My TOEFL iBT Strategy: Listening
7 October 2009 2 Comments
.
กลับมาเขียนต่อสำหรับ My TOEFL iBT Strategy ตอนที่สองในหัวข้อ Listening นะครับ
หลังจากที่เขียน ตอนแรกเรื่อง Reading เสร็จ ก็มีเรื่องให้ว้าวุ่นใจไปพักนึงเลย
แต่ยังไงซะ เราก็ต้องผ่านมันให้ได้ครับ นี่อีก 2 วันผมก็จะสอบ TOEFL ครั้งที่สองแล้ว
ตอนนี้ผมคิดว่าเตรียมตัวเองมาได้พร้อมระดับนึง วันนี้รู้สึกสบายใจก็เลยมาเขียนต่อ
เพราะหลังจากสอบ TOEFL เสร็จปุ๊บผมก็ต้องเตรียมสอบ GMAT ต่อทันที
กลัวว่าจะเว้นวรรคไปนานเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเขียนไม่จบ 4 ตอน ผมคงเสียดายแย่
อย่างที่ผมบอกไว้ในบทความตอนแรกนะครับ ว่าผมจะใช้โครงสร้างการเขียนเหมือนกันในทุกๆ ตอน
คือเรื่องด้วย โครงสร้างของข้อสอบ, ข้อควรระวัง, และเทคนิคในการทำข้อสอบ
และก็เช่นเคยครับ สิ่งที่ผมเขียน เป็นกลยุทธ์หรือวิธีการที่ผมใช้กับตัวเองแล้วคิดว่าเหมาะสม
ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีการหรือเทคนิคที่ถูกต้องสำหรับทุกๆ คน ทุกๆ background
ถ้าเพื่อนๆ เห็นว่าเทคนิคไหนมีประโยชน์ก็อาจเอาไปประยุกต์ใช้ได้ ตามความพอใจครับ
.
โครงสร้างของข้อสอบ TOEFL iBT : Listening Section
ข้อสอบส่วน Listening Section จะเป็นข้อสอบส่วนที่สองในการสอบ TOEFL iBT
ต่อจากข้อสอบ Reading ซึ่งระหว่างสองส่วนนี้ จะไม่มีการพักเบรคให้นะครับ
ข้อสอบจะมาต่อเนื่องเลย ดังนั้น ถ้าเราทำข้อสอบส่วน Reading เสร็จก่อนเวลา
แล้วอยากพักบ้าง ก็อย่าเพิ่งกดปุ่ม continue นะครับ ปล่อยให้เวลาที่เหลือมันนับถอยหลังไป
ก็จะเป็นการเพิ่มเวลาเบรคให้เรา หรือมีเวลาให้เราได้ทำสมาธิพอสมควรเลย
ในข้อสอบ Listening นั้น เราจะได้ฟังบทความ 2 ประเภท 3 รูปแบบ
ประเภทแรก คือบทความแนว Conversation หรือบทสนทนา
ซึ่งมักจะเป็นบทสนทนาสั้นๆ ประมาณไม่เกิน 3 นาที และบทสนทนานั้นมักจะเป็นบทสนทนา
ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในมหาวิทยาลัย เช่น การถามปัญหาระหว่างนักศึกษากับอาจารย์
การติดต่อเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่นติดต่อกับห้องสมุด หรือหางานพิเศษทำ
ในบทสนทนานั้น จะมีบุคคลเพียง 2 คนเท่านั้น
ประเภทที่สอง คือบทความแนว Lecture ซึ่งจะค่อนข้างยาวกว่า Conversation
คือ ยาวประมาณ 5 นาที และแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือรูปแบบที่เป็น
lecture only คืออาจารย์สอนอยู่ฝ่ายเดียว และรูปแบบของ class discussion
ที่อาจารย์จะทั้งสอน และมีการโต้ตอบกันระหว่างนักศึกษาในห้องเรียนด้วย
ซึ่งบทความประเภท class discussion นั้นจะมีบุคคลมากกว่า 3 คนขึ้นไป
จึงทำให้เราต้องจดจำรายละเอียดมากขึ้นกว่าบทความประเภทอื่นๆ ครับ
สำหรับบทความประเภท Conversation นั้นเราจะเจอประมาณ 2-3 เรื่อง
แต่ละเรื่องมาพร้อมกับคำถามประมาณ 5 คำถาม
ส่วนบทความประเภท Lecture นั้น เราจะได้ทำประมาณ 4-6 เรื่อง
แต่ละเรื่องจะมีคำถามของเรื่องนั้นเรื่องละ 6 ข้อ
โดยรวมแล้วเราจะต้องตอบคำถามในส่วนของ Listening Section ประมาณ 34-51 ข้อ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะประมาณ 34 ข้อครับ บางครั้งถ้าเราได้ทำเยอะนั้น เราจะได้ทำข้อสอบ
ประเภทที่เป็นข้อสอบทดลอง ที่ไม่มีการเก็บคะแนนจริงปนไปด้วย
แต่เราจะไม่มีทางรู้ว่า เป็นข้อไหน ดังนั้น ก็ต้องตั้งใจทำทุกข้อครับ
ในการสอบส่วนของ Listening นั้น เวลาการสอบจะขึ้นอยู่กับจำนวนเรื่อง
และประเภทของเรื่องที่เราได้ฟัง แต่เวลาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 60-90 นาที
ซึ่งเป็นเวลารวมทั้งเวลาฟัง และเวลาที่เผื่อไว้ให้ตอบคำถาม
โดยในช่วงตอบคำถามนั้น เราจะมีเวลาจำกัดด้วยนะครับ
ดังนั้น เราจะนั่งแช่อยู่ข้อนึงไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องเดาให้ดีที่สุดครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คือ ในบทพูดนั้น เราจะได้ฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแบบต่างๆ
จะไม่ใช่สำเนียงแบบ American เท่านั้น เราอาจจะได้ฟังสำเนียงแนวๆ อินเดีย
สำเนียงแบบอังกฤษ หรือ แบบออสเตรเลีย ดังนั้น ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะครับ
ว่าเราอาจจะฟังบางสำเนียงไม่ค่อยออก เพราะทางผู้จัดสอบเค้าก็อยากจำลองบรรยากาศ
ให้เหมือนกับมหาวิทยาลัยในอเมริกา ซึ่งมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติสูง
แต่เดี๋ยวนี้ก็มี series หลายเรื่องครับ ที่มีภาษาอังกฤษสำเนียงต่างๆ ถ้าเราใช้หนังพวกนี้
ฝึกฟังมาเรื่อยๆ มันก็จะช่วยให้เราชินได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่นเรื่อง Heroes
ก็จะหลายสำเนียงมากครับ มีทั้งสำเนียงแบบ อเมริกัน อินเดีย ญี่ปุ่น ฯลฯ
.
ข้อควรระวังในการสอบส่วน Listening
เรื่องแรก ที่ผมอยากให้ระวังคือเรื่องของ ความเครียดที่สะสมมาจากการสอบ Reading
โดยเฉพาะถ้าเราทำข้อสอบ Reading ได้ไม่ค่อยดี ความเครียดตรงนั้น
มันจะมีผลในการสอบ Listening ด้วย และส่วนใหญ่ผมว่า มันน่าจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี
เพราะเรามักจะมัวแต่ไปคิดเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แก้ไม่ได้แล้ว จนทำให้ใจลอย
หรือไม่ก็คิดว่า ไหนๆ ก็ทำไม่ดีแล้ว สอบครั้งนี้คงจะแย่ เลยพลอยทำให้เราทำข้อสอบ
ส่วนอื่นๆ ไม่ดีไปด้วย
สิ่งที่ผมอยากให้ทำคือ ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือไม่ดีในส่วนแรก ก็ขอให้เอาสิ่งนั้นมาเป็นพลังเถอะครับ
ทุกอย่าง มันอยู่ที่เราคิดจริงๆ ดังนั้น ถ้าเราตั้งสติคิดได้ ก็เอาปัญหานั้น
มาสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำข้อสอบส่วนต่อๆ ไปให้ดีขึ้น เพื่อเอาคะแนนไปชดเชย
ในส่วนที่เราอาจจะทำได้ไม่ดี ระหว่างสอบ พยายามคิดบวกให้ได้ครับ
ถ้าคิดไม่ออก ก็ขอให้ลองยิ้มกับตัวเอง หรือหัวเราะกับตัวเอง แรงๆ ซัก 2-3 ที แล้วคิดใหม่
ผมลองแล้ว รู้สึกว่า มันช่วยเรียกสติกลับมาได้เยอะเลยครับ
เรื่องที่สอง บทความแต่ละเรื่องเราสามารถ ฟังได้เพียงรอบเดียวเท่านั้น
คำถามก็เช่นกัน เราจะไม่เห็นคำถามล่วงหน้า และ เมื่อเราตอบแล้ว เราไม่สามารถกลับไปแก้ได้
ดังนั้น ข้อสอบส่วน Listening เราจะต้องรักษาสติได้ดีมากกว่าข้อสอบ Reading
การเตรียมสติในที่นี้ หมายถึงเตรียมเครื่องมือต่างๆ ให้พร้อมด้วยนะครับ
ที่สำคัญคือ กระดาษทด และ ดินสอ ปากกา เพราะเราจะต้องใช้มันเยอะมากๆ ครับ
จัดวางในตำแหน่งที่เราชัวร์ เสร็จแล้ว เอาสติไปจับไว้ที่หูครับ
.
เทคนิคในการทำข้อสอบ TOEFL iBT Listening
ต่อไปนี้จะเป็นเทคนิคทั้งหมดที่ผมใช้ในการสอบ Listening และทำคะแนนได้ค่อนข้างดี
ถ้าใครเห็นว่ามีประโยชน์ลองเอาไปฝึก ลองเอาไปใช้ดูนะครับ
.
- Know what to listen for
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาที่ต้องฟังเพื่อไปตอบคำถาม จะมีเสียงพูดอธิบายว่า
เรากำลังจะได้ฟังอะไร เช่น You’re about to hear the conversation between …
หรือ You’re about to hear the lecture in the art history class …
ให้เราตั้งใจฟังตรงนี้ด้วยครับ เพราะถ้าเรารู้ว่าเรากำลังจะฟังอะไร
มันจะช่วยทำให้เราสามารถเน้นได้ว่า เราจะต้องจับความอะไร
เพราะ Conversation, Lecture, Class Discussion คำถามที่เค้าเน้น จะต่างกันครับ
ส่วนแต่ละอย่างเน้น อะไรนั้น ผมจะอธิบายข้างล่างต่อไปนะครับ
. - Note taking is crucial, you need to practice it a lot
การฟังในส่วนของ Listening Section นั้น แม้ว่าเราจะเป็นคนที่ฟังเก่ง
จนสามารถฟังได้รู้เรื่องหมด เราก็ต้องจดโน๊ตครับ เพราะว่าเนื้อหาส่วนใหญ่จะละเอียดมาก
และยิ่งเราเป็นคนที่ฟังไม่เก่ง เราก็ยิ่งต้องจดโน๊ตครับ
.
ทั้งนี้วิธีการโน๊ตก็จะแตกต่างกันไปถ้าเราฟังรู้เรื่องดี เราก็สามารถจดโน๊ตเป็นประเด็นๆ ไปได้
แต่ถ้าเราฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็จดมันเป็นคำๆ ไปแหละครับ อย่างน้อย
เราจดเป็นคำๆ ไป เราก็ยังพอจะใช้จินตนาการ เอาคับมาผสมกัน แล้วพอใช้ตอบคำถามได้.
การจัดรูปแบบ note ก็สำคัญมาก คีย์คือ เมื่อจดโน๊ตแล้ว ต้องกลับมาอ่านรู้เรื่อง
อย่างผมเมื่อก่อนจะเป็นคนที่จดโน๊ตแล้วใช้พื้นที่เปลืองมาก เพราะผมเป็นคนเขียนอะไร
แบบไม่ค่อยมีทิศทาง แล้วชอบใช้ลูกศรโยงโน่น โยงนี่ ปรากฏว่า พอมาอ่าน มันงง
แต่พอไปเรียนที่ fast-english แล้วเห็นวิธีการจดโน๊ตของ อ.บุญชัย
ที่เน้นการจดโน๊ตไปในทิศทางเดียว เช่น ซ้ายไปขวา แล้วคั่นด้วยคอมม่า
ทำให้ผมลองเอามาฝึกดูบ้าง ปรากฏว่า พอทำแบบนั้นแล้ว ผมสามารถลำดับเรื่องได้ดีขึ้น.
การจัดรูปแบบอีกประเภทคือ ถ้าเราฟังแล้วชัด ว่าบทความกำลังพยายามจะอธิบายอะไร
ในเชิงลึก ให้แยกเรื่องพวกนั้นออกมาเขียนด้วยกัน เป็นกลุ่มเดียวกัน
เราจะได้ไม่สับสน เวลากลับมาอ่านยกตัวอย่างเช่น เราฟังตอนแรกว่า เค้าเปิดมาในทำนองว่า จะอธิบายความแตกต่าง
ของต้นไม้ 3 ประเภท เราต้องเตรียมแยกโน๊ตส่วนต่อไป ออกเป็น 3 ส่วนทันที
พอเค้าบอกคุณสมบัติของต้นไม้ประเภทที่ 1 ก็ให้จดไว้ในส่วนที่ 1 มันจะได้ไม่ปนกัน
และพอเรากลับมาอ่าน เราจะได้ไม่สับสนครับภาษาที่ใช้ในการจดโน๊ต ก็สำคัญ ถ้าจำเป็นและเร็วกว่า ก็จดโน๊ตเป็นภาษาไทยได้เลยครับ
หัวใจในเรื่องการใช้ภาษา คือความเร็ว ถ้าเราคิดว่า จดภาษาไหนได้เร็วกว่าให้จดเลย
ภาษาอังกฤษก็เร็วได้ ถ้าเราหัดใช้ตัวย่อ เช่น ไม่ต้องจดโน๊ตเต็มคำยกตัวอย่างเช่น เราฟังว่า
Today, we’re going to talk about problems involved in the construction
of Trans-continental railroad and the effects of these problems to today’s
government decision making processes.ถ้าเป็นผม ผมจะจดโน๊ตว่า
problem, con of trancon railroad, effect, gov decisionจะเห็นว่า มันสั้นๆ ดี และถ้าเราเพิ่งจะได้ฟังบทความไป พอกลับมาอ่านอีกที
แม้ข้อความจะไม่สมบูรณ์ เหมือนเขียนย่อๆ แต่ไม่น่าเชื่อครับ
ข้อมูลย่อๆ แบบนี้แหละ จะช่วยให้เราดึงข้อมูล
ที่อยู่ในความจำชั่วคราวของเรากลับมาได้เยอะเลยอีกเรื่องคือ ถ้าเราจดช้าเมื่อไหร่ เราต้องยอมทิ้งเนื้อหาที่จดไม่ทันไปเลยนะครับ
ไม่งั้น เราจะ lag ไปเยอะ จนไม่สามารถตามทันเนื้อหาใหม่ๆ
วิธีที่ผมใช้ก็คือ ยัดไอ้ที่จดไม่หมดไว้ในหัวก่อน ด้วยการตอกย้ำเข้าไปในหัวเรา
ว่าจำอันนี้ไว้นะเว้ย ยังไม่ได้จด แล้วก็รีบ move on ไปจดเนื้อหาใหม่ๆ ให้ทัน
กฏคือ ห้ามช้าครับการที่เราจะเจอจุดที่เหมาะ ว่าเราจะจดโน๊ตอย่างไรนั้น เราต้องฝึกบ่อยๆ ครับ
ต้องฝึกทำข้อสอบเยอะๆ และฝึกจดโน๊ตไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นแนวทางของเราเอง
ที่ผมเขียนไว้ข้างบน ก็เป็นแค่วิธีที่ผมทำอยู่เท่านั้น อาจจะไม่เหมาะกับทุกคนก็ได้
. - In conversation, try to listen for problems and solutions
เวลาที่เราฟังบทความประเภทที่เป็น conversation สิ่งที่ ข้อสอบจะถามแน่นอนคือ
.
- ปัญหาของบุคคลในบทสนาคืออะไร
- ทางออกของปัญหานั้นคืออะไร
- บุคคลในบทสนทนา จะทำอะไรเป็นลำดับต่อไป (หลังจากพูดคุยเสร็จ).
ดังนั้น เราต้องฟังประเด็นพวกนี้ให้ได้เข้าใจจริงๆจุดที่ยากจุดหนึ่งคือ บางครั้งทางออกของปัญหา
มันค่อนข้างจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยมากๆ และข้อสอบมักจะดึงมาถาม แกล้งเรา
ตัวอย่างเช่น นักศึกษา ไปสมัครทำงานพิเศษ แล้วแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า เธอว่างตอน
Monday, Wednesday afternoon and Tuesday, Thursday morning
แล้วตัวละครในเรื่อง ก็จะพยายามสร้างความสับสนให้เราเพิ่มอีก ด้วยการเสนอตัวเลือกอื่นๆ
เช่น Saturday, Sunday, Friday เข้ามา ปนในบทพูด
.
สุดท้าย ข้อสอบก็มักจะถามเราว่า นักศึกษาคนนี้ จะทำงานวันไหนบ้าง
แน่นอนครับ เราจับความได้ว่า เค้าไปหางาน และเค้ามีทั้งวันที่ว่างและไม่ว่าง
แต่เราจะจำรายละเอียดพวกนี้ได้มั๊ย อยู่ที่การจดโน๊ตของเราด้วยครับ
การใช้ตัวย่อ กับพวกวันพวกนี้ก็จะดีมาก ฝึกไว้ให้คล่องครับ
M T W H F S U <= อันนี้เป็นตัวย่อที่ผมใช้ครับ
.
อีกอย่างคือในบทความแนว conversation นั้น ส่วนใหญ่แล้ว ส่วนหัวของบทความ
มักจะเป็นเรื่องของการ greeting ทักทายกัน ซึ่งส่วนนี้ มักจะไม่ถูกเอามาถามครับ
ดังนั้น ช่วงนี้ก็อาจจะไม่ต้องตั้งใจฟังมากได้
. - In lecture, try to listen for detailed information
ในการฟังบทความประเภท lecture และ class discussion นั้น
สิ่งที่เราต้องเน้นฟังจะต่างจาก conversation มากครับ
คำถามที่เราจะเจอแน่ๆ คือ
.
- โดยรวมแล้ว บทความพูดถึงเรื่องอะไร (main topic คืออะไร)
- ข้อมูลโดยละเอียดที่อาจารย์พูดใน lecture
..
สิ่งที่ยากคือเจ้า “ข้อมูลโดยละเอียด” นี่แหละครับ เพราะว่าส่วนใหญ่
จะถามละเอียดมากๆ อย่างที่ผมได้บอกไปว่า การจดโน๊ตแบบแยกเป็นกลุ่มๆ
เช่นต้นไม้ 3 ประเภท ก็แยกจดออกเป็น 3 ส่วน ตามรายละเอียดของต้นไม้แต่ละประเภท
จะช่วยได้พอสมควรสิ่งที่เราควรฟังและจับความให้ได้ คือ ชื่อ, คุณลักษณะ, ปี, ลำดับก่อนหลัง
พวกนี้ บางทีก็อึ้งครับ ที่เค้าหยิบมาถามได้ บางบทความมีการพูดถึงชื่อนั้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
เค้าก็ยังสามารถจะยกชื่อนั้นขึ้นมาถามได้ (โดยไม่สงสารเราเลยสักนิด)
.
สิ่งสำคัญอีกอย่างของการฟัง lecture และ class discussion
คือ “หัว” และ “ท้าย” ของบทความ ครับ ถ้าเป็นส่วนหัว รายละเอียดสำคัญก็มักจะเป็นการพูดว่า
ใน lecture ก่อนๆ เราเรียนค้างกันไว้ที่เรื่องไหน และวันนี้อาจารย์จะสอนอะไรต่อ
ถ้าในส่วนท้าย ก็จะเป็นประมาณว่า สั่งการบ้าน หรือสั่งให้ไปอ่านอะไรเพิ่ม
หรือบอกว่าครั้งหน้าจะเรียนเรื่องอะไร ซึ่งข้อมูลตรงนี้ ก็มักถูกนำไปถามเช่นกัน
ดังนั้น ในการฟัง lecture นั้น เราต้อง alert และตั้งสติ ตั้งแต่เริ่มเลยครับ
สิ่งทีผมเป็นประจำคือ ใจลอยตอนต้น และมักจะพลาดอะไรไปทุกที
.
จริงๆ แล้วยังมีเทคนิคอื่นๆ อีก แต่ว่าก็จะคล้ายๆ กับส่วนของ Reading แล้วครับ
คือเรื่องของพวก การฝึกในบรรยากาศจริง (โดยใช้ CD software ที่เป็นข้อสอบจำลอง)
และการฝึกทักษะพื้นฐานให้ดี ในการฟัง ก็คือฟังเยอะๆ ฟังไปเรื่อยๆ ฟังทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องนั่นล่ะครับ
นอกจากนั้น การที่เราท่องศัพท์เป็นประจำ และฝึกออกเสียง (ให้ถูก) เป็นประจำ
ก็จะช่วยให้เราฟังได้ง่ายขึ้นด้วย (คลิ๊ก เพื่ออ่านบทความเรื่องการฝึกฟังภาษาอังกฤษ)
เอาล่ะครับสำหรับ My TOEFL iBT Strategy ในส่วนของ Listening Section
ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ ครั้งหน้า (คงอีกซักพักนึง) ผมจะมาเขียนต่อในตอนต่อไป
คือเรื่องของการฝึก Speaking ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมอ่อนที่สุด แต่ก็คิดว่าพอจะมีเกร็ดอะไร
ที่จะได้แชร์ให้เพื่อนๆ ได้มั่งครับ แล้วเจอกันใหม่นะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ^_^
