สอบผ่าน CFA Level 2 มุ่งสู่ CFA Level 3

หลังจากรอคอยมาร่วม 2 เดือน ในที่สุดเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 53 ที่ผ่านมา
ผลการสอบ CFA Level 2 ของผมก็ประกาศออกมาแล้วครับ

การประกาศผลสอบในครั้งนี้มีความแตกต่างไปจากครั้งก่อน
จากเดิมผู้สมัครต้อง Login เข้าไปในระบบของ CFA Institute เพื่อดูผลสอบ
แต่ครั้งนี้ ผลสอบจะถูกจัดส่งให้ทางอีเมล์ของผู้สมัครเลยครับ หลังจากนั้นถ้าอยากดูในเว็บค่อย login เข้าไปดูได้อีกที
วิธีนี้ผมคิดว่าดีมากๆ ตรงที่ มันแก้ปัญหาเว็บล่มเพราะคนแห่กันเข้าไปลุ้นผลสอบได้อย่างชงัดนัก
(มันจะไม่ล่มได้ยังไงครับ เพราะคนรอลุ้นผลสอบกันร่วมแสน)

แต่มันก็สร้างปัญหาใหม่เล็กๆ ขึ้นได้เหมือนกันเมื่อเพื่อนของเราได้เมล์ผลสอบแล้ว แต่เรายังไม่ได้!!
เป็นแบบนี้ ไม่รู้จะทำยังไงล่ะครับ ได้แต่นั่ง refresh inbox ไปเรื่อยๆ… แล้วในที่สุดมันก็มาครับ
หัวเรื่องของเมล์เขียนว่า “June 2010 CFA Exam Result‏” และยังไม่ทันที่ผมจะเอามือปิดเพื่อจะค่อยๆ ลุ้น
มันก็ดันเห็นคำว่า “Pass” ซะก่อน…… จำได้ว่าร้อง Yes! อยู่คนเดียวเสียงดังมาก
มันเป็นอะไรที่ดีใจมากๆ เลยครับ เพราะถ้าใครสอบก็จะรู้ว่า การจะผ่านได้ เราต้องทุ่มเทมากแค่ไหน
โดยเฉพาะ Level 2 เป็นอะไรที่ผมคิดว่า ยากกว่า Level 1 มากกกกกก
พอเราทำได้สำเร็จ มันก็อดจะดีใจแบบออกนอกหน้าไม่ได้

พอมาลองดูผลสอบแบบละเอียดๆ ก็จะพบว่าผลสอบในครั้งนี้นั้น ผมไม่ถึงกับได้ 70% ขึ้นไปในทุกหัวข้อ
แต่มีบางหัวข้อที่ได้คะแนนน้อย และน้อยมากบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ผิดกับที่ผมประเมินตัวเองไว้ก่อนหน้า

คือหัวข้อที่ออกจากห้องสอบแล้วคิดว่าทำไม่ได้ ก็กลับได้คะแนนเกิน 70% ในขณะที่หัวข้อที่ผมคิดว่า
ทำได้สบายๆ กลับได้คะแนนมาน้อย ซึ่งยังไงซะ ผมคงต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้มาเป็นบทเรียน
เอาไว้แก้ไขในครั้งต่อๆ ไป เพราะหัวข้อที่ผมคิดว่าผมรู้ ผมอาจจะกำลังรู้แบบผิดๆ อยู่ก็ได้

พอมาดูอัตราการสอบผ่าน (Pass Rate) ในภาพรวม ก็พบว่าการสอบรอบนี้ (June 2010)
อัตราการสอบผ่านลดลงกว่ารอบ June 2009 อยู่พอสมควรเลยครับ
รอบนี้ Pass Rate ของ Level 2 อยู่ที่ 39% ในขณะที่ปีก่อนหน้าอยู่ที่ 41%
ซึ่งนับว่าผมโชคดีมากๆ ที่สอบผ่านมาได้ ^_^
.

มุ่งสู่ CFA Level 3

หลังจากรู้ผลสอบ ผมใช้เวลาประมาณ 2 วันในการตัดสินใจสมัครสอบใน Level 3 ต่อทันที
เพราะยิ่งลองคิดดูแล้ว ยิ่งสมัครเร็วยิ่งได้เปรียบ เพราะในการสอบนั้นทาง CFA Institute แนะนำว่า
เราควรจะต้องมีเวลาศึกษา Curriculum ทั้ง 6 เล่ม อย่างน้อย 250 ชั่วโมง
ดังนั้นการสมัครเร็ว ก็หมายความว่า เราจะได้รับ Curriculum เร็วขึ้น ดังนั้นเวลาโดยเฉลี่ยต่อวัน
ที่เราต้องแบ่งมาอ่านหนังสือมันก็ควรจะลดลง น่าจะทำให้เรารักษาสมดุลของชีวิตได้มากขึ้นกว่าการต้องมาอัดอ่านในเวลาสั้นๆ

การสมัครสอบในครั้งนี้มีสิ่งแปลกใหม่อีกแล้วครับ เพราะครั้งนี้นั้นผู้สมัครมีทางเลือกในการรับ Curriculum
คือเราสามารถเลือกจะรับเป็นแบบหนังสือส่งมาให้เราถึงบ้านเหมือนครั้งก่อนๆ
หรือจะเลือกรับเป็น E-Book ที่สามารถอ่านได้บนคอมพิวเตอร์ หรือจะเลือกทั้งสองแบบก็ได้
ซึ่งหลังจากที่ผมชั่งใจอยู่พักหนึ่ง ก็ตัดสินใจเลือกแบบเอาทั้งคู่ เพราะอยากจะรู้เหมือนกันครับ
ว่าเจ้า E-Book Version เนี่ย มันจะหน้าตาเป็นยังไง งานนี้ต้องจ่ายแพงขึ้นประมาณ 30 เหรียญแน่ะครับ

จากตารางข้างบน ผมเลือกสมัครสอบใน Package E-Book and Print ที่ไฮไลท์ที่น้ำเงินเอาไว้
ซึ่งถ้าใครเลือกรับเป็น E-Book อย่างเดียวจะประหยัดค่าสมัครสอบได้ 60 เหรียญ
แต่ผมว่า ไม่คุ้มน่ะครับ ยังไงซะ ผมเชื่อว่า การอ่านหนังสือเป็นเล่มๆ มันก็มีประสิทธิภาพมากกว่าอยู่ดี
.

เผยโฉม CFA Level 3 – 2011 Curriculum

นับจากวันสมัครสอบมาประมาณ 5 วัน ในที่สุดวันนี้ผมก็ได้รับ CFA Level 3 Curriculum เวอร์ชั่นของปี 2011 แล้วครับ
Curriculum เวอร์ชั่นของปี 2011 นี้มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครับ เพราะเป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นรูปของ “คน”
ปรากฏอยู่บนหน้าปกของหนังสือนับตั้งแต่ที่เริ่มสอบเมื่อปี 2009 เมื่อก่อนมีแต่เป็นรูปกราฟฟิค หรือไม่ก็รูปธรรมชาติไปเลย
ทำให้มีความรู้สึกว่า “ชั้นกำลังทำในสิ่งที่ คน คนอื่นๆ เค้าก็ทำกันเหมือนกันนะ ไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว” :P
ทั้งนี้ผมขออนุญาตแนะนำ CFA Level 3 – 2011 Curriculum ผ่านทางวิดีโอด้านล่างนี้นะครับ

ส่วน Curriculum เวอร์ชั่น E-Book นั้น หลังจากเราสมัครและชำระเงินเสร็จไม่นาน
เราก็จะได้รับลิ้งค์ให้เข้าไปดาวโหลดโปรแกรมสำหรับจัดการ E-Book มาไว้ที่เครื่องได้ครับ
ซึ่งพอเราเปิดโปรแกรมนั้น E-Book ก็จะค่อยๆ ทยอยถูกดาวโหลดมาเก็บไว้ที่เครื่องของเรา
ซึ่งไฟล์รวมค่อนข้างใหญ่มากๆ ครับ (ประมาณ 1GB ขึ้นไป)
แต่ในส่วนนี้ ผมขออนุญาตเล่าถึงเจ้า E-Book Curriculum ในโพสถัดๆ ไปนะครับ

ก่อนสอบ 1 วัน : ประสบการณ์และความรู้สึกในการเตรียมตัวสอบ CFA Level 2

.
สวัสดีพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกท่านนะครับ และแล้วก็ใกล้วันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย. 53 เข้ามาทุกทีครับ
วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันที่สำคัญมากสำหรับผม และเพื่อนร่วมชะตากรรมกว่า 1.4 แสนคน
ซึ่งเลือกที่จะเดินในเส้นทางอาชีพสายการเงิน-การลงทุน เพราะจะเป็นวันที่มีการจัดสอบ CFA พร้อมกันทั่วโลก
(CFA คือคุณวุฒิสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์หลักทรัพย์และการจัดการลงทุน)

โดยเฉพาะสำหรับการสอบในเดือน มิ.ย. นี้นั้น ถือว่าเป็นรอบการสอบใหญ่
คือมีการเปิดสอบ CFA ครบทั้ง 3 ระดับ ในขณะที่การสอบในเดือน ธ.ค. นั้นจะมีสอบเฉพาะ level 1 เท่านั้น
ผมจึงอยากขอถือโอกาสใช้พื้นที่บล๊อค และจังหวะเวลาตรงนี้ที่ประสบการณ์ของผมยังครุกรุ่นอยู่
ได้เล่าถึงประสบการณ์ วิธีการ และความรู้สึกที่ผมได้รับจากการเตรียมตัวสอบ CFA level 2 ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา
เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจจะสอบในรอบต่อๆ ไปครับ
.

4 เดือนหฤโหดกับครึ่งชีวิตที่หายไป

การเตรียมตัวสอบ CFA ใน level 2 ของผมนั้น ผมคิดว่าผมได้ใช้เวลาทุกๆ วันไปอย่างคุ้มค่ามากๆ
เริ่มตั้งแต่การสมัครสอบ level 2 แทบจะทันทีหลังจากที่รู้ผลสอบ level 1 คือสมัครสอบไปตอนสิ้นเดือน ม.ค. พอดี
กว่ากระบวนการจะเสร็จสิ้น และได้รับหนังสือหรือ curriculum จำนวน 6 เล่มมาอ่านนั้นก็ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์
ผมจดบันทึกเอาไว้ว่าผมเริ่ม kick off การอ่านหนังสือ CFA level 2 แบบจริงจังเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 53
นั่นหมายความว่า หากนับถึงวันสอบ (6 มิ.ย.) ผมจะมีเวลาเตรียมตัวเพียง 117 วันเท่านั้น
ซึ่งมันผิดจากที่ผมเผลอเข้าใจเอาเองตั้งแต่ทีแรกอย่างมาก ว่าจะมีเวลาเตรียมตัวถึง 6 เดือน

ลองจินตนาการนะครับว่า ถ้าเราต้องอ่านหนังสือขนาดเท่า textbook จำนวน 6 เล่ม ให้จบ
จนถึงขั้นสามารถเข้าใจเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ ภายในเวลาเพียงแค่ 4 เดือน งานนี้คงต้องเป็นอะไรที่หนักมากๆ
แล้วมันก็เป็นจริงๆ ครับ โดยเฉพาะผมเองเพิ่งจะเริ่มทำงานประจำ ก่อนวันสมัครสอบแค่แว๊บเดียว
ไอ้ที่จะมีเวลาทั้งวัน ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ฝึก เหมือนตอนที่สอบ level 1 มันก็ทำไม่ได้ซะแล้ว

ที่ผมจั่วหัวข้างบนว่า “ครึ่งชีวิตที่หายไป” ก็ต้องบอกว่ามันได้หายไปจริงๆ ครับ
ตอนสอบ level 1 นั้น ผมยังไม่ค่อยเข้าใจ ว่าทำไมใน package ของหนังสือที่ส่งมา
จะต้องมี postcard จำนวนนึง เอาไว้ให้เราส่งให้คนรอบข้าง เพื่อเตือนว่าเราจะไม่มีเวลาให้พวกเค้า…

แต่ตอนนี้เข้าใจอย่างสุดซึ้งเลยครับ เพราะว่าตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา
ตารางเวลาของผม ค่อนข้างจะ predictable มากๆ คือ วันทำงาน กลางวันก็ทำงาน
เลิกงานรีบกลับมาเคลียร์ภารกิจต่างๆ เพื่อจะได้อ่าน CFA จนง่วง แล้วก็นอน เพื่อที่จะตื่นมาทำงานในวันรุ่งขึ้น
ส่วนวันหยุด แทนที่จะได้ร่าเริง สนุกสนาน ไปเที่ยวเล่นอย่างใครเค้า
ก็ต้องแบ่งเวลาอ่าน CFA วันละ 3 ช่วง เช้า – บ่าย – ดึก ทำอยู่อย่างนี้ตลอด 4 เดือน

เดชะบุญที่ผมเป็นหนุ่มโสด… ไม่งั้นสงสัยได้มีเรื่องกับแฟนโทษฐานไม่มีเวลาให้แน่ๆ
(อีกอย่างคือ ถ้ามีแฟนในช่วงนั้น คงจะไม่สามารถอ่าน CFA จนจบได้ในวันนี้ แน่ๆ
แต่มันก็เหงาอยู่เหมือนกันนะครับ 55+)

ตอนนี้ หนังสือจำนวนมาก ที่ผมไปซื้อมาจากงานหนังสือ ก็ยังคงสถิตย์อยู่ในชั้นอย่าง เหงาหงอย และ เซื่องซึม
พวกมันคงรอคอยว่า เมื่อไหร่ เจ้าของของมันจะมาหยิบอ่านสักที แล้วอาจจะพลอยน้อยใจไปว่า ตัวเองคงไม่ดีพอ
เพราะวันๆ เจ้าของมีแต่หยิบไอ้หนังสือหนาๆ ที่หน้าปกก็ไม่สวย ข้างในก็มีสีแค่สองสี หารูปก็แทบไม่มี
ไม่รู้อ่านกันเข้าไปได้ยังไงทุกๆ วัน
.

กลวิธีในการเตรียมตัวสอบของผม

วิธีการในการเตรียมตัวสอบในครั้งนี้ของผม ผมก็ใช้หลักง่ายๆ คือ “repetition is the mother of skill
คือ พยายามวางแผนให้ ได้อ่านเนื้อหาชุดเดียวกัน หลายรอบที่สุด เน้นการทำซ้ำมากๆ
ซึ่งก็เป็นวิธีการอย่างที่เราต้องได้เคยฟังคนสอนมาบ้าง เช่น ว่าจะท่องศัพท์ ก็ต้องท่องคำละ 3 ครั้ง เป็นต้น

พออ่านไปอ่านมา ก็ได้หลักมาอีกหลักคือ “ถ้าอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ… ก็ท่องจำเอาซะเลย
หลักการที่สองนี้ เกิดขึ้นจากข้อจำกัดของบทเรียนแบบ self-study ที่บางครั้ง ให้เราอ่านให้ตายยังไง ก็ไม่เข้าใจ
บางเรื่อง จำเป็นต้องให้มีคนมาแนะเรา พอมีผู้รู้มาแนะเพียงนิดหน่อย เสียงร้อง “อ๋อ…” จะตามมาเลยทีเดียว
แต่เนื่องจากตอนนี้ ไม่รู้จะไปหาผู้รู้ที่ไหน ก็ท่องจำไปซะก่อน เพราะถ้าเราก้าวข้ามจุดนี้ไม่ได้
เราจะจับจด คือติดอยู่กับเนื้อหาบทนั้น ไม่ยอมเดินต่อไปซะที

บางท่านอาจจะมีคำถามถึงหนังสือและสื่อที่ผมใช้ เพราะสำหรับในการสอบ level 1 นั้น
ผมใช้หนังสือ CFA curriculum ที่ได้รับเมื่อสมัครสอบ ควบคู่ไปกับการทำโจทย์
ในโปรแกรม Schweser Question Bank ซึ่งก็ให้ผลออกมาดีมากๆ (คิดว่าถ้าไม่มีเจ้านี่ ผมอาจสอบไม่ผ่าน)
แต่ต้องยอมรับว่า Q-Bank ที่ผมใช้ เป็นของเถื่อนที่โหลดมาจากในอินเตอร์เน็ท
ซึ่งในการสอบ level 2 นั้น ผมไม่อยากทำแบบนั้นแล้ว ก็คือจะพยายามใช้เฉพาะของที่เราจ่ายเงินซื้อเองเท่านั้น
ดังนั้น สื่อเดียวที่ผมใช้เตรียมสอบในครั้งนี้ก็คือ CFA curriculum จำนวน 6 เล่ม ที่ได้รับตอนสมัครสอบ
ซึ่งทาง CFA Institute เค้าก็มีการเขียนไว้ชัดเจนว่า ใช้เพียงแค่นี้ก็เพียงพอ สามารถสอบผ่านได้
ก็ต้องลองดูซักตั้งครับ ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง
.

สรุปกลวิธีที่ผมใช้เตรียมตัวเป็นลำดับๆ จะสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ครับ

  1. อ่านหนังสือ CFA curriculum โดยผมเรียงลำดับในการอ่าน
    ตาม Topic Weight + ความชอบของผม นั่นคือ หัวข้อที่มีน้ำหนักในข้อสอบเยอะๆ
    และเป็นหัวข้อที่ผมชอบ ผมจะอ่านก่อน
    (ผลสุดท้ายทำให้การอ่านช่วงหลัง ทรมานมากเพราะต้องอ่านเฉพาะหัวข้อที่ไม่ชอบ)
    รอบนี้ผมจะ วงกลม + ขีดเส้น + take note ลงในหนังสือ ตามจุดที่ผมคิดว่าสำคัญ
    สภาพ curriculum ของผมจึงแทบจะดูไม่ได้ เพราะขีดเส้นไปขีดเส้นมา
    มันกลายเป็นขีดทั้งหน้า… หมึกเลอะเต็มไปหมดเลยครับ
    อ้อ…รอบนี้ผมยังไม่ทำโจทย์ใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ
    .
  2. กลับมา Revisit เนื้อหาทั้งหมดอีกครั้ง โดยในรอบนี้ ผมจะทำการสรุปเนื้อหา
    ของแต่ละบทใส่ลงในกระดาษ ที่ต้องทำแบบนี้ เพื่อเป็นการ force ให้สมอง
    ทั้งในส่วนรับข้อมูล (การอ่าน) และในส่วนสั่งการ (การเขียน) ได้ทำงานร่วมกัน

    ซึ่งผมรู้สึกว่า มันมีผลทำให้เราจดจำข้อมูลได้ดีขึ้นมากกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียว
    การสรุปเนื้อหา ทำได้ง่าย เพราะว่าในรอบแรก ผมได้ hi-light ประเด็นสำคัญไว้แล้ว
    .
  3. เมื่อสรุปเนื้อหาเสร็จ ผมจะลุยทำโจทย์ท้ายบทไปทีละบท (สรุปเนื้อหาเสร็จบทนึง ก็ทำโจทย์เลย)
    เพราะพอทำโจทย์แล้ว เจอประเด็นอะไรที่เรายังไม่ได้ cover ในสรุปเนื้อหาของเรา
    เราจะได้เพิ่มเข้าไป
    .
  4. การอ่านรอบต่อไปนั้น ผมจะไม่เปิดหนังสือ CFA curriculum แล้ว
    แต่จะอ่านสรุปเนื้อหาที่ผมได้ทำขึ้นแทน
    ซึ่งไปๆ มาๆ ไอ้สรุปเนื้อหาที่ทำเนี่ยก็ช่วยได้มากๆ ครับ
    แต่ถึงจะเรียกว่าเป็นสรุปเนื้อหาแล้ว ปริมาณของมันถ้านับเป็นหน้ากระดาษ A4
    ก็นับได้ร่วม 200 หน้าครับ การ review สรุปรอบนึงก็ใช้เวลาประมาณ 1 วัน
    .

ทั้ง 4 ขั้นตอนนั่นก็เป็นวิธีการที่ผมใช้ในการอ่าน และทำความเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด
ซึ่งผมคิดว่ามัน work นะครับ… แต่จะ work ถึงที่สุดหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นตอนที่ผลสอบออกมาอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนถ้าใครอ่านแนวทางแล้ว คิดว่าเอาไปปรับใช้ ให้เหมาะสมกับตัวเองได้ ผมก็คงจะดีใจมากๆ ครับ
เพราะจุดมุ่งหมายสำคัญของบล๊อคแห่งนี้ ก็คือการได้แชร์อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน
.

ความรู้สึกและการเตรียมตัวในโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันประหาร

ความรู้สึกในตอนนี้ของผมนั้น ผมรู้สึกสบายใจ และมีความเชื่อมั่นมากๆ ครับ ว่าผมจะสอบผ่านได้ในครั้งนี้
เหตุผลหลักนั้น ก็เกิดจากการที่ผมคิดว่าได้เตรียมตัวมาดีในระดับนึงแล้ว
ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นอย่างมากว่า ถ้าเราได้ทำเหตุให้ดีพร้อมแล้ว ผลของเหตุนั้นก็ไม่น่าจะเป็นอื่นไปได้
ในขณะเดียวกัน ก็คงต้องไม่ประมาท ไม่ชะล่าใจ จนทิ้งช่วงเวลาสำคัญก่อนสอบไปอย่างเปล่าประโยชน์

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยเน้นย้ำและเพิ่มความสบายใจให้กับผม ก็คือการได้มีโอกาสทำข้อสอบ mock exam
ซึ่งเป็นข้อสอบเสมือนจริง ที่ผู้สมัครสอบ CFA ทุกคน ในทุก level
จะสามารถ download ข้อสอบ mock exam มาทำได้ 1 ชุด
โดย mock exam นั้น จะมีรูปแบบ-จำนวนข้อ-น้ำหนักของเนื้อหา ที่ใกล้เคียงกับข้อสอบจริงอย่างมาก

ซึ่งในวันนี้ผมได้จำลองสถานการณ์จริงในการทำข้อสอบ mock exam
และผลที่ได้นั้นก็อยู่ในระดับที่ดีมากๆ ครับ คือจากข้อสอบ 120 ข้อ ผมทำผิดไป 26 ข้อ
เมื่อคิดเป็น percentage point ถือว่าทำถูก 78.33% ซึ่งระดับคะแนนขนาดนี้ โอกาสที่จะทำข้อสอบจริงผ่านก็มีสูง

เวลาที่ยังเหลืออีก 1 วันนั้น คงจะเป็นเวลาที่ผมคงไม่ปล่อยให้เสียเปล่า แต่ก็คงไม่ทำให้เป็นวันที่เครียดนัก
เพราะยังต้องเตรียมพลังกาย และพลังใจ ไว้ใช้ในการสอบจริงในวันที่ 6 มิ.ย.
ตั้งใจไว้ว่า คงได้ review ข้อสอบ mock exam ข้อที่ทำผิด เพื่อปิดจุดอ่อนของตัวเองให้ได้มากที่สุด
ในขณะเดียวกัน ก็คงจะได้ revisit เนื้อหาส่วนสรุปของตัวเอง แบบคร่าวๆ อีกซักรอบ

ตอนเย็น ก็มีนัดกับเพื่อนๆ ออกไปกินข้าวกันแบบชิวๆ อร่อยๆ ก่อนวันสอบ
เพื่อ detox จิตใจในแบบโลกๆ แล้วคงได้กลับมาปิดท้ายการเตรียมตัวที่แสนจะยาวนาน
ด้วยการนั่งสมาธิ-เจริญภาวนา เพื่อพักผ่อนจิตใจในระดับที่สูงไปกว่านั้น
และยังเป็นการเพิ่มพลังสมาธิให้พร้อม เพื่อที่จะตื่นขึ้นมารับศึกใหญ่ ได้อย่างสดชื่น และมีสติ อีกด้วย

หลังสอบเสร็จ คงจะได้เวลาครึ่งนึงของชีวิตคืนมา ก็จะได้กลับมาเขียนโม้อะไรในบล๊อคนี้ต่อไป
หลังจากที่ห่างหายไปนานมากๆ ครับ ^_^

เมื่อผมผ่านโปรที่ทำงานแล้ว + วันสอบ CFA Lv2 ที่ใกล้เข้ามา

สวัสดีครับพ้ม… กว่า 2 เดือนครึ่งเลยนะครับที่ผมไม่ได้มาอัพเดทบล๊อคแห่งนี้
ทุกๆ วันที่ผ่านไปก็ไม่สบายใจอยู่ตลอด ในใจก็กลัวว่าบล๊อคนี้จะกลายเป็นบล๊อคร้างไป
แต่พอมาดูสถิติผู้เข้าชมบล๊อคแล้ว ก็รู้สึกชื่นใจอย่างบอกไม่ถูกนะครับ
เพราะว่าจำนวนผู้ชมบล๊อคลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้โพสอะไรใหม่ๆ เลย

เจอแบบนี้ ยิ่งทำให้ผมเห็นประโยชน์ของการมาแบ่งปันเรื่องต่างๆ ไว้ในบล๊อคเข้าไปใหญ่
เพราะว่าเหนื่อย (เขียน) ครั้งเดียว แต่เรื่องราวต่างๆ ก็ยังคงอยู่
และมันก็ทำหน้าที่แบ่งปันตัวเองให้กับคนที่สนใจได้อ่านอยู่เรื่อยๆ

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผมไม่ได้มาอัพเดทบล๊อคเลย ก็เพราะมีกิจกรรม 2 อย่างที่ดึงเวลาผมไปหมด
อย่างแรกก็คงเป็นงานประจำที่ผมเริ่มทำตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 53 ที่ผ่านมา
อย่างที่สองก็เป็นเรื่องของการเตรียมตัวสอบ CFA Level 2 ซึ่งผมกำลังจะสอบในวันที่ 6 มิ.ย. ที่จะถึงนี้
และวันนี้เอง ผมก็จะขอพูดถึงกิจกรรมทั้ง 2 อย่าง ที่กินเวลาผมไปซะหมด
การโพสในวันนี้ เพื่อนๆ ที่เข้ามาอ่าน อาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนะครับ
เพราะผมคงเน้นเขียนสิ่งที่อยากเเขียน เพื่อสนองกิเลสตัวเองซะหน่อย…
ไม่ได้เขียนมานาน อึดอัดเล็กน้อยครับ ^_^
.

ความคืบหน้าเรื่องการงาน : ผ่านช่วงทดลองงานแล้วคับ !

อย่างที่เคยได้เขียนเล่าถึงประสบการณ์การทำงานในช่วงวันแรกๆ ไปใน โพสเก่าๆ นะครับ
การเข้ามาทำงานที่บริษัทที่ผมทำอยู่นี้ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ สำหรับผม
รู้สึกเลยว่าตัวเองโชคดี ที่ได้ทำงานที่ชอบ ได้เจ้านายที่ดี (มากๆ) ได้เพื่อนร่วมงานที่น่ารัก (สุดๆ)
ความรู้สึกดีๆ ในวันแรกๆ ที่เข้าทำงาน วันนี้ก็ยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนไปไหน
ส่วนความเบื่อๆ ในบางครั้ง ที่ไม่ค่อยมีอะไรทำ หรือเวลาที่งานมีปัญหาก็พอมีอยู่บ้าง
ซึ่งก็เป็นไปตามปกติของธรรมชาติ ที่ไม่มีอะไรจะมีดีด้านเดียว… ทุกอย่างก็มีด้านร้ายๆ ทั้งนั้น

ผมผ่านช่วงทดลองงานเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 53 มาด้วยดี
(เพิ่งจะผ่านก่อนสงกรานต์นี้เองครับ พอผ่านปุ๊บสามารถลางานได้ ก็ลากลับบ้านวันสงกรานต์ซะเลย ^_^)
ตอนนี้หน้าที่ความรับผิดชอบของผมเริ่มนิ่งแล้วครับ งานต่างๆ เริ่มเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น
ทำให้รู้ว่าตัวเองควรจะปรับปรุงในส่วนไหน ควรจะหาความรู้+ประสบการณ์เพิ่มในด้านไหน
อ้อ… ผมทำงานอยู่ในฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน (Investment Advisory) นะครับ

สำหรับหน้าที่ความรับผิดชอบของผมตอนนี้ก็จะมี 3 ส่วนใหญ่ๆ ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับชื่อตำแหน่งงานบ้าง
เพราะฝ่ายที่ผมอยู่ มีผมเป็นพนักงานหมายเลข 1 คือทั้งฝ่ายมีพนักงานคนเดียว
โครงสร้างในฝ่าย ถ้าถัดจากผมขึ้นไปก็เป็นหัวหน้าผมซึ่งมีตำแหน่งในบริษัทสูงมากๆ เลย
งานทั้ง 3 ส่วนหลักๆ ที่ผมทำอยู่ก็ได้แก่
.

  1. ผู้ช่วยงานจิปาถะของผู้บริหาร ซึ่งผู้บริหารในที่นี้ก็คือ CEO และก็หัวหน้าโดยตรงของผม
    งานที่ทำก็มีตั้งแต่การเตรียมเอกสารต่างๆ เช่นเอกสารนำเสนอ (power point)
    การสรุปและประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ในการประชุม การให้ความเห็นอะไรบางอย่าง
    ที่ผู้ใหญ่คิดว่าผมพอจะให้ความเห็นและแชร์มุมมองได้ รวมถึงการได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น
    ghost writer ช่วยเรียบเรียงความคิดของผู้ใหญ่ออกมาเป็นบทความบ้างในบางครั้ง
    .
  2. ผู้ช่วยงานจิปาถะของฝ่ายการตลาด (และทุกๆ คนที่เรียกใช้)
    บริษัทผมนั้นมีฝ่ายการตลาดหลายฝ่ายครับ แต่ละฝ่ายก็ดูแลลูกค้าที่แตกต่างกันออกไป
    ซึ่งผมก็อาสาช่วยงานทุกฝ่าย เท่าที่ผมจะทำได้
    (ในเมื่อไม่มีงาน ก็ต้องหางานทำเอาเองคับ ไม่งั้นก็นั่งเบื่อๆ ไม่ได้สร้าง value อะไรไปวันๆ)
    งานที่ผมช่วยส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ๆ โดยใช้ excel เป็นหลัก
    ซึ่งถือเป็นความโชคดีของผม ที่ค่อนข้างคุ้นเคยและพอจะมีทักษะในเรื่อง excel อยู่บ้าง
    นอกนั้นก็จะเป็นในเรื่องการเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนสั้นๆ
    รวมถึงการช่วยเตรียมสไลด์สำหรับนำเสนอ ในบางเรื่องที่ผมพอมีความรู้และพี่ๆ ไว้ใจให้ทำให้
    .
  3. งานฝึกอบรม บริษัทผมขายสินค้าคือกองทุนรวมครับ ทุกๆ ครั้งที่มีกองทุนออกใหม่
    และกองทุนนั้นมีความยากในระดับที่ต้องมีการ training ผมก็จะได้มีโอกาสออกนอกสถานที่
    ไปสอนตามที่ต่างๆ ที่เป็นตัวแทนขายของบริษัทฯ ซึ่งก็มีทั้งต่างจังหวัดบ้าง กรุงเทพฯ บ้าง
    งานนี้เป็นอะไรที่สนุกมากๆ ครับ ผมได้เดินทางไปในที่แปลกๆ ที่ไม่เคยไป เจอผู้คนใหม่ๆ
    พบกับความตื่นเต้นใหม่ๆ ไอ้ที่คิดว่าตัวเองพูดเก่ง สอนเก่ง นี่ต้องกลับมาทบทวนตัวเองใหม่อีกเยอะเลยครับ
    เป็นการเปิดกะลาที่ครอบตัวเองอยู่ได้ดีมากๆ
    .

ตอนแรกที่ผมเข้ามาทำงาน ก็รู้สึกวังเวงแปลกๆ ว่าเราเป็นเพียงพนักงานคนเดียวในฝ่าย
ไม่มีคนให้เรียนรู้งานด้วย ไม่มีเพื่อนร่วมงานในฝ่ายเดียวกันเลย ก็แอบคิดน้อยใจนิดๆ ว่าโชคร้ายจัง
แต่มาตอนนี้ พอได้ทำอะไรมากขึ้น ทั้งจากความพยายามที่จะวิ่งหางานของตัวเอง
และจากโอกาสที่ผู้ใหญ่หยิบยกให้ ทำให้ผมรู้สึกโชคดีจนบอกไม่ถูก ที่ได้ทำงานที่มีลักษณะงานแบบนี้
การได้ทำงานใกล้ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน ทั้งผู้บริหารระดับสูงๆ และผู้บริหารระดับกลางๆ
ก็ทำให้ผมได้โอกาสศึกษาวิธีคิด วิธีบริหารจัดการ วิธีบริหารเวลา บริหารอารมณ์ ของผู้ใหญ่เหล่านั้น
เมื่อได้เห็นบ่อยๆ เข้า ก็ได้พิจารณาตัวอย่างเหล่านั้นดูว่า พฤติกรรมแบบไหนเป็นสิ่งที่ดีที่ควรเอาอย่าง
พฤติกรรมแบบไหนที่ไม่ควรเอาอย่าง เริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมพี่ๆ บางคนถึงเป็นที่รักของน้องๆ
ในขณะที่บางคน แม้จะเก่งมากๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเคารพ ไม่ค่อยมีคนเป็นห่วงเป็นใยเท่าไหร่

เรื่องปัญหาในการทำงานก็มีอยู่บ้าง เพราะผมเป็นคนตรงๆ และเชื่อในความจริง
ผมคิดอะไร ที่เห็นว่าดี หรือเจออะไรที่เห็นว่าผิด ผมก็จะสื่อสารออกไป แบบไม่ได้คิดอะไรมาก
ด้วยความเชื่อว่า เราไม่ได้ทำในสิ่งที่ผิด ทุกอย่างที่ทำ ก็ทำเพื่อประโยชน์ของบริษัท ของลูกค้า
และของคนที่เราสื่อสารด้วย สิ่งที่ตามมาคือ ผู้ใหญ่บางคนก็รับพฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้
บางคนก็โกรธจนไม่พูดกับผมไปเลย… แต่มันก็ไม่ได้มากมายอะไรครับ จะมีบ้างก็สักคนสองคนเท่านั้นเอง
ลองมาคิดดู ผมก็คงต้องปรับตัวเองบ้างเล็กน้อย แต่คงไม่ถึงกับต้องเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง
คิดเล่นๆ ว่า… ถ้าเป็นเรานะ มีคนจริงใจๆ มาบอกอะไรกับเราตรงๆ แบบนี้
เราน่าจะต้องขอบคุณเค้า มากกว่าที่จะโกรธ เพราะคำติที่ตรงๆ มีประโยชน์ และมีค่ากว่าคำชมหลอกๆ ตั้งเยอะ
.

ความคืบ หน้าเรื่องการสอบ CFA : โค้งสุดท้าย 1 เดือนครึ่งก่อนวันสอบ

บรรยากาศการเตรียมตัวสอบ CFA Level 2 ของผมนั้น แทบไม่ต่างจากตอนสอบ Level 1 เลยครับ
คือมีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า “อ่านไม่ทันแน่ๆ” เพราะจนถึงทุกวันนี้ ผมเพิ่งอ่านเนื้อหาทั้งหมด
ไปได้ประมาณ 75% เท่านั้น และยังไม่ได้ฝึกทำโจทย์เลยสักข้อเดียว

การเตรียมตัวสอบ CFA ครั้งนี้ ทำให้ผมหดหู่มาก เพราะเวลาว่างที่มี นอกเหนือจากเวลาที่อยู่ที่ทำงาน
ผมก็ต้องทุ่มให้มันหมด จนไม่ได้ออกกำลัง ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เคยชอบทำมานานแล้ว
ตารางเวลาของผมคือ ทุกเย็นหลักเลิกงาน เมื่อกลับถึงที่พัก ก็จะพยายามอ่านให้ได้ 20-30 หน้าเป็นอย่างน้อย
ในขณะที่วันหยุด ก็จะพยายามอ่านให้ได้เป็น 2-3 เท่าของวันธรรมดา

เนื้อหาของ CFA Level 2 ยากขึ้นกว่า Level 1 มากๆ ครับ
แนวคิด+หลักการ+ทฤษฏี อะไรก็ตามที่ว่ายากๆ ละเอียดๆ และเคยพูดถึงแค่ผิวๆ ในหนังสือ CFA Lv1
ก็ถูกเอามาอธิบาย ถูกเอามาสอนอย่างละเอียดในหนังสือ CFA Lv 2
เมื่ออ่าน learning outcome statement ดูก็ไม่ใช่แค่เค้าจะให้เราเข้าใจหลักการเหมือนใน Lv1 เท่านั้น
แต่ขยับเพิ่มมาเป็นว่า เราต้องการสามารถ “คำนวณ” เพื่อหาคำตอบแบบเป๊ะๆ ของมันได้ด้วย

ปกติเวลาอ่าน ผมจะพยายามอ่านโดยเน้นขีดเส้น หรือเน้นข้อความบางส่วนเป็นพิเศษ
แต่ทำไปทำมา กลายเป็นว่า แทบจะขีดเส้นมันทั้งหน้า…
จนต้องถามตัวเองว่า  “ถ้าขีดเยอะขนาดนี้ จะขีดไปทำไมฟะ”

เวลาที่เหลืออีกประมาณเดือนครึ่งนั้น ผมคงจะเข้าสู่โหมด “หดหู่” และ “ตรากตรำ” กว่าเดิมมาก
เพราะดันเก็บเนื้อหาที่อ่านยากๆ เอาไว้อ่านทีหลัง
อีกอย่างคือ ช่วง 1 เดือนก่อนสอบ ที่เผื่อไว้ทำโจทย์ ก็คงจะทรหดน่าดู
เพราะผมอ่านเนื้อหาบางเรื่องทิ้งไว้ตั้งแต่ 2-3 เดือนก่อน บทจะมาทำโจทย์ก็คงลืมเนื้อหาไปหมดแล้ว
มีโอกาสสูงที่จะต้องมาทบทวนใหม่ หมดทุกเรื่องที่อ่านไป… โอ้แม่เจ้า!

ไม่อยากคิดสภาพเลย ว่าถ้าสอบผ่าน Level 2 แล้ว Level 3 จะยากขนาดไหน
และถ้าสอบไม่ผ่าน ก็ยิ่งจะแย่กว่าเดิม เพราะต้องมาอ่านเนื้อหาทั้งหมดใหม่อีกรอบ…
ดังนั้น ตอนนี้ผมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องทุ่มสุดตัว ทำให้เต็มที่ที่สุด
ว่าแล้วก็อดชื่นชมคนที่สู้จนสอบได้ครบทั้ง 3 Level จริงๆ ปีนี้ก็เพิ่งจะรับประกาศนียบัตรกันไป
ลองเข้าไปดูรูป พี่ๆ ที่สอบได้ครบ 3 Level กันได้ ที่นี่ ครับ
.

ขอลาสักพักนึงนะครับ

ด้วยกิจกรรม 2 อย่างข้างต้นที่เขียนไปนี้เอง ผมเลยจะขอถือโอกาสนี้ พักการเขียนบล๊อคไว้ชั่วคราว
จนกว่าจะสอบ CFA เสร็จนะครับ และอย่างที่ได้เคย เขียนบอกไปเมื่อตอนต้นปี
ว่าผมมีโครงการมากมายเหลือเกินที่จะทำในบล๊อคนี้ในปี 2010 … จนถึงตอนนี้ผ่านไปสี่เดือนแล้ว
สิ่งที่โม้ๆ เอาไว้ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างสักอย่างเดียว คิดแล้วก็เศร้าใจครับ…
แต่ยังไงซะ แม้จะทำไม่ได้ตามกำหนด ผมก็จะพยายามทำให้ได้อยู่ดี
เพราะหวังไว้ลึกๆ ว่าสิ่งที่จะทำนั้น น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาในเว็บบล๊อคแห่งนี้
ปัจจุบันการได้ทำสิ่งเหล่านั้น และการได้มาเขียนบ่นๆ อะไรในบล๊อค ก็เป็นความสุขของผมไปซะแล้ว ^_^
.

Share

มาถึงแล้ว! โฉมหน้า CFA Level 2 Curriculum ปี 2010

ก็เป็นธรรมเนียมนะครับ เช่นเดียวกับในการสอบ CFA Level 1 ของผมเมื่อปีก่อน
ผมเคยถ่ายรูป CFA Curriculum มาให้ดูกัน (รูปอยู่ ใน โพสนี้ ครับ)
มาวันนี้ ผมได้ทำการสมัครสอบ CFA Level 2 เป็นที่เรียบร้อย
ด้วยทุนสอบของ สมาคม ซีเอฟเอ ไทยแลนด์ โดยผมออกค่าใช้จ่ายเองประมาณ 8 พันบาท
(ทุนสอบที่ได้ จะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนของ Curriculum ครับ)
เมื่อสมัครสอบเสร็จ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ Curriculum ก็มาส่งถึงบ้าน
เลยขอถือโอกาสนี้ ถ่ายรูปมาให้ดูกันนะครับ

ก่อนอื่นต้องขอให้ข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่สนใจสอบ CFA ว่า Curriculum นั้นเป็นชุดหนังสือ
ที่ใช้อ่านเพื่อสอบ CFA โดยเฉพาะ ซึ่งในแต่ละ Level เนื้อหาก็จะแตกต่างกันออกไป
รวมถึงในแต่ละปี เนื้อหาก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไป ให้เหมาะสมกับยุคสมัย และต่อความต้องการของวิชาชีพ

คุณสมบัติเด่นของ Curriculum คือการเป็นแหล่งข้อมูลที่สมบูรณ์เพียงพอ
ต่อการสอบ CFA โดยที่ผู้สอบไม่จำเป็นต้องหาอ่านเอกสาร หรือหนังสือ ใดๆ เพิ่มเติม

โดยข้อสอบทั้งหมดจะออกโดยอิงตามเนื้อหาที่ปรากฏใน Curriculum เท่านั้น
ซึ่งนี่ล่ะครับ ที่เป็นสิ่งที่ผมถูกใจ เพราะว่าผู้สอบไม่ต้องยุ่งยากไปหาอะไรมาอ่านเพิ่มเติม
การศึกษาด้วยตัวเองก็ทำได้ง่าย และมีมาตรฐานเดียวกัน

เอาล่ะครับ มาดูกันว่าหน้าตาของ Curriculum สำหรับการสอบ CFA Level 2 ปี 2010 หน้าตาเป็นยังไง
.

CFA Level 2 Curriculum in a Box

Curriculum ในกล่องกระดาษคาดแถบสีเลือดหมู จัดส่งมาโดย UPS

ภาพมุมสูง CFA Level 2 Curriculum

ภาพมุมสูง CFA Level 2 Curriculum

ดูให้ชัดอีกครั้งว่ามีวิชาอะไรบ้างที่ต้องสอบใน CFA Level 2

ดูให้ชัดอีกครั้งว่ามีวิชาอะไรบ้างที่ต้องสอบใน CFA Level 2

.
จะเห็นว่า Curriculum สำหรับการสอบใน Level 2 เอง ก็ยังคงมีจำนวน 6 เล่ม (หรือ 6 Volume)
เช่นเดียวกับการสอบใน Level 1 แต่ที่ต่างออกไปก็คือ มีการเพิ่มและลดเนื้อหาของแต่ละ
Topic Area ไป
เนื่องจากการสอบ CFA ในแต่ละระดับนั้น จะให้น้ำหนักกับการทดสอบ
เนื้อหาเรื่องต่างๆ แตกต่างกันไป ดังนี้
.

Topic Area Weights for the CFA Exam

Topic Area Weights for the CFA Exam

.
สิ่งที่เพิ่มเข้ามามากอย่างเห็นได้ชัดก็คือส่วนของ Equity Investments

เพราะในการสอบ Level 2 นั้น ประเด็นที่มุ่งเน้นก็คือเรื่องของ Asset Valuation เป็นหลัก
และเช่นกันครับ จะสังเกตได้ว่า ใน Level 3 นั้น เนื้อหาที่เพิ่มขึ้นอย่างมากก็คือเรื่องของ
Portfolio Management and Wealth Planning ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาอย่างมาก
จากการสอบใน 2 ระดับก่อนหน้า

ผมลองพลิกดู Curriculum บางส่วน พบว่า ส่วนที่เป็น Optional Segment
คือส่วนที่จะอ่านหรือไม่อ่านก็ได้ มีอยู่มากพอสมควร ทั้งนี้ถ้าผมดูไม่ผิด เพราะเนื้อหาส่วนนั้น
เป็นเนื้อหาที่ปรากฏใน Curriculum ของ CFA Level 1 แล้ว
การที่เนื้อหามาปรากฏอีกครั้ง ก็เพื่อให้ผู้สอบ สามารถที่จะ review เนื้อหา ที่อาจจะลืมไปแล้ว
โดยที่ไม่ต้องไปเปิดอ่านเอาจาก Curriculum ชุดเก่า ซึ่งสำหรับบางท่านอาจจะทำได้ยาก
ก็สมกับที่เป็น single source สำหรับผู้สอบจริงๆ ครับ 6 เล่ม เพียงพอต่อการอ่านสอบแน่ๆ

ตอนนี้ผมเองก็ได้วางแผนและเริ่มอ่าน Curriculum แล้วครับ
งานนี้เป็นอะไรที่ลำบากพอสมควร เพราะผมดูเนื้อหาแล้ว ยากขึ้นกว่าเดิมมาก
การสอบใน level 1 ยังเป็นอะไรที่พอจะใช้ความรู้เก่า ที่ได้จากการเรียน MBA มาช่วยได้บ้าง
แต่ใน level 2 นี้ ผมคิดว่า เนื้อหาที่จะต้องเจอ เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับผมพอสมควร
อีกทั้ง คราวนี้นี้ผมทำงานเต็มเวลา เวลาอ่านก็จะน้อยลงมากๆ
ในแผนคร่าวๆ ของผม ผมคงต้องแบ่งเวลาวันทำงาน ช่วงค่ำ สัปดาห์ละ 2-3 วัน
ในการอ่านหัวข้อที่ไม่หนักนัก และใช้เวลา 5-6 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์

จะเห็นเลยนะครับ ว่าการสอบ CFA นั้น กินเวลา และกินพลังงานชีวิตไปเยอะมาก
ยิ่งเจอแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกชื่นชม คนที่สอบผ่านจนได้ CFA Designation
ว่าพวกเค้าเหล่านั้น ไม่ใช่แค่เก่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคนที่มุ่งมั่น อดทน มากแน่ๆ

เช่นเคยครับ ในกล่องของ Curriculum ก็จะมี Postcard กวนๆ น่ารักๆ ส่งมาให้ด้วย
ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะอะไรครับ เพราะทาง CFA Institute เห็นว่า
การเตรียมตัวสอบ CFA นั้นต้องใช้เวลามาก และอาจทำให้เรามีเวลาให้กับผู้คนน้อยลง
จึงได้เตรียม Postcard มาให้ เพื่อที่เราจะได้ส่งไปหาคนที่เราแคร์ล่วงหน้า
ว่าเราอาจจะมีเวลาให้น้อยลง รูปข้างล่างนี้เป็นวิธีการใช้ Postcard ที่ได้รับมาครับ
.

Directions

.
ผมล่ะอยากที่จะ scan postcard เหล่านี้มาให้เพื่อนๆ ได้ดูกันจัง เป็นอะไรที่น่ารักมากครับ
แต่เสียดายที่ผมยังหาวิธีต่อ scanner ให้ใช้กับระบบปฏิบัติการ Suriyan OS (Ubuntu Linux)
ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ผมใช้อยู่ตอนนี้ยังไม่ได้ (พอดีว่าช่วงนี้ผมกำลังลองใช้ชีวิต
โดยใช้เฉพาะซอฟแวร์ open-source ดูอยู่ครับ ว่าจะอยู่ได้มั๊ย ?
ละเมิดลิขสิทธิ์ชาวบ้านเค้ามานาน อยากจะลองปรับเปลี่ยนดูมั่ง อิอิ)
ถ้ายังไง ถ้ามีโอกาส ผมจะ scan postcard ทั้งของ level 1 และ level 2 มาให้ดูครับ
เปลี่ยน level postcard ก็จะต่างกันไปด้วย (หรืออาจจะเพราะเปลี่ยนปีก็ได้)

ยังไงซะตอนนี้ ผมคงต้องตั้งใจเตรียมตัวสอบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
กลัวก็แต่จะไม่ค่อยได้มา update บล๊อคนี่แหละครับ…
แย่จังนะครับ บางทีเราอยากจะทำอะไรมากมาย แต่เวลาก็มีจำกัด
คงจะต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี และอยู่กับ constraint ให้ได้ ^_^

ผลสอบ CFA เดือน Dec 2009 ประกาศแล้วครับ ลุ้นสุดๆ จนเว็บล่มเลยทีเดียว

และแล้วก็มาถึงวันที่รอคอยครับ เมื่อวานนี้ (27 ม.ค. 53)
เป็นวันที่ผลสอบ CFA Level 1 รอบที่จัดสอบไปเมื่อเดือน ธันวาคมปี 52 ถูกประกาศออกมา
แม้ว่าทาง CFA Institute จะระบุไว้ว่า ผลสอบนั้นจะไม่ถูกประกาศก่อน 9.00AM Eastern Time
(ซึ่งก็คือประมาณ สามทุ่ม ของวันที่ 27 ตามเวลาบ้านเรา)
แต่ผมเองก็เข้าเว็บลุ้นผล ตั้งแต่เช้าของวันที่ 27 เลย แล้วก็คอยลุ้นเป็นระยะตอนกลางวัน
แต่เวลาที่ทางฝรั่งเค้ากำหนด เค้าเป๊ะๆ จริงครับๆ คือถ้าไม่ถึงเวลาที่กำหนดไว้
เค้าก็จะไม่ประกาศออกมา ไม่ค่อยเหมือนกับบ้านเรา ที่ถ้าทำเสร็จ ก็อาจจะประกาศก่อน
ให้คนที่เข้ามาลุ้นกลุ่มแรกๆ ดีใจเล่น ซึ่งส่วนตัวแล้ว ผมชอบแบบบ้านเรานะครับ
มีสีสัน และได้ลุ้นดี

ผมหาอะไรทำฆ่าเวลาเล่น เพื่อรอให้ถึงเวลาที่เค้ากำหนด รู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน
แต่พอถึงเวลา ปรากฏว่า เข้าเว็บไม่ได้เลยครับ สงสัยว่าคนจะเข้าไปลุ้นผลมากในเวลาเดียวกัน
จนเว็บ CFA ล่มไปเลย ลองคิดดูก็แล้วกันครับ การสอบรอบ Dec 09 มีผู้เข้าสอบประมาณ 44,000 คน
และผมเชื่อว่าเกือบทุกคน ก็รอคอยที่จะลุ้นผลสอบครั้งนี้ ก็ไม่แปลกที่เว็บจะล่ม

ผมรอจนเกือบจะเที่ยงคืน ถึงสามารถเข้าเว็บได้ แต่ก่อนที่จะ login เข้าไป
ก็เริ่มเห็นสถิติที่ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ว่าตัวเองจะผ่านการสอบครั้งนี้รึเปล่า
นั่นก็คือ หน้าเว็บของ CFA จะโชว์ Pass Rate ว่า คนที่สอบในรอบนี้นัด ผ่านกันทั้งหมดกี่เปอร์เซ็นต์
ซึ่ง Pass Rate ของการสอบรอบ Dec 2009 นั้นเท่ากับ 34% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราการสอบผ่าน
ที่ต่ำพอสมควรเมื่อเทียบกับสถิติในอดีต (ลองดูสถิติ Pass Rate ของปีต่างๆ ได้ ที่นี่ ครับ)

ผลสอบของผม

แต่พอ login เข้าไปได้ ก็ต้องโล่งใจ + ดีใจสุดๆ แบบว่า เป็นความรู้สึกที่บรรยายได้ยากนะครับ
ที่ได้รู้ว่าตัวเองผ่านการสอบ CFA Level 1 มาได้ด้วยดี
รู้สึกภูมิใจในตัวเองขึ้นมาทันที
ที่ในช่วงก่อนสอบ และวันสอบนั้น เราได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และก็ได้รับรางวัลตอบแทน
ด้วยความสำเร็จในวันนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ ต่อการก้าวหน้าในอาชีพในอนาคต
ในฐานะมืออาชีพด้านการเงินการลงทุน

เมื่อ login เข้าไปในหน้าประกาศผล เราจะเจอหน้าจอลักษณะแบบนี้ครับ

CFA Result Screen Shot.
โดย ผลสอบจะบอกว่าเรา Pass หรือ Fail และจะไม่มีคะแนนแบบ exact score ให้เราดู
แต่เราสามารถรู้คะแนนได้คร่าวๆ โดยในผลสอบจะระบุว่า ในแต่ละหัวข้อวิชานั้น
เราได้คะแนนอยู่ในช่วงไหน โดยแบ่งเป็น น้อยกว่า 50%, 51%-70% และ สูงกว่า 70%

และเท่าที่ผมทราบคือ หากเราสอบไม่ผ่าน จะมีข้อมูลแสดงด้วยว่า
ที่เราสอบไม่ผ่านนั้น เราอยู่ใน band ไหน โดยหากใครได้ band สูง
เช่น band 10 (ซึ่งเป็น band สูงสุด) ก็หมายความว่า อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น
ก็จะผ่านการสอบ ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่ ผู้สอบสามารถเอาไปใช้ประเมินตนเองได้
ว่าหากต้องการสอบอีกครั้ง จะต้องทุ่มเท และพยายามมากขึ้นกว่าเดิมมากเพียงใด
.

ผลการสอบสัมภาษณ์ทุน CFA Scholarship ประจำปี 2009-2010

เรื่องที่ถือเป็นข่าวดีอีกเรื่องสำหรับผม ก็คือจากการที่ผมได้สมัครขอทุนสอบ CFA ใน Level 2 ไป
ตามรายละเอียดใน โพสนี้ ซึ่งตอนนี้ผลการสอบสัมภาษณ์ก็ได้ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ
ข่าวดีก็คือ ผมได้รับทุนในการสอบ CFA Level 2 ที่จะสอบในเดือน June 2010 นี้
โดยจะเสียเฉพาะค่าใช้จ่ายค่า curriculum มูลค่า $225 เท่านั้น
ซึ่งผมต้องขอขอบคุณทาง สมาคม ซีเอฟเอ ไทยแลนด์ มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
เมื่อได้รับทุนแล้ว ผมก็จะตั้งใจสอบใน Level 2 ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เงินก้อนนี้เสียเปล่า

ความจริงแล้ว ผลสอบ CFA Level 1 ในครั้งนี้ ผมต้องลุ้นมากกว่าปกติครับ
เพราะว่า ผลของทุนสอบ CFA Level 2 นั้น ประกาศออกมาก่อนหน้า ที่ผลสอบ Level 1 จะออกมา
ซึ่งทาง สมาคม ซีเอฟเอ ไทยแลนด์ ตั้งเงื่อนไขกับผมว่า ผมจะได้รับทุนสอบ Lv 2 ก็ต่อเมื่อ
ผลสอบใน Level 1 ต้องผ่านก่อน นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ทำให้ผมลุ้นมากกว่าปกติ
.

แผนการในอนาคตเกี่ยวกับการสอบ CFA

เมื่อสอบผ่าน Level 1 และได้ทุนสอบ Level 2 แล้ว ผมก็จะต้องทำการสมัครสอบรอบ June 2010
ภายในเวลาที่กำหนดครับ ผมเองตั้งความหวังไว้ว่า อยากจะสอบผ่านให้ครบทั้ง 3 ระดับ
ในเวลาที่เร็วที่สุด ตามกำลังของตัวเองที่จะทำไหว แต่ก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายครับ

โดยหากผมสอบ Level 2 ในเดือน June 2010 ผ่าน
ผมก็จะสามารถสอบ Level 3 ในเดือน June 2011 ได้อย่างต่อเนื่อง
แต่เท่าที่ทราบมา เนื้อหาที่ใช้สอบนั้น จะยากขึ้นๆ เรื่อยๆ ในแต่ละ level
ต้องกล่าวได้ว่า คนที่สอบผ่านจนถึงระดับ 3 ได้นั้น ไม่มีใครผ่านไปด้วยความฟลุ๊คแน่ๆ ครับ
การใส่ใจ ความมุมานะ ความทุ่มเท ความพยายาม การวางแผนและการจัดการที่ดี
เหล่านี้ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ผมเชื่อว่า CFA Charter Holder ทุกคน ต้องมี

ตอนนี้ผมเองก็มีภาระ คืองานประจำแล้ว การเตรียมตัวคงไม่ง่ายเหมือนอย่างตอนที่สอบ Lv 1
ซึ่งตอนนั้น ผมเป็นคนว่างงานคนนึง หากอ้างตามคำแนะนำของทาง CFA Institute
ที่แนะนำว่า ผู้เข้าสอบ จะต้องมีเวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 250 ชั่วโมง
หากนับเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ โดยอ่านวันละ 4 ชั่วโมง ก็จะต้องใช้เวลาทั้งสิ้น
ร่วมๆ 6 เดือน จึงจะเตรียมตัวทัน ซึ่งจะเห็นว่า ถ้าผมอ่านด้วย rate นี้คงไม่ทันแน่ๆ ครับ
ดังนั้น ผมคงต้องจัดสรรเวลาใหม่ โดยอาจจะต้องเพิ่มชั่วโมงการอ่านมากขึ้น
หรือไม่ก็ต้องแบ่งเวลาในวันทำงาน ส่วนนึง มาทุ่มเทให้กับการสอบใน level 2 นี้
.

ฝากถึงผู้ร่วมเส้นทางการสอบ CFA ด้วยกันกับผม

สำหรับผู้ที่สอบผ่าน : ผมขอแสดงความยินดีด้วย จากใจจริงครับ
ขอแสดงความยินดี ที่ผลแห่งความทุ่มเท ความพยายาม นำคุณมาถึงจุดนี้
และอยากขอชวนให้สู้ต่อไปด้วยกัน จนครบทั้ง 3 ระดับ
จะได้ออกไปทำประโยชน์ให้ตัวเอง ให้อุตสาหกรรมฯ ให้ประเทศชาติต่อไป

สำหรับผู้ที่สอบไม่ผ่าน : ก็ขอให้ลองคิดใคร่ครวญดูนะครับ ว่าเราพลาดอะไรไป
ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ ที่มาคู่กับความสำเร็จ เพียงแต่ครั้งนี้
เราอาจจะได้เจอความผิดหวังก่อน ซึ่งความผิดหวังนี่แหละ ถ้าเรารู้จักใช้ประโยชน์จากมัน
เราก็อาจจะสามารถพลิกตัวเอง ไปสู่อีกเส้นทางนึงที่ดีขึ้นได้เลย

ผมขอยกคำพูดของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง ผู้เขียนหนังสือ เข็มทิศชีวิต ทั้ง 3 เล่ม มาเล่าให้ฟังนะครับ
ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะร้ายหรือดี ล้วนเกิดขึ้นเพื่อส่งชีวิตเราไปอยู่ในจุดที่ดีที่สุดเสมอ
ถ้าเราคิดได้ว่าความผิดพลาดที่เราเจอ คือจุดที่ดีสุด ที่จะเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน
และแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น ในครั้งต่อๆ ไป เราก็จะไม่ต้องมาเจอกับข้อผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกครับ

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะสอบ : ก็ขอให้ตั้งใจให้ดีกับการสอบครับ
ต้องบอกก่อนว่า การสอบ CFA คงไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราจะมาสอบกันเล่นๆ
หรือคิดว่าลองดู ได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่เป็นเรื่องที่ควรจริงจังและเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญ
เมื่อตัดสินใจจะสอบแล้ว ก็ควรจะตั้งใจ ทุ่มเท มุมานะ ที่จะสอบให้ผ่านให้ได้
เมื่อเลือกที่จะสอบ ก็แสดงว่า คุณมีความตั้งใจพอสมควร ที่จะใช้ชีวิตในวิชาชีพนี้
ก็ขอให้มองไกลๆ นะครับ มองให้เห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อเราสอบผ่าน
อย่างน้อย ผมกล้าบอกได้ว่า การสอบผ่าน CFA ไม่ว่าระดับใด ก็ทำให้เราได้เปรียบขึ้น
เมื่อต้องไปสมัครงาน ในสายงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากเรื่องที่จะได้เปรียบคนอื่นๆ แล้ว
เราเองก็จะได้เพิ่มพูนองค์ความรู้อย่างเพียงพอ ต่อการไปปฏิบัติงานในสายงานด้วย

เร็วๆ นี้ผมวางแผนไว้ว่า จะเขียนแนวทาง หรือจะเรียกว่าเป็น
กลยุทธ์ในการเตรียมตัวสอบ CFA ซึ่งเป็นวิธีการที่ผมใช้จริงๆ ในการสอบ CFA Level 1 จนผ่าน
ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวสอบ ไม่มากก็น้อย
ยังไงก็สามารถติดตามความคืบหน้าได้เรื่อยๆ ในบล๊อคแห่งนี้นะครับ
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ… ^_^

%d bloggers like this: