กลับมาพบกันต่อกับบทความตอนที่ 2 ในชุด การศึกษาดูงานด้าน Finance
ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน กับโครงการ Young Financial Star Competition นะครับ
หลังจากใน ตอนแรก ผมได้เล่าถึงเรื่องสังคมและวัฒนธรรมของเมืองเซี่ยงไฮ้ไปแล้ว
ในตอนที่ 2 นี้ ผมจะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่คณะของเราได้ไปเยี่ยมชม
หลังจากนั้นในตอนที่ 3 และ 4 เราจะได้เข้าเรื่องการดูงาน (จริงๆ ซะที) ซึ่งจะเป็นเนื้อหาที่วิชาการกว่า 2 ตอนแรกหน่อยนะครับ
สำหรับรูปแบบของบทความตอนนี้ ผมจะพูดถึงสถานที่ที่คณะดูงานได้ไปเยี่ยมชม ทั้งหมด 12 แห่ง
โดยเลือกมาเฉพาะที่เด่นๆ ซึ่งผมจะเล่า background รวมทั้ง รายละเอียดของแต่ละสถานที่
เท่าที่พอจะจำได้ และก็จะมีรูปประกอบในแต่ละสถานที่ให้ด้วยครับ
(จริงๆ อยากจะเอารูปลงมากกว่านี้ แต่กลัวว่าบล๊อคจะกลายเป็น gallery ไป
อีกอย่าง เดี๋ยวพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่มาอ่านจะเห็นว่าพวกเราบ้าถ่ายรูปกันขนาดไหน
เลยต้องขออุบไว้บางส่วนนะครับ)
อ้อ… และก็เช่นกันครับ ออกตัวไว้ก่อน จะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง
ข้อความทั้งหมด เป็นเพียงความเห็นของผม และเขียนขึ้นจากความจำ จากการได้รับฟังจากพี่ไกด์ล้วนๆ
ดังนั้น ผมเชื่อแน่นอนครับ ว่าจะมีข้อมูลผิดพลาดบางอย่าง ดังนั้น คิดซะว่าอ่านเอาไอเดีย เอาสนุก ก็แล้วกันนะครับ
เรามาเริ่มจากที่แรกกันก่อนนะครับ
1. หอไข่มุก (Oriental Pearl Tower)
สถานที่แรกที่พวกเรา (และคณะทัวร์อื่นๆ) มักจะไปกันเมื่อมาถึงมหานครเซี่ยงไฮ้ ก็คือหอไข่มุก
ซึ่งเป็นอาคารสูงที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง และในอาคารนี้ ก็ยังเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนด้วย
แม้ว่าปัจจุบันหอไข่มุก จะไม่ใช่อาคารที่สูงที่สุดในเซี่ยงไฮ้แล้ว (เพราะมีตึกใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก)
แต่ที่นี่ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เพราะเป็นตึกสูงตึกแรกๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว
ซึ่งในช่วงแรกของการสร้างเมืองเซี่ยงไฮ้ใหม่

สัญลักษณ์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ (หอไข่มุกคือตึกรูปร่างแปลกๆ ด้านซ้ายสุด)

ภาพหอไข่มุกในคืนที่เราไปถึง

ที่ชมวิวแบบกระจกโปร่งแสง ขึ้นไปยืนแล้วมองลงไปด้านล่างได้ครับ
อารมณ์เวลาขึ้นไปด้านบน ก็จะคล้ายกับการขึ้นตึกใบหยกบ้านเราครับ
เพียงแต่ว่าที่นี่เค้าไม่มีรางเลื่อนที่หมุนเป็นวงกลมเหมือนตึกใบหยก เราต้องเดินเอง
แต่เค้าก็จะมีกระจกโปร่งแสงมาให้เล่นแทน ขึ้นไปยืนแล้วเสียวมากครับ
ตอนแรกไม่คิดว่าจะหวาดเสียวเท่าไหร่ แต่พอขึ้นไปแล้ว ยอมรับเลยว่าขาสั่น อิอิ
.
2. กายกรรม Era Intersection of Time
ว่ากันว่าถ้าใครมาถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว ไม่ได้ชมการแสดง กายกรรม Era Intersection of Time
ถือว่ายังมาไม่ถึงเซี่ยงไฮ้จริงๆ ตอนแรกที่ได้ยิน ผมก็คิดในใจว่า “มันจะขนาดไหนกันเชียว“
แต่พอได้เข้าไปชมแล้วก็ต้องขอบอกว่า ประทับใจสุดๆ ครับ

โปสเตอร์ของโชว์ Era Intersection of Time
น่าเสียดายที่ไม่สามารถเก็บภาพมาฝากได้ เพราะในนั้นห้ามถ่ายรูป
แต่ถ้าจะให้อธิบายว่าข้างในแสดงอะไร ก็จะมีการแสดงกายกรรมร่วมสมัยในรูปแบบต่างๆ
โดยมีอุปกรณ์และฉากที่ทันสมัยมาก ประกอบกับการใช้แสงสีเสียงที่สอดคล้องกับโชว์มากๆ
(ตอนที่เห็นครั้งแรกรู้สึกว่าฉากดูโบราณๆ แต่พอเริ่มแสดงเพิ่งจะรู้ว่ามันทันสมัยครับ)
จริงๆ แล้วมันอธิบายยากนะครับ แต่ถ้ามีโอกาสได้ไป แนะนำว่าต้องไปชมให้ได้ครับ
ระหว่างการแสดงเนี่ย จะเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้ตลอด รวมทั้งเสียงร้องหวาดเสียวด้วย
โชว์ที่เด่นๆ ก็จะเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ไต่ถังรูปทรงกลม (คล้ายลูกโลก) 8 คัน ในลูกโลกเล็กๆ ลูกเดียว
ข้อควรระวังก็คือ ในช่วงพักเบรคเนี่ย จะมีดาราออกมายืนรอถ่ายรูปกับผู้ชม
ถ้าเราเผลอไปถ่ายด้วย โดยไม่ดูให้ดีซะก่อนนี่ ถึงขั้นจนเลยทีเดียวครับ
เพราะเค้าจะคิดค่าถ่ายด้วย รูปละ 100 หยวน (500 บาท) ซึ่งจริงๆ เค้าก็ติดป้ายบอกไว้แล้ว แต่คนก็ไม่ค่อยอ่าน
พอถ่ายไปแล้ว จะเลี่ยงไม่จ่ายก็ไม่ได้
สำหรับสนนราคาของโชว์ Era Intersection of Time นั้นจะประมาณ 500 หยวน (2500 บาท)
ซึ่งโชว์กินเวลาประมาณ 1.5 – 2 ชั่วโมงครับ (ผมจำเวลาเป๊ะๆ ไม่ได้)
.
3. ช๊อปปิ้งถนนนานกิง
ถนนนานกิง เป็นถนนคนเดินที่เปิดในช่วงกลางคืน เป็นถนนที่เป็น Shopping Street ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
โดยข้างทางจะมีร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ขายสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ (ของแท้นะครับ)
แต่สำหรับผมและคนที่ไม่ค่อยชอบช๊อปปิ้งเท่าไหร่ ที่นี่ ถือเป็นสถานที่ถ่ายรูปชั้นยอดเลยครับ
เพราะว่า ตึก แสง แล้วก็อุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ มีพร้อมเลย
อีกอย่าง พี่ไกด์เราบอกว่า ถ้าคิดจะซื้อของแบรนด์เนมในจีน ให้กลับมาซื้อที่ไทยดีกว่า เพราะที่นั่นแพงกว่าเยอะครับ

ถนนนานกิง ในวันที่เราไปมีฝนตกเล็กน้อย ปกติคนจะเดินเต็มถนนเลยครับ

พวกที่ไม่ช๊อปปิ้ง ก็ตระเวนถ่ายรูปกัน ขอเท่ห์ๆ สักรูปเหอะ
เห็นสวยงามอย่างนี้ ก็มีมุมอันตรายเหมือนกันนะครับ เพราะที่นี่คนแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฏหมายเยอะมาก
อย่างแรกคือ ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) เข้ามาเสนอขายบริการให้เรา โดยเค้าจะถามว่า “เย่าปู่เย่า” คำแปลก็คือ ไป … กันมั๊ย
ถ้าเราตอบไปว่า “เย่า” เมื่อไหร่ เค้าก็จะพาเราไป ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะอันตรายครับ
พี่ตากล้องของเรา โดนตื้อซะจนน่ากลัว คือแม้เราจะเดินหนีแล้ว เค้าก็ยังตามไม่หยุด
มีมาลูบหน้าลูบตา ลวนลามเราด้วย พวกเราเลยตกลงกันว่า จะแกล้งบอกว่าเราเป็นเกย์ เค้าจะได้หยุดตามเรา
อันนี้เป็นสคริปบทสนทนานะครับ
ผู้หญิงขายบริการ : เย่าปู่เย่า ?
พี่ตากล้อง : Noๆๆ (เดินหนี)
ผู้หญิงขายบริการ : Oh… You’re sexy na, come with me I’ll give you sexy massage. (เดินมาลูบหน้าพี่ตากล้องด้วย)
พี่ตากล้อง : No. I’m Gay. I love man. (แหยงสุดๆ)
ผู้หญิงขายบริการ : Oh… I’m man. Come with me.
พวกผมเดินอยู่ข้างๆ เดินไปก็ขำไปครับ บอกเค้าว่าเป็นเกย์ เค้าก็ดันบอกว่าเค้าก็เป็นผู้ชายแปลงมาอีก 555
ต้องรีบเดินหนีเข้าห้างข้างทาง เค้าถึงจะหยุดตามน่ะครับ
อีกประเภทที่ผมเจอ (คือผมเจอสารพัดเลย แค่ไปวันเดียว) ก็เป็นผู้หญิงสองคน (น่ารักซะด้วย)
แต่งตัวดี ดูเป็นนักท่องเที่ยว มาถามเราเป็นภาษาอังกฤษ ว่าจะขอความช่วยเหลืออะไรซักอย่าง
แต่ดันถามมาว่า เรามาจากไหน เราพักที่ไหน ผมสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยรีบเดินหนีมา
มาถามพี่ไกด์ พี่ไกด์บอกว่า พวกนี้ส่วนใหญ่ก็หลอกครับ เค้าอยากได้ชื่อโรงแรม กับเบอร์ห้องเรา
เพื่อที่จะได้มาหาถึงที่
.
4. แวะซื้อบัวหิมะและยาสมุนไพรต่างๆ
บัวหิมะนั้นเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่คนไทยนิยมซื้อมาใช้ ทั้งซื้อมาใช้ทาแผลโดนน้ำร้อนลวกต่างๆ
จนไปถึงการเอามาทาฝ้า เอามาทาบำรุงผิว อย่างที่บ้านผมสมัยก่อน ก็จะมีติดตู้เย็นไว้ 1 กระปุก
ในทริปนี้เราก็ได้มาถึง “บริษัท เป่า ซู่ ถัง จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิต และจำหน่ายพวกยาสมุนไพรพวกนี้
นอกจากบัวหิมะแล้วก็ยังมีสินค้าอีกหลายตัว เช่น ก่อเอี๊ย ยาชะมดเช็ด น้ำยาแช่เท้า
ซึ่งหลายๆ ตัว บางคนใช้แล้วก็ได้ผลดี (ในขณะที่อีกหลายๆ คนใช้แล้วก็เฉยๆ)

โบร์ชัวร์ ด้านหน้า

โบร์ชัวร์ ด้านหลัง
สิ่งที่ผมคิดว่าเค้าฉลาดมาก ก็คือ รูปแบบการขายสินค้าของเค้า สมกับคำพูดที่ว่าคนจีนเป็นคนค้าขายเก่ง
คือเมื่อเราเข้าไปที่บริษัทเค้า เค้าจะให้เราทั้งคณะ เข้าไปนั่งในห้องส่วนตัวเฉพาะพวกเราห้องนึง
จากนั้น ก็จะมีวิทยากร (เหล่าซือ) เข้ามาอธิบายสินค้า ในขณะเดียวกันก็เอาสินค้ามาให้เราลอง

วิทยากรอธิบายสินค้า เป็นภาษาไทย!!!
อย่างในที่นี้ เราก็จะได้ลองใช้น้ำยาแช่เท้า ซึ่งเค้าบอกว่า ทำให้เลือดลมไหวเวียนดี แก้ปัญหาได้สารพัด
จากนั้นก็จะมีนักศึกษา (เค้าว่าอย่างนั้น เป็นนักศึกษาที่มาเรียนวิชานวด แล้วก็วิชาหมอแมะ ที่นี่)
มานวดฝ่าเท้าให้เรา เราก็จะรู้สึกว่า สบายจัง นั่งไปนวดไป ฟังเค้าอธิบายสินค้าไป

ทุกคนได้แช่เท้าด้วยน้ำยาแช่เท้าฟรี
ระหว่างนวดนักศึกษาบางคนก็จะพูดไทยได้บ้าง (เก่งมากๆ พูดได้ยังไงเนี่ย)
บางคนก็คุยดี บางคนก็เชียร์ให้เราซื้อของ แต่ที่เหนือชั้นกว่านั้นคือ เค้าจะมีการให้หมอแมะ
(เค้าเรียกว่า อาจารย์หมอ) มาตรวจให้เราฟรี ว่าเราเป็นโรคหรือมีปัญหาอะไร
วิธีการที่ฉลาดของเค้าก็คือ เค้าจะให้เรายกมือ ว่าใครอยากจะตรวจก่อน
ซึ่งคนที่ยก ก็มักจะเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว พอมาถึงก็จะเข้าทางเค้าพอดี
บางคนเค้าก็ตรวจได้ตรงอาการที่เป็น ก็แนะนำให้ซื้อยาไปใช้ (พอเห็นเราจะไม่ซื้อ ก็เสนอข้อเสนอพิเศษให้อีก)
แต่บางคนที่เจ้าตัวรู้สึกว่าไม่ได้เป็นอะไร เค้าก็ยัดเยียดโรคให้ก็มี พอเราบอกว่าไม่มีอาการ
ก็อ้ำๆ อึ้งๆ ไป แต่ยังไงซะ ก็จะเสนอขายสินค้าอยู่ดี (ไม่รู้เป็นหมอ หรือว่าเป็น เซลส์แมน)
ในที่นี้ ผมไม่ได้ว่าว่ายาเค้าไม่ดีนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าวิธีการนี้ บางทีมันก็เน้นการขายมากไปหน่อย
ที่ผมว่าเค้าฉลาดก็คือ การทำแบบนี้ มีแนวโน้มสูงว่าเรา (คนไทย) จะซื้อของจากเค้า เพราะ
คนไทยขี้เกรงใจ เพราะรับบริการฟรีจากเค้าแล้ว (แช่เท้า + นวด) จะไม่อุดหนุนก็กะไรอยู่
แต่สุดท้ายผมก็ได้ยามานะครับ คือผมมีปัญหาปวดหลัง (เพราะนั่งหน้าคอมพ์บ่อย)
ผมก็ได้น้ำยาชะมดเช็ด + ก่อเอี๊ยะมา แต่ที่ซื้อ ไม่ใช่เพราะว่าเค้าบังคับนะ
แต่เพราะเค้าเอามาลองใช้ให้ แล้วมันรู้สึกเย็นสบายหลังดี ก็เลยคิดว่า ซื้อกลับมาใช้ดีกว่า
ยังไงซะก็เย็นนานกว่าทาเคาเตอร์เพนบ้านเรา
สนนราคาสำหรับ ก่อเอี๊ยะ 1 กระปุก (แผ่นใหญ่ 7 แผ่น เราเอามาตัดแบ่งใช้เอง) ก็ 200 หยวน (1000 บาท)
น้ำยาชะมดเช็ด 1 ขวด 200 หยวน (1000 บาท) ซึ่งผมดูแล้วก็ใช้ได้นานเหมือนกันครับ
น่าจะเกินครึ่งปีได้ ส่วนสาวๆ ก็ได้ครีมบัวหิมะกัน (ราคาเท่าไหร่นั้น ผมก็ไม่ได้ถามครับ)
.
5. ตลาดก๊อปปี้
ตลาดก๊อปปี้ถือเป็นไคลแมกซ์ ของทริปนี้เหมือนกันครับ เพราะเราคนไทย มีสัญชาติญาณนักช๊อปอยู่เต็มตัว
ที่นี่จะมีสินค้าประเภทที่คนไทยชอบด้วย ก็คือ พวก รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า แว่นตา มือถือ และ ของที่ระลึก
ก๊อปเหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้าง ก็ซื้อกันตามความพอใจครับ

ภาพด้านหน้าตลาดก๊อปปี้ ถ้าเข้าไปถ่ายข้างใน อาจจะไม่มีชีวิตรอดออกมาครับ
คิดดูว่าคณะของเราเห่อกันขนาดไหน ถึงขนาดยอมไม่ไปตลาดร้อยปี (ตลาดอีกแห่ง)
เพื่อที่จะมีเวลากลับมาช๊อปที่ตลาดก๊อปปี้อีกรอบ (รอบแรกไม่สะใจ)
ลักษณะข้างใน ก็จะแบ่งเป็นบล๊อคๆ เหมือนแพลตตินั่ม หรือ ยูเนี่ยนมอลล์บ้านเรา
คนขายส่วนใหญ่ รู้ภาษาไทย + อังกฤษ ในระดับพอใช้ได้ (แหม ก็ลูกค้า 80% ผมว่าเป็นคนไทยนะ)
ดังนั้น ไม่ต้องห่วงเลยครับ เดินช๊อปเองได้ ไม่ต้องพึ่งไกด์
ของที่นี่บอกผ่านเยอะมาก ไม่สามารถระบุเป็นเปอร์เซนต์ได้ ร้านเดียวกัน อาจบอกราคาตั้งต่างกันก็ได้
(เค้ามองหน้าเราเอา ว่าหน้าแบบนี้ควรจะบอกราคาตั้งเท่าไหร่) เสร็จแล้วเค้าก็จะให้เราเสนอราคาของเรา
ข้อควรระวังก็คือ ถ้าเสนอราคาใดไปแล้ว เราจะไม่ได้ราคาต่ำกว่าที่เราเสนอครั้งแรกแน่ๆ
ดังนั้น ระวังเรื่องราคาแรกให้ดีครับ กดๆ ราคาไปก่อน ไม่ต้องไปสงสารเค้า (เพราะเค้าก็ไม่สงสารเราเหมือนกัน)
ส่วนใหญ่ทุกคนถ้าไปครั้งแรกๆ ก็จะเกิดอาการรู้สึกว่าทำไมเราโง่อย่างนี้หนอ ไปยอมได้ยังไง
หรือเสนอราคาแบบนั้นไปได้ยังไง แต่คนไทยเราเก่งครับ ช๊อปไม่กี่ครั้งก็พัฒนา
เป็นเรื่องปกติที่เราจะสามารถซื้อของที่บอกราคาตั้งมา 500 หยวน ได้ในราคา 50 หยวน
(ลด 90% ทั้งนี้ขึ้นกับสินค้าด้วย) ส่วนใหญ่ ถ้าเค้าไม่ให้เรา เราก็เดินหนีครับ ถ้ามันขายได้ เค้าก็วิ่งมาตามเอง
แต่ถ้าเราต่อเว่อร์ๆ ก็โดนด่าได้เหมือนกัน แถมบางทีโดนด่าไม่พอ เดินมาผลักเราก็มีครับ
.
6. ช๊อปครีมไข่มุก
ที่นี่ก็เป็นสถานที่สำคัญกับสาวๆ อีกแล้วครับ เพราะที่นี่ขายครีมไข่มุก ซึ่งเป็นครีมบำรุงผิว
ในขณะที่พวกเราผู้ชาย ก็พอจะมีเครื่องประดับจากผลิตภัณฑ์ไข่มุกให้เราดูบ้าง
แต่ราคาแพงมากๆ ครับ
วิธีการก็จะคล้ายๆ กับบริษัทที่ขายยาบัวหิมะ คือ จะมีคนมาอธิบายสินค้าให้เราฟัง (เป็นภาษาไทย)
ว่าครีมไข่มุกดียังไง ไข่มุกเลี้ยง กับ ไข่มุกธรรมชาติต่างกันยังไง
ซึ่งพวกเราก็สนใจกันดีครับ มีแต่ผมนี่แหละมั๊ง ที่รู้สึกแย่สุดๆ
เพราะกว่าจะได้ครีมไข่มุกมาเนี่ย เราต้องฆ่าหอยมุกก่อน
ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าต้องสวยแบบที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่น ผมยอมไม่สวยดีกว่า
ไม่ก็ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอื่นๆ ก็ได้

เจ้าหน้าที่อธิบายสินค้า เป็นคนไทยซะด้วย
เค้ายังพาเราเล่นเกมส์ ทายว่าในหอยตัวที่เค้าหยิบขึ้นมามีไข่มุกกี่เม็ด
พวกเราก็ทายกันเล่นสนุกสนาน เพราะคนที่ทายถูกจะได้รางวัล เป็นแหวนประดับมุก
พอทายเสร็จ เค้าก็เอามีดเสียบเข้าไปในหอย ฆ่าหอยตัวนั้นแบบสดๆ ต่อหน้าเรา
แล้วก็ง้างออกมาดู ว่ามีไข่มุกกี่เม็ด พวกเราก็สนุกสนานกัน ผมเห็นแล้วก็สลดสังเวชจัง

เอ้า มาดูกันซี ว่าหอยตัวนี้มีมุขกี่เม็ด T_T (เศร้าจัง)
สรุปแล้ว เข้าไปที่นี่ ผมไม่ได้อะไรเลย นอกจากความสะเทือนใจส่วนตัว
แต่โลกเราก็คงเป็นแบบนี้ เราเปลี่ยนมันให้เป็นแบบที่เราอยากไม่ได้ สู้ทำใจวางเฉยให้ได้ดีกว่าครับ
.
7. วัดจี้กง
ตอนนี้ เราออกจากเซี่ยงไฮ้มาแล้วนะครับ เพราะวัดจี้กงนั้น ตั้งอยู่ที่เมือง หางโจว
พระจี้กง เป็นพระที่คนจีนให้ความเคารพนับถือ เพราะท่านออกแนว ช่วยคนจน (เอามาจากคนรวย)
ส่วนตัวแล้ว ผมเฉยๆ กับท่าน คือไม่ได้ศรัทธาเท่าไหร่ แต่อันนี้ก็ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลครับ
หากท่านใดไม่เห็นด้วยกับผม ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย คิดซะว่า เป็นความเห็นที่แตกต่างนะครับ
หรือจะอ่านข้ามๆ ไปเลย ไม่ต้องอ่านข้อความด้านล่างนี้ก็ได้ครับ
สาเหตุก็เพราะ หากท่านเป็นพระในพุทธศาสนาจริงๆ ก็ควรยึดมั่นในพระธรรมวินัยที่บัญญัติไว้ดีแล้ว
และเป็นพระธรรมวินัยที่มีเหตุผล ไม่ได้บัญญัติขึ้นอย่างงมงาย แต่อย่างใด
แต่ท่านก็ละเมิดแต่ข้อรุนแรงๆ ทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น ท่านกินเนื้อสุนัข และ กินเหล้า
เหล้านั้นชัดอยู่แล้ว ว่ามีโทษ แม้กับฆราวาส ก็ยังถือว่า เป็นเครื่องที่ทำให้จิตใจลงต่ำ ทำให้ก่อกรรมอื่นได้ง่าย
ส่วนเนื้อสุนัข ก็เป็นเนื้อที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่า สงฆ์ไม่ควรฉัน เพราะเป็นเนื้อที่ชาวบ้านอาจมองว่าสกปรก น่าเกลียด
การที่พระสงฆ์ฉันเนื้อสุนัข ก็อาจทำให้ชาวบ้านเสื่อมศรัทธาในศาสนา พลอยทำให้ชาวบ้านเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเอง
และก็จะทำให้ศาสนาพุทธมีอายุสั้นลงด้วย
ยังไงซะเข้าไปที่วัดนี่ เราก็มีโอกาสได้นมัสการพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าอยู่บ้าง
และสภาพวัดก็ค่อนข้างเงียบสงบดีครับ (วัดในจีนนั้น เวลาเราเข้าไปชม ต้องเสียเงินค่าตั๋วด้วยครับ)

ชอบรูปนี้มากเลย ถ่ายรูปหมู่ที่หน้าวัดจี้กงครับ
8. ทะเลสาบซีหู
ทะเลสาบซีหูนั้น มีเนื้อที่ประมาณ 6.4 ตารางกิโลเมตร (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) หากเปรียบเทียบกับทะเลสาบอื่นๆ
อาจจะไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ก็ต้องถือว่า ทะเลสาบซีหู เป็นทะเลสาบที่สวยงามมากครับ
มีธรรมชาติ มีต้นไม้ มีความเงียบสงบ และเป็นสถานที่ที่มีตำนานเรื่อง นางพยาผมขาว
ซึ่งครั้งหนึ่งเอยอาละวาด ใช้ฤทธิ์ ทำให้เกิดน้ำท่วมในเมือง จนในที่สุดก็ถูกสะกดไว้ในเจดีย์
ตอนนี้เจดีย์ก็ยังอยู่ครับ (แต่เป็นเจดีย์องค์ใหม่ ที่สร้างครอบเจดีย์เก่า ที่เสื่อมโทรมไปตามเวลา)

ขอถ่ายเดี่ยวรูปนึงนะครับ อันนี้บรรยากาศริมทะเลสาบก่อนขึ้นเรือครับ (ข้างหลังจะเห็นเจดีย์อยู่ลางๆ)
ที่นี่เราได้ถ่ายรูปบริเวณรอบๆ (ที่ถ่ายรูปเยอะมากๆ) แล้วก็ได้ล่องเรือเป็นเวลาประมาณ 20 นาที
บรรยากาศจะดีมากๆ ถ้าไม่มีคนจีน สูบบุหรี่อยู่บนเรือตลอดเวลา ทำเอาไม่ได้กลิ่นธรรมชาติไปเลยครับ

บรรยากาศบนเรือ หมอกลงเยอะมากครับ นั่งกันไป สูดกลิ่นบุหรี่กันไป
9. ไร่ชาเขียว หลงจิ่งฉา
ชาเขียว “หลงจิ่ง” นั้น ถือเป็นชาชั้นยอดของจีน ส่วนจะยอดยังไงนั้น ผมก็ยากจะบอกครับ
เพราะปกติ ไม่ใช่คนที่ดื่มชาเยอะ แต่รู้ว่า ดื่มชาหลงจิ่งแล้วชุ่มคอ และเวลาไปบริษัทต่างๆ
เค้าก็มักจะชงชาหลงจิ่งต้อนรับเรา
ที่นี่ก็จะคล้ายกับ บริษัทขายบัวหิมะ แล้วก็ ครีมไข่มุกครับ คือลักษณะเวลาเราเข้าไป
เค้าก็จะมาให้ความรู้เราก่อน แต่อันนี้ เค้าไม่ได้บังคับซื้ออะไรครับ ส่วนใหญ่พวกเราซื้อด้วยความเต็มใจ
เพราะชาเค้ามันอร่อยจริงๆ

เจ้าหน้าที่กำลังชงชาหลงจิ่งให้พวกเราทานครับ

ใบชาหลงจิ่ง เกรด A

ชงในน้ำร้อน น่าทานครับ ใบชาจะดูมีน้ำหนักขึ้นมา จากตอนแรกเป็นใบแห้งๆ และเราสามารถทานใบชาได้เลยครับ
สำหรับชาที่นี่นั้นสนนราคา ก็จะแบ่งตามเกรดนะครับ กระปุกหนึ่งประมาณ 125 mg
ถ้าเป็นเกรด B ก็ 200 หยวน (1000 บาท), เกรด A ก็ 300 หยวน (1500 บาท)
และยังมีเกรดฮ่องเต้ 400 หยวน (2000 บาท) ซึ่งเกรดฮ่องเต้นี้เอง เป็นใบชาเกรดที่รัฐบาลจีน
เคยถวายให้กับสมเด็จพระเทพฯ ตอนที่ท่านเสด็จมาที่ไร่ชาแห่งนี้ครับ
นอกจากการได้ชิมชาและซื้อชาแล้ว ที่นี่ก็ยังมีของพวก Souvenir ให้เราซื้อเยอะครับ
แต่ราคาบางอย่าง ผมว่าผมซื้อตลาดก๊อปปี้ได้ถูกกว่า (แต่คุณภาพอาจจะไม่สู้)
นอกจากนั้น ก็ยังมีกระปุกใส่ชาเปล่าๆ ขายด้วย เผื่อว่า เราจะแบ่งชาจากกระปุกใหญ่
มาเป็นกระปุกเล็กๆ เอาไว้เป็นของฝาก นอกจากนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือที่ถ่ายรูปครับ
สงสัยเค้ารู้ว่า คนไทยเราชอบถ่ายรูปมาก ที่นี่เค้าจัดมุมถ่ายรูปไว้เยอะมาก รวมทั้งเราสามารถไปถ่ายบนไร่ชา
ซึ่งอยู่บนภูเขา มองเห็นออกไปได้สุดลูกหูลูกตาเลยครับ (ทั้งภูเขา ปลูกชาหลงจิ่งอย่างเดียว)

ไร่ชาหลงจิ่งบนภูเขา

มุมถ่ายรูปอีกมุมหนึ่งที่ทางไร่ชาจัดไว้ให้ครับ
10. โชว์ Romance of Song ณ เมืองหางโจว
ยังประทับใจไม่หายกับโชว์ Era Intersection of Time ที่เซี่ยงไฮ้
พอมาถึงหางโจว เราก็ได้ดูโชว์อีกโชว์นึง ชื่อว่า The Romance of Song (ราชวงศ์ซ่ง)
ซึ่งเป็นโชว์ที่ต่างออกไป เพราะโชว์นี้ จะเน้นเรื่องของศิลปะ ความอ่อนช้อย แนวๆ โชว์วัฒนธรรม
ตอนแรกนั้น ผมคิดว่า ต้องน่าเบื่อแน่ๆ คงจะเป็นการมาดูการฟ้อนรำแบบจีนๆ ง่วงๆ
แต่แล้วก็ผิดคาดอีกแล้วครับ โชว์ของที่นี่ ทำเอา Era ดูธรรมดาไปเลย (แล้วแต่คนชอบด้วยนะ)
โชว์ของที่นี่ จะเป็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหางโจว เช่นเรื่องเกี่ยวกับฮีโร่ในสงคราม
เรื่องการเฉลิมฉลองวันเกิดของฮ่องเต้ เรื่องนางพญางูขาว-งูเขียว สิ่งที่ประทับใจผมมากคือ
องค์ประกอบโดยรวมดีมาก ฉากอลังการ แสง สี เสียง ม่านน้ำ ฝนตก (ที่นั่งผู้ชมเคลื่อนไหวได้ด้วย)
ดารา ผู้ชาย เข้มแข็ง ผู้หญิง สวย อ่อนช้อย ยิ้มหวาน ตาหวาน
(เล่นเอาหนุ่มๆ ในคณะเรา รวมทั้งผมด้วย ตาค้างไปตามๆ กัน)
พวกเราก็พยายามถ่ายรูปนะครับ ผมก็จะเอารูปมาแปะให้ดู แต่ขอบอกว่า รูปดูไม่ดีเท่าตัวจริงครับ

นั่งกันแถวสองเลยครับ VIP

คนดูเยอะมากครับ ที่นี่วันนึงแสดง 4 รอบ

สาวสวยเมืองหางโจว

สาวสวยเมืองหางโจว (2)

สาวไร่ชาเขียวหลงจิ่ง

แม้แต่วัฒนธรรมไทย ก็มีแสดงที่นี่

คนนี้พี่ตากล้องถ่ายไว้เป็นพิเศษ ^_^

ข้างนอกก็มีฉากให้ถ่ายรูปกันได้เยอะมากๆ ครับ สถานที่เค้าใหญ่มาก
11. เมืองโบราณ อู่เจิ้น
ขากลับจากหางโจว เข้าเซี่ยงไฮ้ เพื่อที่จะเดินทางกลับกรุงเทพ เราก็ได้แวะเที่ยวที่เมืองโบราณอู่เจิ้น
ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่ยังมีชีวิตอยู่ครับ คือปัจจุบันยังมีผู้คนอาศัยอยู่ และสิ่งก่อสร้างประมาณ 60%
ก็ยังคงเป็นของเก่า ที่นี่เค้ามีวิธีชีวิตอยู่กับสายน้ำ
เราได้ทั้งล่องเรือเข้าไปชม และเดินชมในเมือง เสียดายว่า รูปในเมืองนั้นผมไม่ค่อยมี
(ส่วนใหญ่มีแต่รูปคน ถ่ายกันเองเยอะมาก) เค้าเข้าใจเอาของง่ายๆ ที่เราดูเหมือนไม่มีค่าเอามาโชว์
เช่น ข้างใน มีทำเป็นพิพิธพันธ์เล็กๆ เช่น สาธิตการต้มเหล้า การย้อมผ้า พิธีแต่งงานโบราณ
ซึ่งก็ช่วยทำให้เมืองโบราณที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ดูมีเนื้อหาสาระขึ้นมา

รูปพี่จากตลาดหลักทรัพย์ที่ตามไปดูแลน้องๆ แต่ที่จะให้ดูคือ แผนที่เมืองโบราณอู่เจิ้นที่อยู่หลังพี่เค้านะครับ อิอิ

ล่องเรือชมเมืองโบราณ
12. รถไฟแม่เหล็กความเร็วสูง
อ้า… สุดท้ายแล้วครับ โพสนี้ยาวมากๆ แล้ว สุดท้ายก่อนที่เราจะกลับกรุงเทพฯ
เราก็ได้ไปนั่งรถไฟลักษณะหัวกระสุนขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็ก ซึ่งมีความเร็วสูงสุดถึง
430 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยรถไฟเที่ยวนี้จะนำผู้โดยสารจากตัวเมืองเซี่ยงไฮ้
ไปยังสนามบินนานาชาติผู่ตง โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 7 นาที (หากขับรถใช้เวลา 30 นาทีขึ้นไป)
พี่ๆ หลายคนวิเคราะห์ว่า ความจริงที่จีนสร้างรถไฟเที่ยวนี้ เพียงเพื่อจะแสดงศักยภาพ
ว่าตนก็สามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงได้เช่นกัน เพราะระยะทางที่วิ่งในปัจจุบัน
สั้นเกินความจำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วสูงขนาดนั้น แต่ในอนาคตจีนมีแนวโน้มที่จะขยายเส้นทางวิ่ง
ไปยังปักกิ่งเลยทีเดียวครับ ซึ่งลองถ้าเค้าคิดจะทำ เค้าทำได้แน่ และเร็วมากด้วย

ด้านหน้ารถไฟแม่เหล็ก

บรรยากาศบนรถไฟ

มีความเร็วแสดงให้ดูด้วย ว้าวๆ... ตอนนี้วิ่งที่ความเร็วสูงสุดแล้ว (ขอยืมพี่มาเป็นพรีเซนเตอร์อีกทีนะครับ)
สำหรับรถไฟเที่ยวนี้ ใน 7 นาที เราจะวิ่งที่ความเร็วสูงสุดประมาณ 2 นาทีเท่านั้นครับ
เพราะช่วงแรก คือช่วงเร่งความเร็วขึ้นมาก็กินเวลาส่วนนึง พอเร่งได้ที่ ก็จะถึงที่หมายซะแล้ว
เลยต้องลดความเร็วลง ซึ่งในการเดินทางเที่ยวหนึ่งนั้น มีค่าใช้จ่าย 50 หยวน (250 บาท) ครับ
พวกเราคนไทย ขึ้นไปก็ตื่นเต้น แตกตื่นกันใหญ่ ในขณะที่คนอื่นเค้านั่งกันเงียบๆ
ถึงขั้นว่า มีฝรั่งเอากล้องมาถ่ายพวกเราเลยทีเดียว เค้าคงงงว่าไอ้พวกนี้มันเป็นอะไรกัน ถ่ายเก็บไว้ดีกว่า
.
สรุป (ซะที)
โอ้โห… โพสนี้เป็นโพสที่ยาวมากๆ เลยครับ น่าจะยาวที่สุดตั้งแต่ที่เคยเขียนมาแล้วมั๊ง อิอิ รูปมันเยอะครับ
ผมขอมาสรุปเกร็ดอะไรส่งท้ายตรงนี้หน่อยนะครับ อย่างแรกคือ ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมเขียนมาทั้งหมด
เชื่อมั๊ยครับ ว่าบางแห่ง รัฐบาลจีน บังคับเลย ว่าถ้านักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นกรุ๊ปทัวร์ จะต้องไปเที่ยวที่นั่น
ดังนั้น คณะทัวร์ต่างๆ เวลามาเที่ยวจีน จึงมักจะได้เที่ยวสถานที่คล้ายๆ กัน (ส่วนใหญ่เป็นที่ที่ขายของ)
เท่าที่ทราบมา จะมีสถานที่ 5 แห่งที่ทางการจีนบังคับ แต่ในที่นี้ เนื่องจากเราต้องดูงานด้วย
ทางบริษัททัวร์เลยขออลุ่มอล่วยเหลือเพียง 4 แห่ง ซึ่งที่ผมจำได้ก็คือ ร้านบัวหิมะ ร้านครีมไข่มุก ไร่ชาเขียว
ซึ่งร้านเหล่านี้ รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของครับ หากทัวร์ใดทำตามเงื่อนไข ก็จะได้รับเงินสนับสนุน
อีกเรื่องหนึ่งคือ ที่นี่เค้ามีการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ
หลายๆ แห่ง เดิมมันไม่ได้เป็นจุดสำคัญอะไร เค้าก็สร้างขึ้นมาให้เป็นจุดสำคัญ จัดโชว์เข้าไป
สร้างใหม่ขึ้นมา ผมคิดว่าเราน่าจะเอามาเป็นตัวอย่างได้ เพราะลำพังถ้าเราจะพึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเดิม
ซึ่งมีแต่จะทรุดโทรมลงทุกที การสร้างสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นใหม่เลย ก็น่าจะเป็นทางเลือกนึง สำหรับประเทศไทยเรา
อย่างการแสดงโชว์ต่างๆ บ้านเราก็ยังไม่มีหลากหลาย และอลังการเท่าเค้า
ผมคิดเล่นๆ ว่าอย่างเช่นอยุธยาเนี่ย เรามี historical site เยอะมาก น่าจะลองทำโชว์แบบอลังการๆ
แสดงให้เห็นว่าอดีตเรารุ่งเรืองยังไง มีสงครามยังไง เอาให้เป็นโชว์ที่เรียกว่า
ถ้ามาถึงอยุธยาแล้วไม่ได้ดู ถือว่ายังมาไม่ถึงไปเลยก็น่าจะดีนะครับ
====================================================================
เอาล่ะครับ ตอนนี้ผมเหนื่อยมากๆ เลย เขียนโพสนี้มา 3 ชั่วโมงแล้ว
เอาเป็นว่าเรามาเจอกันใหม่ในตอนหน้าเลยนะครับ สำหรับตอนหน้า เราจะเข้าเรื่องงานเรื่องการกันแล้ว
หวังว่าจะยังติดตามอ่านกันนะครับพ้ม บายๆ ครับ
Like this:
Like Loading...