พร 2 ประการวันปีใหม่ไทย 2554 เพื่อ “สุขภาพกาย” และ “สุขภาพใจ” ที่ดี

.
สืบเนื่องมาจากวันนี้ (17 เม.ย. 54) ผมโพสในหน้า FB ของผมว่า
ปีใหม่ไทยที่ผ่านมานี้ มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิต 2 เรื่อง
และเป็นสองเรื่องสำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตในอนาคตข้างหน้าได้เยอะมากๆ

ผมได้เล่ารายละเอียดบางส่วนไปใน FB ทำให้มีเพื่อนๆ เสนอให้เอามาเขียนในบล๊อคด้วย

ผมชั่งใจอยู่พักหนึ่ง (ประมาณ 10 วิ) เพราะเนื้อหามันไม่ค่อยเกี่ยวกับ “การเงินการลงทุน” เท่าไหร่
กลัวจะผิดคอนเซ็ปของบล๊อค แต่พอคิดว่า “อืมม์… มันก็น่าจะเป็นประโยชน์นะ
อีกอย่างบล๊อคก็ไม่ได้อัพเดทมานานแล้ว” ก็เลยตัดสินใจเอามาเขียนแปะไว้ แบ่งปันกันอ่านนะครับ
ชอบไม่ชอบยังไงก็สามารถ comment ได้ครับ

เรื่องของเรื่องคือ ในช่วงวันสงกรานต์ หรือปีใหม่ไทยที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ 2 สิ่งที่ดีมากๆ
อย่างแรกคือเรื่องของการ “กินเพื่อให้มีสุขภาพดี” อย่างที่สองคือเรื่อง “การเจริญสติ เพื่อให้เกิดปัญญา
ที่ผมจั่วหัวว่า สองเรื่องนี้เป็น “พร” อันประเสริฐก็เพราะว่า เรื่องแรกพูดถึงการมี “สุขภาพกาย” ที่ดี
ในขณะที่เรื่องที่สองพูดถึงการมี “สุขภาพใจ” ที่ดี ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด 4 อย่างที่ผมปรารถนาจะมีให้ได้
นั่นคือการมี สุขภาพกายดี, สุขภาพใจดี, มีฐานะดี, และมีครอบครัว/สังคมรอบข้างที่ดี
(ดูรายละเอียดได้ในวิดีโอ “การวางแผนการเงินคืออะไร ”)

ดังนั้น เลยขอใช้พื้นที่ตรงนี้ มาแบ่งปันพร 2 ประการที่ผมได้รับให้กับเพื่อนๆ กันนะครับ
(ต้องขออภัยไว้ก่อนเลยนะครับ  ผมเดาว่าโพสนี้จะต้องยาวแน่ๆ
เขียนทีไรยาวทุกที เป็นเหตุผลว่าช่วงหลังทำไมต้องอัดวิดีโอแล้วพูดแทน)

พรข้อที่ 1 : มีสุขภาพดีได้ด้วยการ “กิน”

เรื่องมันเกิดขึ้น ขณะที่ผมกำลังนั่งรถกลับจากการไปเที่ยวพัทยากับแผนก
โดยมีหัวหน้าผมเป็นคนขับให้ (เป็นเกียรติมากครับ ที่นายขับรถให้นั่ง :P )
พี่เค้าชื่อว่า “พี่เพ้ง” ครับ พี่เพ้งเป็นคนที่ดูแลสุขภาพมากๆ จนถึงขั้นมีคนบอกว่าแกเป็นพวก
กินผักกินหญ้า” ซึ่งมองเผินๆ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ แต่คุยด้วยลึกๆ แล้ว มันไม่ใช่ซะหน่อย

ไม่รู้ว่าคุยกันยังไง ถึงเข้าเรื่องนี้ได้ แต่ผมจำได้ว่าประโยคที่จุดประกายให้ผมสนใจฟัง
และตั้งคำถามต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ก็คือประโยคที่ว่า
พี่เพ้ง ตั้งปณิธานไว้ว่า ชีวิตนี้จะไม่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการกินอาหาร

สำหรับผม มันเป็นประโยคที่ “คม” มากๆ ครับ ได้ทีผมเลยแจ้งปัญหาของผมเลย ว่าผมมีปัญหาอะไรอยู่
ปัญหาของผมก็คือผมพยายามจะควบคุมน้ำหนักโดยการควบคุมการกิน และการออกกำลังกาย แต่…

  • ผมไม่เคยทำได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องการออกกำลังกาย
  • ผมไม่ชอบกินผักและผลไม้ โดยเฉพาะต้นหอม
  • ระบบขับถ่ายผมไม่ค่อยดี เข้าห้องน้ำไม่ค่อยเป็นเวลา
  • ผมมีแต่โฟกัสไปที่ปริมาณ “แคลอรี่” ที่กิน เพราะคิดว่ามันจะลดความอ้วนได้
  • ผมว่าผมก็กินพอๆ กับคนอื่น แต่ทำไมผมอ้วนกว่า (ฟะ)
  • แม้จะนอนอิ่มแค่ไหน ผมก็จะตื่นมาด้วยความรู้สึก “เหนื่อย”

พี่เพ้งก็เริ่มอธิบายถึงแนวทางต่างๆ ตั้งแต่แนวทางการกินแบบ มังสวิรัต กินเจ ชีวจิต แมโครไบโอติกส์
(รวมทั้งชื่ออื่นๆ ที่ผมไม่สามารถจะจำได้) พร้อมทั้งบอกถึงจุดเด่น จุดด้อย จุดที่ยังเป็นที่ถกเถียง
ของแต่ละแนวทางการกินอาหาร ทำเอาผมตื่นตาตื่นใจมากครับ เพิ่งจะรู้วันนี้เอง ว่ามี “กูรู” อยู่ใกล้ๆ ตัว
และได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้เยอะมาก

สุดท้ายพี่เพ้งเลยให้แนวทางที่เป็น “สูตรสำเร็จ” สำหรับคนที่จะเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างผม
โดยมีหลักคิดที่ว่า “ถ้าเราควบคุม Input คือทุกอย่างที่เราเข้าไปในร่างกายได้ดี เราก็ไม่ต้องกังวลมากนักกับฝั่ง Output
ทำให้แนวทางนี้ ไม่ได้พูดถึงเรื่อง “การออกกำลังกาย
(ซึ่งพี่เพ้งบอกว่า ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่แกคิดว่า มาดูแลเรื่อง “การบริโภค” จะสำคัญกว่า)

และต่อไปนี้คือหลักการ “กินเพื่อให้มีสุขภาพดี” ที่พี่เพ้งได้ให้กับผม ซึ่งผมจะพยายามปฏิบัติให้ได้ครับ

1. เพิ่ม

  • กินข้าวกล้องแทนข้าวขาว เพราะช่วยในการย่อย และมีสารอาหารสารพัดที่ไม่ต้องไปรู้ชื่อหรอก
    เอาเป็นว่าลองกินดู กินให้เป็นนิสัย ราคาก็ไม่ได้แพงขึ้นซักเท่าไหร่
  • กิน “ผัก/ผักสด” ในทุกมื้ออาหาร สลับหมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่าซ้ำมาก อย่ากินแต่อย่างเดิม
  • กิน “ผลไม้” ตบท้ายในทุกๆ มื้ออาหาร โดยเฉพาะ ถ้ากินข้าวไม่อิ่ม
    (ยกเว้นผลไม้หวานจัด เช่น ทุเรียน ขนุน ฯลฯ)
  • เน้นกิน “เนื้อปลา” มากกว่าเนื้ออย่างอื่น

2. ลด

  • ลดอาหารทอด / อาหารมัน
  • ลดน้ำหวาน (Soft Drinks) ชาเย็น โอวัลติน น้ำเขียว น้ำแดง น้ำอัดลม กาแฟใส่นม ฯลฯ
  • ลดกาแฟสด แบบที่ชง เย็นๆ หวานๆ เพราะมันไม่ใช่กาแฟแบบที่ควรกิน
  • ลด Cake ลด Donut ถ้าอยากกินของหวาน หรือจะซื้อขนมไว้ติดบ้าน
    ก็เอาเป็นพวกสาหร่ายอบดีกว่า
  • ลดอาหารบุฟเฟ่ต์ ถ้าจะกินให้กินอาหารประเภทเดียวกัน แต่เลือกร้านที่มันไม่บุฟเฟ่ต์

3. เปลี่ยนแปลง

  • อะไรที่สามารถเปลี่ยนมาเป็นอาหารแบบ “อินทรีย์” ได้ ให้เปลี่ยนมากินแบบอินทรีย์ เช่น ผักอินทรีย์
    (แม้แต่ ไข่ไก่อินทรีย์ ก็มีครับ เพิ่งรู้) เพราะอะไรที่ปลูก/เลี้ยงแบบ อินทรีย์ เป็นการเลี้ยงให้โตตามธรรมชาติ
    มีสารเคมีต่างๆ เข้าไปร่วมด้วยน้อยที่สุด อาจจะจ่ายแพงขึ้น รสชาดไม่ได้ดีขึ้น แต่ระยะยาว รับรองสุขภาพดี
  • อย่าซื้อขนมหวาน/มาม่า เก็บไว้ที่บ้าน เพราะถ้าซื้อเก็บไว้ รับรองมีเหตุให้ได้กินแน่ๆ
  • อย่ากินน้ำทันทีหลังอาหาร หรือพร้อมอาหาร เพราะทำให้น้ำย่อยทำงานได้ไม่ดี
    ให้จิบน้ำเพื่อล้างปากเท่านั้น หลังจากนั้นซัก 20-30 นาที ค่อยกินน้ำ
  • อาหารเด็ดๆ เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ อาหารเลื่องชื่อต่างๆ ไม่ได้ห้าม กินได้
    แต่ให้เลือกกินเฉพาะร้านที่เด็ดจริงๆ อย่ากินพร่ำเพรื่อ แล้วให้รู้ตัวอยู่เสมอ ว่าขณะนั้น
    กำลังกินเอารสชาดอยู่ ให้ตั้งใจเสพให้เต็มที่
    (เข้าทำนองว่า จะทำลายสุขภาพทั้งที ต้องเลือกร้านเด็ดๆ)

จะเห็นว่า แนวทางทั้งหมดข้างต้นนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นอะไรที่เราพอจะรู้อยู่แล้ว แต่เราไม่ทำมันเอง
ถามว่าทำไมผมถึง “เชื่อ” นัก แล้วทำไมผมถึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำตามให้ได้
นั่นเพราะผมมีพี่เพ้งเป็น Living Proof คือเป็นหลักฐานที่ยังมีชีวิต ว่าทำแล้วมันดีจริงๆ
และผมยังติดใจกับประโยคที่ว่า “พี่เพ้งจะไม่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการกินอาหาร”
มันเป็นอะไรที่เท่ห์มากเลย…  ดังนั้น หน้าที่ของผมก็คือต้องลงมือทำ แล้วก็ทำให้ต่อเนื่องก็เท่านั้นเอง

พี่เพ้งยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ถ้ายูทำแบบที่พี่เพ้งว่าได้ สักพัก ระบบขับถ่ายของยูจะดีขึ้นก่อน
ยูจะขับถ่ายเป็นเวลามากขึ้น ขับถ่ายง่ายขึ้น แล้วสุขภาพต่างๆ ก็จะดีขึ้นตามเอง… เชื่อพี่เพ้ง

 

พรข้อที่ 2 : เจริญสติด้วยการเคลื่อนไหว เพื่อให้ “ใจฉลาด”

มาถึงพรข้อที่ 2 ครับ… ข้อนี้เป็นพรที่สำคัญที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมลังเล
ว่าจะเขียนโพสนี้ดีมั๊ย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แล้วผมเองก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะสอนใครได้
แต่เอาเป็นว่า ผมเล่าประสบการณ์แบบงูๆ ปลาๆ ให้ฟังแล้วกันนะครับ
อ่านแล้วอย่าเชื่อทั้งหมด ลองคิดตาม หรือลองทำตามดู ถ้าได้ผลดี ก็ค่อยเชื่อครับ

ผมเองสนใจเรื่องพุทธศาสนา ที่มากไปกว่าการนับถือ “พุทธ” แค่ในบัตรประชาชน
มาได้ประมาณ 10 ปีเศษๆ แล้วครับ แต่ก็ปฏิบัติได้อย่างไม่เป็นชิ้นเป็นอันนัก
ลองมาก็สารพัดแนวทาง แต่ก็อ่อนแอ ปวกเปียก เปลี่ยนแนวบ่อย เลยไม่ค่อยจะก้าวหน้าอะไร
ความรู้ต่างๆ ที่มีก็เกิดจากการอ่านตำรับตำราเป็นหลัก

มาช่วงหลังนี้พ่อผมป่วยหนัก เข้า ICU ต่อเนื่องเกิน 1 เดือน ผมเองก็ต้องลางานกลับไปช่วยทางบ้าน
อยู่ร่วมครึ่งเดือน ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลำบากใจ แล้วก็หดหู่มากๆ ครับ เรียกได้ว่าเคล็ดวิชาต่างๆ
ในการดูแลจิต ดูแลใจ ผมต้องงัดออกมาใช้หมด โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ (ทางเทคนิคเรียก สมถกรรมฐาน)
คือการทำจิตใจให้สงบอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่คิดเรื่องอื่น ผมใช้เยอะมาก จนเรียกว่าถึงขั้นเสพติดได้
คือทุกข์ใจเมื่อไหร่ ก็นั่งสมาธิ กระโดดเข้าไปหลบอยู่ในนั้น มันก็ลืมทุกข์ไปได้ชั่วคราว ลืมตาขึ้นมาก็ยิ้ม
แต่พอเจอเรื่องหนักใจเข้าอีก มันก็จะดำดิ่งลึกลงไปกว่าเดิม… ซึ่งผมก็ล้มๆ ลุกๆ อยู่อย่างนั้น

ถึงจุดที่กำลังแย่ ผมก็ได้รู้จักกับแนวทาง “การเจริญสติด้วยวิธีเคลื่อนไหว” ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติของ
หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ” (ท่านละสังขารไปแล้วนะครับ) อันที่จริงผมเคยได้ยินชื่อของท่านมานานแล้ว
รวมทั้งเคยอ่านคำสอนของท่านด้วยซ้ำ แต่แปลกว่าเมื่อก่อนไม่เคยสนใจเลย
อาจจะเพราะถึงจุดที่เข้าตาจน “คว้าอะไรได้ ก็คว้าไปก่อน” เลยบังเอิญไปจับได้ของดีเข้า

หลักปฏิบัติที่ท่านสอน เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แค่ขยับมือไปมา แล้วทำความรู้ตัวว่าขณะนั้น
มีการเคลื่อนไหวอย่างไร โดยไม่ต้องกำหนดหรือท่องคำบริกรรมใดๆ เลย
ลองฟังหลวงพ่อเทียนท่านสอนเองในวิดีโอข้างล่างนี้จะดีกว่าครับ

.
วิธีปฏิบัติเหมือนจะไม่มีอะไรครับ ถ้าเราคิดกันด้วยปัญญาทางโลก คิดหาเหตุ-ผลในกรอบของวิทยาศาสตร์
ก็เป็นแค่การทำความรู้สึกตัวเอาไว้ตลอดๆ เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่แปลกก็คือ ผลลัพธ์ของการเจริญสติแบบนี้
มันทำให้ผมตามทันความคิด ตามทันการเคลื่อนไหวของตัวเองได้มากขึ้น แม้จะเลิกขยับมือแล้วก็ตาม

อารมณ์เศร้า อารมณ์ทุกข์ ที่เรามีอยู่พอเราขยับแขนเข้าสักพัก ตามรู้ไปสักพัก อารมณ์พวกนั้นมันก็เริ่มจางลง
เหลือเป็นแค่ความรู้ตัวในแขนที่กำลังเคลื่อนไหวเท่านั้นเอง ซึ่งก็อย่างที่บอกครับว่าแม้เลิกทำแล้ว
แต่กำลังสติที่เข้มแข็งขึ้น จากการได้ฝึกปฏิบัติ มันก็ยังทำงานอยู่ (แม้จะไม่ตลอดเวลา แต่ก็เห็นได้ชัด
ว่ามันทำงานครับ) ผลที่ผมสัมผัสได้คือ มันทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดน้อยลง รู้สึกโกรธน้อยลง คิดฟุ้งซ่านน้อยลง
ซึ่งตรงนี้ล่ะครับที่ผมบอกว่า การเจริญสติด้วยวิธีนี้ มันทำให้ “ใจฉลาด” ขึ้นได้

ผลในเบื้องต้นคงที่เพียงเท่านี้ครับ แต่หลวงพ่อเทียนท่านก็สอนให้เราปฏิบัติต่อไป
เพราะในระยะเวลาที่ยาวขึ้น ด้วยกำลังสติที่มีมากขึ้น ด้วยใจที่ฉลาดขึ้น
มันจะช่วยปัญญาปัญญาทางธรรมของเรา ไปจนถึงระดับที่สามารถจะเป็นอิสระจากทุกข์ได้
ผมเองก็คงจะพยายามฝึกปฏิบัติต่อไป เพราะอย่างน้อย แค่ผลที่ได้รับในปัจจุบัน มันก็คุ้มค่าแล้ว

ผมจึงขอแบ่งปันเรื่องของ “การเจริญสติด้วยวิธีเคลื่อนไหว” ให้เป็นพรข้อที่ 2 สำหรับปีใหม่ไทยปี 2554 นี้ครับ

The 90/10 Principle หลักการง่ายๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

The 90/10 Principle หลักการง่ายๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ดาวโหลดสไดล์ชุดนี้ได้ที่
http://www.slideshare.net/ChamnanNop/stephen-covey-the-9010-principle

ทำความรู้จักกับ Stephen R. Covey ได้ที่ http://www.stephencovey.com/

เครื่องมือสร้างวินัยของผม

.
สวัสดีตอนดึกๆ ครับ คืนนี้อยู่ดีๆ ก็รู้สึกคึกคักเป็นพิเศษ อยากจะเขียนบล๊อคขึ้นมา
ทั้งๆ ที่เพิ่งจะผิดหวังกับการฝึก GMAT ในวันนี้ไป

วันนี้ผมฝึกทำ Reading Comprehension ครับ
เป็น part ที่คิดว่าตัวเองทำได้โอเค เพราะใน TOEFL ผมทำส่วน reading ได้ค่อนข้างดี
แต่ที่ผิดหวัง เพราะพอประเมินตัวเองออกมา ปรากฏว่าในข้อสอบ Verbal ทั้งหมด
ผมทำข้อสอบ RC ได้แย่ที่สุดเลย… แต่อย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้จักตัวเองขึ้นไปอีกระดับนึงครับ
ทำให้ได้รู้ว่าที่ผิดพลาดครั้งก่อนเนี่ย เพราะผมยังไม่รู้จักจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองดีพอ
หรือความจริงก็คือ “มัวแต่คิดว่ารู้ แต่ความจริงไม่รู้

เรื่องที่ผมตื่นเต้น และอยากเขียนมากในวันนี้ เป็นเรื่องทั่วไปครับ
สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ เรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องการเตรียมตัวสอบเท่านั้น
วันนี้ผมจะพูดถึงการสร้างวินัยในตัวเอง หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษเก๋ๆ ว่า self-discipline

ที่ผมอยากเขียนเรื่องนี้ เพราะผมคิดว่า self-discipline เป็นสิ่งสำคัญมากๆ
ในการที่บุคคลคนนึงจะประสบความสำเร็จ ในชีวิต และหน้าที่การงาน
และเท่าที่ได้สัมผัสมา ผมเชื่อว่าวินัย เป็นสิ่งที่พวกเราหลายๆ คน
โดยเฉพาะน้องๆ นักศึกษา รุ่นใหม่ๆ อาจจะขาดอยู่ และยิ่งในสังคมยุคปัจจุบัน
เรามีเครื่องทุ่นแรงและสิ่งล่อใจเยอะมากๆ การจะ impose self-discipline ยิ่งดูเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก

สำหรับผม การจะทำอะไรให้สำเร็จ โดยเฉพาะการฝึกฝนทักษะ (skills) ต่างๆ นั้น
ผมคิดว่ามีสิ่งสำคัญสองอย่างที่จำเป็นคือ

  1. การฝึกฝนที่ถูกวิธี
  2. การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งสองอย่างนั้น ผมเชื่อว่า ทุกคนก็เข้าใจ ส่วนใหญ่เรามักจะทำข้อ 1 ได้
เช่น ในการฝึกฝนภาษา เราก็อาจหาครูอาจารย์ที่ดี หาหนังสือที่ดีมาอ่าน
หรือในการลงทุน เราก็อาจจะศึกษาวิธีการวิเคราะห์หลักทรัพย์ รูปแบบต่างๆ
จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งก็มีเป็นหนังสือให้อ่านกันอยู่มากมาย

แต่ในข้อสองคือ การฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง นั้น เรามักจะทำกันไม่ค่อยได้
อาการส่วนใหญ่ที่เราจะเป็นกันก็คือ กระตือรือร้นในช่วงแรก แล้วก็แผ่วไป
จนในที่สุด ก็เลิกไปเอง และอาการนี้ก็จะเกิดเป็นวงจรซ้ำๆ หรือเป็นวงจรอุบาทว์ (vicious cycles)

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอาจจะเคยเป็น เช่น บางช่วงเกิดอยากลดความอ้วนขึ้นมา
เราก็จะกระตือรือร้น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย แต่พอทำไปซักพัก ก็เลิก
วันดีคืนดี ก็จะอยากลดความอ้วนอีก เราก็จะมีไฟทำมันอีก แต่ทำยังไงมันก็ไม่ผอมซะที
เฉพาะตัวผมเอง ผมผ่าน cycle แบบนี้มาไม่ต่ำกว่า 10 รอบ แล้ว

ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเราขาดคำว่า “วินัย” ครับ
การสร้างวินัยในตัวเอง สำหรับผมแล้ว อยู่ที่คำๆ เดียวคือ การ “เอาชนะใจตัวเองให้ได้
แต่เชื่อมั๊ยครับ ว่า ใจตัวเอง เป็นสิ่งที่เอาชนะยากที่สุด เพราะมันรู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเองซะอีก
ใจเราเก่งเรื่องหาข้ออ้างครับ เวลาที่ใจมันไม่อยากทำอะไรเนี่ย เหตุผลจะพรั่งพรูออกมา
จนเรานับแทบไม่ทัน ว่าทำไมเราถึงไม่ควรที่จะทำสิ่งนั้นต่อ (ทั้งๆ ที่่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์)

แม้ว่าการ “เอาชนะใจตัวเองให้ได้” เป็นสิ่งที่ยาก แต่ผมก็มีเครื่องมือช่วยที่ผมใช้แล้ว
พบว่าผมสามารถ “เอาชนะใจตัวเองได้” บ่อยครั้ง และทำให้ผมสามารถประสบความสำเร็จได้ในหลายๆ อย่าง
ยกตัวอย่างเช่น ในการสอบ CISA Level 1 ของผม ผมใช้เครื่องมือนี้ เพื่อสร้างวินัยในการศึกษา
เนื้อหาในการสอบ จนสามารถสอบผ่านทั้ง 4 หมวด ได้ในรอบเดียว
หรือในการสอบ TOEFL ของผม ผมก็ใช้เครื่องมือนี้ ช่วยสร้างวินัยให้ฝึกฝนได้อย่างต่อเนื่อง
จนสอบได้เกิน 100 คะแนนในครั้งแรก
.

เครื่องมือสร้างวินัยของผม

เครื่องมือที่ว่า ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เป็นแต่ตารางงาน ง่ายๆ ที่มีช่องให้บันทึก ว่าในแต่ละวัน
เราได้ทำอะไรไปบ้าง
และสิ่งที่เราทำ เมื่อเทียบกับแผนการ หรือเป้าหมายของเรา เป็นอย่างไร
เครื่องมือง่ายๆ นี่แหละครับ ที่พอผมลองเอามาใช้จริงๆ ผมพบว่า มันช่วยผลักดันให้ผม
สามารถที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ (แต่มีประโยชน์กับผม) ได้อย่างต่อเนื่อง
ภาพข้างล่างนี้ เป็นตารางงานของผมครับ
.

My Task Table

Added 21 ส.ค. 53 : เนื่องจากตารางในรูปเล็กมากจนมองไม่เห็น เพื่อนๆ สามารถโหลดไฟล์ Excel เพื่อดูประกอบได้ ที่นี่ ครับ

.
จะเห็นว่า ตารางงานของผมแบ่งกิจกรรมที่ทำออกเป็นหลายๆ กลุ่ม
เช่นกลุ่มสีเหลือง เป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับการท่อง เช่น การท่องศัพท์ และ Collocation
กลุ่มสีน้ำเงิน เป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับการฝึกทักษะ เช่น การฝึก ฟัง ฝึกอ่าน
กลุ่มสีส้มๆ เป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับการฝึกทำข้อสอบ เช่น TOEFL, GMAT

ส่วนกลุ่มสีเทานั้น เป็นกลุ่มใหม่ ที่ผมเพิ่งเพิ่มเข้ามาได้ไม่นาน
และเป็นกิจกรรมที่ทำประโยชน์ให้กับผมมากที่สุด ซึ่งในอดีตผมอยากทำสิ่งเหล่านี้มาก
แต่ไม่เคยทำได้ต่อเนื่องเลย พอเห็นว่าตารางงานนี้ ใช้ในการฝึกภาษาได้ผล
ผมก็เลยเพิ่มกิจกรรมที่ผมไม่เคยทำได้ต่อเนื่อง เข้ามาในตารางด้วย

กิจกรรมเหล่านั้นได้แก่ การเจริญสติ + การเจริญสมาธิ และ การออกกำลังกาย
ซึ่งผมคิดว่า มันจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับผมในระยะยาวอย่างแน่นอน
ไม่น่าเชื่อครับ ว่าทุกวันนี้ ผมสามารถออกกำลังกายได้ประมาณสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง
นอกจากนั้น 1 เดือนที่ผ่านมา ผมสามารถฝึกฝนการเจริญสติ ด้วยการนั่งสมาธิ และ เดินจงกลม ได้ถึง 24 วัน
สถิตินี้ อาจจะดูธรรมดา แต่มันวิเศษมากๆ เลยครับ สำหรับผม
ยิ่งทำให้ผมเชื่อไปใหญ่ว่า ตารางงาน ลักษณะนี้ ช่วยให้ผมเกิดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมที่น่าเบื่อ ได้ต่อเนื่อง
.

หลักการทำงานของเครื่องมือสร้างวินัยของผม

ด้วยความสงสัยว่าทำไม ตารางง่ายๆ แค่นี้ ถึงส่งผลดีกับผมได้มากจังเลย
ผมก็เลยลองศึกษาดู แล้วพบว่า ตารางงานลักษณะนี้ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับคนที่มีลักษณะอย่างผมได้ดี
โดยจากทฤษฏีว่าด้วยแรงจูงใจ (Motivation) ที่ชื่อว่า Theory of Needs ของ David McClelland
ซึ่งผมได้มีโอกาสเรียนตอนที่เรียนโท MBA ที่นิด้า ทฤษฏีนี้จะแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะเด่น
ซึ่งผมจะขอกล่าวเฉพาะกลุ่มของผมนะครับ วันหลังถ้ามีโอกาส ผมจะเขียนถึงทั้ง 3 กลุ่มอีกครั้ง
เพราะผมคิดว่า มันมีประโยชน์มากครับ ในการที่เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

จากการแบ่งประเภทคนตาม Theory of Needs ผมเป็นคนประเภทที่เรียกว่า
High Achiever” ซึ่งอาจารย์วิชา OB ของผมที่นิด้า (อ. มณีวรรณ ฉัตรอุทัย) ท่านเคยบอกว่า
ในสังคมคนทำงานเนี่ย เรามีคนประเภทนี้อยู่มากที่สุด ดังนั้นแล้วเครื่องมือที่ใช้กับผมได้ผล
ก็อาจจะใช้กับคนอื่นๆ ได้ผลเช่นกัน เพราะพวกเราเป็นคนกลุ่มใหญ่ของสังคมครับ อิอิ :P

ลองมาดูกันครับ ว่าคนประเภท “High Achiever” มีลักษณะพิเศษยังไง
(สรุปข้อมูลจากเว็บไซต์นี้นะครับ สามารถอ่านต้นฉบับได้ ที่นี่)
.

  • คนกลุ่มนี้ชอบความท้าทาย และชอบทำงานให้ประสบความสำเร็จ
    .
  • คนกลุ่มนี้จะแข่งขันหรือจะทำในสิ่งที่ท้าทาย ก็ต่อเมื่อเค้าคิดคำนวณแล้ว
    ว่าเค้ามีโอกาสชนะ และคนกลุ่มนี้จะไม่แข่งขันหรือไม่ทำ ในสิ่งที่ดูว่าง่ายเกินไป
    (นั่นคือ การตั้งเป้าหมายที่ดี จะมีส่วนช่วยเยอะมาก ในการสร้างแรงจูงใจให้คนกลุ่มนี้)
    .
  • คนกลุ่มนี้กระหายความสำเร็จ และกระหายข้อมูลป้อนกลับ หรือ Feedback อย่างมาก
    ถ้าเค้าทำอะไรแล้ว ได้รับ Feedback อย่างสม่ำเสมอ เค้าจะทำงานนั้นได้ดี
    .
  • คนพวกนี้ชอบทำงานคนเดียวครับ หรือถ้าจะทำงานเป็นกลุ่ม
    ก็ต้องทำกับพวกที่เป็น High Achiever ด้วยกัน ถึงจะดี
    .
  • คนพวกนี้เป็นพวกเน้นผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ (Result Oriented)
    .

ผมเชื่อว่า หลายๆ คนที่อ่านแล้ว ก็อาจจะรู้สึกว่าตัวเองก็น่าจะตกอยู่กลุ่มนี้
คำว่า High Achiever นั้น ไม่จำเป็นว่า เราต้องเป็นผู้นำ ทำงานใหญ่ ทำโปรเจ็คที่ท้าทายเว่อร์ๆ นะครับ
แต่คนกลุ่มนี้ อาจจะเป็นพนักงานตัวเล็กๆ ไม่ได้รับผิดชอบอะไรที่ยิ่งใหญ่มากมาย
แต่เวลาพวกเค้าทำงาน พวกเค้าจะชอบตั้งเป้าหมาย และชอบแข่งขัน ทั้งกับเป้าหมาย และกับเพื่อนร่วมงาน
คนพวกนี้ชอบคำชมครับ หรือคำติ เล็กๆ น้อยๆ แนวๆ ติเพื่อก่อ พวกเค้าก็ยอมรับได้
ถ้าเราเป็นหัวหน้าของลูกน้องที่มีลักษณะแบบนี้ ต้องหมั่นพูดคุย ติชม บ่อยๆ ครับ แล้วเค้าจะทำงานได้ดีมาก

สิ่งที่ผมค้นพบ ว่าทำไมตารางงานของผมถึงช่วยให้ผมมีแรงจูงใจในการทำกิจกรรมที่น่าเบื่อได้
ผมคิดว่าเป็นเพราะส่วนที่ผมขีดเส้นไว้ด้านบนครับ นั่นคือ คนกลุ่มนี้ “กระหายข้อมูลป้อนกลับ หรือ Feedback
ผมเชื่อว่าตารางงานของผมนั้น ทำหน้าที่เป็นข้อมูลป้อนกลับให้กับคนอย่างผม
ทำให้ผมเห็นสถานะตัวเองตลอดเวลา ว่าทำได้ดีหรือไม่ดีอย่างไร

นอกจากนั้น ตารางงานเองยังช่วยทำให้ผมรู้สึกว่า ได้แข่งขันกับเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ ซึ่งทั้งหมดนั้น
สอดคล้องกับลักษณะของบุคคลประเภท High Achiever ทุกประการ
ประโยชน์ของข้อมูลป้อนกลับนั้น ผมพอจะนึกตัวอย่างออกอีกตัวอย่างนึงครับ
ตัวอย่างนี้คือเรื่องการออกกำลังกาย ผมเคยทราบมาว่า การจะออกกำลังกายได้ต่อเนื่องเป็นประจำนั้น
เราต้องออกกำลังกายกับเพื่อน (ห้ามออกกำลังคนเดียวครับ) เพราะการมีเพื่อนอยู่ใกล้ๆ
อย่างน้อยก็ทำให้เราไม่เบื่อ หรืออาจทำให้เราเพลิน แต่ผมคิดว่า เหตุผลหลักอยู่ที่ว่า
เราได้รับข้อมูลป้อนกลับแบบอ้อมๆ จากเพื่อนของเราอยู่ตลอดเวลา
.

================================================================
.

เอาล่ะครับ นี่ก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว ผมขอจบไว้ตรงนี้เลยก็แล้วกันนะครับ
ผมคิดว่าข้อมูลที่ผมแชร์ อาจจะเป็นประโยชน์บ้าง สำหรับคนที่กำลังฝึกฝนอะไร
หรือกำลังพยายามทำอะไรให้ได้อย่างต่อเนื่องอยู่ แต่อย่าลืมนะครับ เครื่องมือก็เป็นตัวช่วยตัวหนึ่ง
แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้อง มีความตั้งใจที่มากเพียงพอ และต้อง เอาชนะใจตัวเองให้ได้ ก่อนครับ

%d bloggers like this: