกรม SuperMemo เข้ามาช่วย ให้เราจำศัพท์ต่างๆ ได้ดีขึ้น

ในวันนี้ผมจะขอพูดถึงส่วนหลักส่วนที่ 2 ในการฝึกภาษาตามสไตล์ของผม
นั่นก็คือ “การฝึกที่เน้นทักษะตามธรรมชาติในการใช้ภาษาอังกฤษ
หรือผมเรียกมันว่า Natural English Language Skills ซึ่งประกอบไปทักษะทั้ง 4 อย่าง
คือ Reading, Listening, Speaking และ Writing นะครับ
สาเหตุที่ผมเรียกมันว่าเป็นทักษะตาม “ธรรมชาติ” นั้น เพราะว่าทักษะเหล่านี้
เราจะเรียนรู้ได้จากการใช้มันเป็นหลัก เราไม่สามารถอ่านตำราหรือท่องศัพท์เพียงอย่างเดียว
แล้วทำให้สามารถ อ่าน ฟัง พูด เขียน ภาษาอังกฤษได้ดี

หากเปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ก็จะคล้ายๆ กัน
คือเราไม่สามารถศึกษาข้อธรรมหรือปริยัติเพียงอย่างเดียว แล้วทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้
แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าเน้นให้ทำ ก็คือ การปฏิบัติ ภาวนา ให้มาก
หลายๆ ครั้งในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ให้พระสาวก เข้าป่าไปภาวนาอยู่บ่อยๆ


.
หลักการในการฝึกทักษะตามธรรมชาติ

หลักการฝึกทักษะการใช้ภาษาตามธรรมชาตินั้น หลักการสั้นๆ สองคำคือต้อง “ใช้ให้บ่อยๆ
และที่สำคัญคือต้อง “ใช้ทั้งๆ ที่ไม่รู้” ผมประยุกต์หลักการนี้มาจากหลักการเรียนรู้จริงๆของมนุษย์
ลองสังเกตดูนะครับ นับตั้งแต่เราเกิดจนถึงเราสามารถใช้ภาษาได้เนี่ย เรามีการเรียนรู้ยังไง

เราเริ่มเรียนรู้ภาษาไทย จากการที่เรา “ไม่รู้” มาก่อน เมื่อเราเกิดเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คำว่า “แม่” แปลว่าอะไร
แต่เราก็ถูกพ่อแม่กระตุ้น ให้เราเรียกชื่อพวกเค้า “บ่อยๆ” จนเราค่อยๆ ซึมซับความหมาย
และค่อยๆ รู้วิธีการใช้งาน จากการพูดไม่ค่อยชัด เราก็เริ่มพูดได้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นเราถึงค่อยได้รับการศึกษา เรื่อง การสะกดคำ ไวยากรณ์ เรื่องหลักเกณฑ์ทางภาษาต่างๆ ทีหลัง
ดังนั้นหลักการฝึกของผม จะจำลองการเรียนรู้ตามธรรมชาติ ที่สมองมนุษย์ทำได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว
ด้วยการ “ใช้ให้บ่อยๆ” และ “ใช้ทั้งๆ ที่ไม่รู้” แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ
ดังนั้น หากเราจะฝึก เราก็ต้องพยายามดัดแปลง ให้เราสามารถเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น
เพราะเงื่อนไขอย่างหนึ่งในการฝึกภาษา ที่พวกเรามีกันทุกคนคือ “เรามีเวลาจำกัด

นอกจากนั้น เกือบทุกคนอาจจะมีเงื่อนไขนี้เหมือนกับผมคือ ผมไม่มีฝรั่งให้คุยด้วย
และ ชีวิตประจำวันของผมไม่มีโอกาสให้ใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้นผมต้องหาวิธีการฝึก
ที่จะลบล้างข้อจำกัดพวกนี้ให้ได้ ด้วยข้อจำกัดพวกนี้ผมคงต้องบอกไว้ก่อนนะครับ
ว่าเราจะคาดหวังให้ผลจากการฝึกมันเร็วและดี เหมือนกับการที่เราไปอยู่เมืองนอกไม่ได้
แต่อย่างน้อย ผมเชื่อว่ามันจะดีขึ้น จากการฝึกแบบไร้ทิศทางในอดีต

Read more of this post

%d bloggers like this: