Shanghai Study Trip ตอนที่ 4 : Financial Planning และ CFP ในประเทศจีน

สำหรับโพสนี้ เป็นโพสตอนที่ 4 ของบทความชุด Shanghai Study Trip ซึ่งเป็นบันทึกที่เขียนจากความทรงจำ
เกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ที่ผมได้รับในการไปดูงานเกี่ยวกับการเงิน ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
กับโครงการ Young Financial Star 2008 ระหว่างวันที่ 8-13 พ.ย. 2552

บทความชุดนี้เป็นบทความที่ผมใช้เวลาเขียนให้จบยาวนานมาก เพราะนี่ก็ร่วม 2 เดือนแล้ว ยังเขียนไม่จบ 5 ตอนเลย
นอกจากจะใช้เวลาเขียนยาวแล้ว ยังเป็นบทความที่ผมรู้สึกท้อถอยและ ไม่มีกำลังใจจะเขียนถึงมากที่สุด
เพราะว่าเหตุการณ์มันค่อนข้างผ่านมานานแล้ว ไฟในใจที่เคยลุกโชน ตอนที่อยากถ่ายทอดเรื่องราว
ที่ได้ไปรู้ไปเห็นมาสดๆ ร้อนๆ มันก็มอดไปหมด จนแอบคิด (หลายๆ ครั้ง) ว่า หรือจะหยุดไว้แค่นี้ดี
แต่พอมาคิดดูอีกที ก็รู้สึกเสียดาย สิ่งที่ได้ไปเรียนรู้มา ดังนั้น
ผมจะพยายามเขียนให้ครบทั้ง 5 ตอนจนได้ครับ อาจจะนานหน่อย ไม่ว่ากันนะครับ
.

แนะนำ FPSB China และ CFP เบื้องต้น

FPSB China

ป้ายด้านหน้าทางเข้า FPSB China

ในการไปดูงานครั้งนี้ หนึ่งในองค์กรที่พวกเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม ก็คือ
Financial Planning Standard Board China (หรือ FPSB China) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
งานด้านต่างๆ หลายประการ ดังต่อไปนี้

  • กำหนดและบังคับใช้มาตรฐานการปฏิบัติงาน รวมทั้งจรรยาบรรณที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงิน
  • ให้การรับรอง และอนุญาตให้สถาบันการศึกษาต่างๆ
    สามารถฝึกอบรมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงิน ตามหลักสูตรของ CFP
  • จัดสอบ CFP
  • ออกใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินให้กับนักวางแผนการเงินที่ผ่านเกณฑ์
    (ใบรับรองมีหลายแบบครับ ไม่ได้มีแค่ CFP แต่ยังมี AFP, EFP, CPB ซึ่งจะได้พูดถึงต่อไปครับ

ผมลืมไป ที่จะพูดถึง CFP ซักเล็กน้อย เผื่อว่าบางท่านยังไม่ได้อ่านในโพสเก่าๆ นะครับ
CFP นั้นเป็นใบรับรองที่มีชื่อเต็มว่า Certified Financial Planner ซึ่งเป็นใบรับรองให้กับนักวางแผนการเงิน
ที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ 4E ที่ทาง FPSB กำหนดไว้ ได้แก่ Ethics, Education, Exam และ Experience
ผู้ที่ได้รับการรับรองก็จะสามารถนำสัญลักษณ์ CFP ไปต่อท้ายชื่อ ในนามบัตร หรือในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ
หากจะเปรียบเทียบก็จะคล้ายๆ กับใบรับรองทางการเงินที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ CFA (Chartered Financial Analyst)
แต่แตกต่างกันตรงที่เนื้อหาของงานที่เน้นกันไปคนละด้าน (CFA เน้นไปในเรื่องของการวิเคราะห์หลักทรัพย์
และการบริหารเงินลงทุน)

สำหรับในบ้านเรานั้น เมื่อปลายปี 2009 ก็ได้มีการนำ CFP Certificate นี้เข้ามาเรียบร้อยแล้วครับ
แต่เราเองนั้นยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์ CFP ต่อท้ายชื่อก็เริ่มจะมีให้เห็นแล้ว
เท่าที่ผมทราบเบื้องต้น ในปัจจุบันมีประมาณ 80 คน โดยส่วนใหญ่เป็น ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และ อาจารย์
ที่ปฏิบัติงาน หรือสอนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินอยู่ก่อนแล้ว
โดยในบ้านเรานั้น ได้มีการจัดตั้ง สมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบ
งานลักษณะเดียวกับ FPSB China และสมาคมนักวางแผนการเงินในประเทศอื่นๆ
โดยมี คุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ เป็นนายกสมาคมคนแรกครับ

CFP นั้นปัจจุบันถือเป็น certificate ด้านการวางแผนการเงินที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก
ตัวเลขอย่างเป็นทางการเมื่อสิ้นปี 2008 นั้น มีผู้ที่ได้รับการรับรองให้ใช้สัญลักษณ์ CFP ได้ทั้งสิ้น
118,506 คน (สูงสุดอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 58,830 คน รองลงมาคือ แคนาดา และ ญี่ปุ่นครับ)
.

CFP Certificant Growth.
จากตารางด้านบนจะเห็นว่าการเติบโตของจำนวนผู้สามารถใช้สัญลักษณ์ CFP ได้นั้น รวดเร็วมากนะครับ
ในเวลา 12 ปี นับตั้งแต่ปี 1996 ถึงปี 2008 มีการเติบโตขึ้นถึงเกือบ 4 เท่าตัว
คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 11-12% ทีเดียวครับ โดยจะเห็นว่าการเติบโต
ของยอดผู้ที่เป็น CFP นั้น ระยะหลังๆ เป็นการเติบโตจากประเทศในทวีปเอเชียเป็นส่วนใหญ่

สำหรับโพสนี้ ผมจะเน้นเล่าไปเกี่ยวกับเรื่อง CFP ในประเทศจีน (แผ่นดินใหญ่) เป็นหลักนะครับ
จะเห็นว่าเมื่อสิ้นปี 2008 เนี่ย จีนมีผู้ที่เป็น CFP อยู่ทั้งสิ้น 3,414 คน ซึ่งถือว่าน้อยมาก
เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรนะครับ แต่จุดที่น่าสนใจ ผมอยากให้ลองเปรียบเทียบอัตราการเติบโต
ของจำนวนผู้ที่เป็น CFP ในจีนซึ่งเพิ่งจะมี CFP เมื่อปี 2006 กับ ในฮ่องกงซึ่งมี CFP มาตั้งแต่ปี 2001
จะพบว่าจีน (แผ่นดินใหญ่) นั้น มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ที่เป็น CFP เร็วกว่าฮ่องกงมาก
ผมคิดว่า ไม่ต้องสงสัยเลยครับ ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศจีน
จะมีผู้ที่ได้รับสิทธิ์ให้ใช้สัญลักษณ์ CFP แซงหน้าประเทศแคนาดาและญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

หน้าตาตั้งใจฟังเคร่งเครียดมาก

หน้าตาตั้งใจฟังเคร่งเครียดมาก ทีมงาน FPSB China พูดภาษาอังกฤษชัดมากเลยล่ะครับ

.

CFP ในประเทศจีน (แผ่นดินใหญ่)
CFP Certificate นั้นมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจาก CFA ซึ่งใช้มาตรฐานการเดียวกันทั่วโลก
โดยองค์กรสมาชิกของ FPSB ในแต่ละประเทศ จะทำการปรับปรุงเนื้อหา กำหนดกฏเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติต่างๆ
ให้เหมาะสมกับกฏหมายและลักษณะของสินค้าทางการเงินในแต่ละประเทศ
นอกจากนั้น การจัดสอบก็จะจัดทำเป็นภาษาท้องถิ่น (เช่นในไทย ก็ออกข้อสอบเป็นภาษาไทย)
วิธีการในการที่จะได้มาซึ่งสิทธิ์ในการใช้สัญลักษณ์ CFP ก็จะต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ
จึงทำให้การใช้สัญลักษณ์ CFP นั้น หากเราได้รับ CFP Certificate จากประเทศใด
ก็จะสามารถใช้ได้ในประเทศนั้นเท่านั้น หากต้องการใช้งานแบบ Cross-border หรือข้ามประเทศ
ก็ต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบของ FPSB ซึ่งยุ่งยากพอสมควร
(ต้องสอบข้อสอบ CFP ในประเทศที่ต้องการจะเข้าไปปฏิบัติงานก่อน
จึงจะสามารถใช้สัญลักษณ์ CFP ในประเทศนั้นได้)

ในการที่จะได้มาซึ่ง CFP Certificate ในประเทศจีนนั้น นักวางแผนการเงินจะต้องได้รับ
AFP Certificate ก่อน (AFP : Affiliated Financial Planner) จากนั้นจึงจะสามารถค่อยเลื่อนชั้นไปเป็น CFP
โดยกรอบในการพิจารณาว่านักวางแผนการเงินท่านใด จะได้เป็น AFP จนกระทั่งเป็น CFP นั้น ก็จะยึดตามหลัก 4E
ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ของ FPSB ประเทศสหรัฐอเมริกา

AFP & CFP Requirements

ข้อกำหนดต่างๆ ในการได้มาซึ้ง AFP และ CFP ในประเทศจีน

FPSB China เค้ากำหนดกฏเกณฑ์ต่างๆ ไว้เข้มมากทีเดียวครับ
โดบการที่นักวางแผนการเงินจะได้รับ AFP Certificate นั้น จะต้อง

  • Education : ผ่านการอบรมในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินเป็นจำนวน 108 ชั่วโมง
    (ครอบคลุม 6 Modules คล้ายๆ ประเทศไทย)
  • Experience : มีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้อง 2 ปี
    (ตัวเลขนี้ผมดึงมาจากความทรงจำซึ่งผ่านมานานแล้ว อาจจะไม่ถูกนะครับ)
  • Examination : สอบผ่านข้อสอบ AFP
  • Ethics : รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานและจรรยาบรรณของ CFP

หลังจากเป็น AFP Certificant แล้ว การที่จะได้มาซึ่ง CFP นั้นยังต้องทำสิ่งต่อไปนี้เพิ่มครับ

  • Education : อบรมเพิ่มอีก 132 ชั่วโมง ในเนื้อหาที่ลึกขึ้น (ไม่นับ 108 ชั่วโมงขอ AFP รวมด้วยนะครับ)
  • Experience : อันนี้ผมจำไม่ได้จริงๆ ครับ แต่จำนวนปีจะมากขึ้นกว่า AFP
  • Examination : สอบผ่านข้อสอบ CFP
  • Ethics : รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานและจรรยาบรรณของ CFP

ซึ่งหากเทียบกับหลักเกณฑ์ในประเทศไทย เท่าที่ผมทราบ บ้านเราต้องถือว่าง่ายกว่าเยอะครับ
เท่าที่ทราบ สำหรับบ้านเรานั้น จะไม่มี AFP แต่จะเรียกว่า CFP Sub-license ซึ่งจะให้กับนักวางแผนการเงิน
ที่ผ่านการอบรมครบ 6 Modules (144 ชั่วโมง) แต่ยังสอบไม่ผ่านครบทุก module
ก็คือ ถ้าสอบผ่านใน module ไหนแล้ว ก็จะได้ sub-license ใน module นั้น
แต่หากนักวางแผนการเงินท่านนั้น สอบผ่านครบทุก module แล้ว และมีประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้อง
ตาม เกณฑ์ของ TFPA คือ 3 ปี สำหรับผู้จบตั้งแต่ปริญญาตรี และ 5 ปี สำหรับผู้จบต่ำกว่าปริญญาตรี

ซึ่งผมต้องย้ำตรงนี้นะครับ ว่าข้อมูลที่ผมเขียนนี้ เป็นเพียงข้อมูลที่ผมได้รับปากเปล่า จากผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆ ท่าน
ยังไม่ได้มีการประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการนำข้อมูลไปใช้ได้ด้วยนะครับ
ที่สำคัญคือ ในบ้านเรานั้น ปัจจุบัน (ม.ค. 53) ยังเปิดอบรมเพียง 4 modules เท่านั้น ยังขาดอีก 2 module ครับ
และการจัดสอบใน module 1-2 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือน พ.ย. 52 นั้น ก็ยังไม่ประกาศผลสอบเช่นกันครับ
.

เกร็ดย่อยๆ เกี่ยวกับ CFP ในประเทศจีน

  • ใบรับรองอื่นๆ ที่ออกโดย FPSB China
    .

    Career Path

    Certificates ทั้งหมด ที่ออกโดย FPSB China

    นอกจาก AFP และ CFP แล้ว FPSB China ยังออกใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนการเงินอีก 2 ชื่อคือ
    EFP: Executive Financial Planner ซึ่งเป็น certificate เฉพาะสำหรับผู้บริหารสถาบันการเงิน
    ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน จะได้ไม่ต้องสับสนกับ CFP ซึ่งเป็น certificate ของผู้ปฏิบัติงานจริง
    การได้มาซึ่ง EFP นั้น ก็จะใช้หลัก 4E เช่นกัน แต่เนื้อหาจะไม่ลึกเท่ากับ CFP
    โดยจะเน้นไปที่แนวคิดและหลักการในภาพใหญ่ๆ เท่านั้น ส่วน certificate อีกอันคือ
    CPB: Certified Private Banker จะเป็นใบรับรองเฉพาะสำหรับนักวางแผนการเงิน
    ที่ให้บริการกับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นพิเศษ
    .

  • ต้นสังกัดของนักวางแผนการเงินในประเทศจีน
    นักวางแผนการเงินในประเทศจีนที่มุ่งหวังจะได้รับ CFP certificate นั้น
    ร้อยละ 90 มาจากธนาคารพาณิชย์ ในขณะที่ในประเทศไทยนั้น ตามที่ผมได้เคยเขียนไปใน โพสนี้
    ส่วนใหญ่บ้านเราผู้ที่สนใจเข้ามาอบรมในหลักสูตร CFP นั้นมาจากสายประกันชีวิตเป็นหลัก
    และมีมาจากธนาคารพาณิชย์น้อยมาก
    .
  • บัตรประจำตัว CFP certificant
    .

    CFP ID Card

    บัตรประจำตัวนักวางแผนการเงินที่มี CFP

    หัวข้อนี้ไม่มีอะไรครับ เพียงแต่ผมเห็นว่า แปลกดี ผมไม่รู้ว่าในบ้านเราผู้ที่ได้ CFP จะได้รับบัตรแบบนี้มั๊ย
    แต่สำหรับในประเทศจีนแล้ว ถ้าใครได้เป็น CFP certificant แล้ว ก็จะได้รับบัตรประจำตัวหน้าตาแบบในรูปนี้ล่ะครับ
    (ด้านซ้ายเป็นใบรับรอง CFP Certificate ส่วนด้านขวาเป็นบัตรประจำตัวครับ)

.
เอาล่ะครับ ปิดท้ายโพสนี้กันด้วยภาพนี้นะครับ ตามธรรมเนียมของแขกผู้ไปเยือน เราก็เตรียมของฝาก
ของที่ระลึกจากประเทศไทยไปให้เจ้าหน้าที่ของ FPSB China ด้วย
(อ่ะ ในรูปนี้ของฝากถูกเอาไปซ่อนแล้วครับ) เลยกลายเป็นถ่ายรูปร่วมกันเฉยๆ
.

ภาพถ่ายร่วมกันก่อนลากลับครับ

ภาพถ่ายร่วมกันก่อนลากลับครับ

ทีมงานที่นี่ต้อนรับพวกเราดีมากเลยครับ พาเดินทั่วออฟฟิตเลย
คุณพี่ผู้ชายที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงิน ท่านเป็นหัวหน้าสูงสุดของที่นี่ (ผมไม่รู้ว่าตำแหน่งจริงๆ ชื่ออะไร)
ท่านเป็น CFA charter holder (มีแต่ CFA ไม่ได้มี CFP) ที่มาดูแลองค์กรด้านการวางแผนการเงิน
ผมเลยลองแอบถามไปดู ว่าในมุมมองของท่าน คิดว่า CFA กับ CFP ในจีนนั้น อะไรยากกว่ากัน
ในแง่ของเนื้อหา + การสอบ ซึ่งท่านบอกว่า CFP น่าจะยากกว่านิดหน่อย เพราะเนื้อหากว้างมาก
ซึ่งก็ค่อนข้างจะขัดกับงานศึกษางานหนึ่งที่ผมเคยอ่านพอสมควรครับ
ไว้มีโอกาสผมจะเอางานศึกษานั้นมาเล่าให้ฟัง เค้าศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างของ CFA กับ CFP
ในมุมมองด้านต่างๆ หลายด้านเลยทีเดียว น่าจะช่วยตอบคำถามให้กับหลายๆ ท่าน ที่ยังสับสนอยู่ได้

Shanghai Study Trip ตอนที่ 3 : Investor Education ในประเทศจีน

เพื่อนๆ หลายท่านที่ติดตามอ่านคงทราบนะครับ ว่าผมไปสมัครเป็นอาจารย์ที่ ม.เกษตร ที่ศรีราชาไว้
ตอนนี้ผลออกมาแล้วครับ อันที่จริงๆ ผลออกตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. แต่ช่วงนั้นผมกำลังเตรียมสอบ CFA อย่างหนัก
ก็เลยยังไม่ได้เอามาเล่าให้ฟัง ตอนนี้การสอบก็จบลงแล้ว ได้เวลาเล่าซะทีครับ

ต้องบอกตามตรงครับ ว่าพอทราบผลแล้ว ก็ทำให้เสียศูนย์ไปพักนึงเหมือนกัน
อาจจะเป็นเพราะ แผนชีวิตที่ผมคิดว่าคงจะดีมากๆ ถ้าทำได้ ต้องถูกเปลี่ยนอีกครั้ง
เพราะในแผนชีวิตฉบับนั้น การได้เป็นอาจารย์ที่นี่ จะเป็นก้าวแรก เป็นก้าวบังคับที่สำคัญ
แต่พอไม่สามารถเดินก้าวแรกในเส้นทางที่หวังได้ ผมก็ต้องเลือกเดินก้าวแรกในเส้นทางที่เหลือต่อไป
ก่อนจะเล่าต่อ ผมต้องขอยินดีกับพี่ท่านที่ได้ตำแหน่งอาจารย์ และก็ยินดีกับ ม.เกษตรศรีราชาด้วย
ที่ได้บุคลากรดีๆ เข้าไป เพราะอย่างที่ผมเล่าให้ฟังใน โพสก่อนหน้า ว่าพี่เค้าเหมาะสมจริงๆ ครับ

สำหรับตัวผมนั้นหลังจากใช้เวลาคิดไตร่ตรองอยู่ 2-3 วัน ผมก็ได้ตัดสินใจเลือกทางเดินเส้นต่อไปได้แล้วครับ
บางทีก็ต้องขอบคุณความล้มเหลว ความผิดหวังที่ผ่านเข้ามาบ่อยๆ เพราะมันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
ผมชอบประโยคนึงที่บอกว่า “ทุกอุปสรรคปัญหาอันไม่คาดคิด คือของขวัญที่เปิดโอกาสไปสู่การพัฒนาตนเอง
คนเราเมื่อล้มก็ต้องลุกครับ มาคิดดูดีๆ ก็คิดได้ว่า จะมัวเสียใจไปทำไม (หลายๆ วัน)
ลองมองคนรอบข้าง ยังมีคนที่ขาดโอกาสอีกมากมาย ในเมื่อตัวผมยังมีโอกาสที่จะไปทำอะไรๆ ได้อีกตั้งเยอะ
ก็เลือกให้ดีๆ สักทาง แล้วเดินต่อไปดีกว่า

เส้นทางต่อไปของผม คือการเข้าสู่วิชาชีพด้านการเงินการลงทุน จริงๆ ซะทีครับ
ต้องเล่าก่อน (เผื่อว่าเพื่อนๆ อาจจะลืมไปแล้ว) ว่าผมมีความตั้งใจอยากจะเป็นอาจารย์ด้านการเงิน
มันเป็นอาชีพในฝันที่ผมคิดว่าตัวเองจะทำได้ดี และสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้มาก
สิ่งที่ผมเคยคิดคือ ผมน่าจะสามารถเป็นอาจารย์ได้ โดยที่ไม่ต้องมีประสบการณ์ในการทำงานจริงมากนัก
เพราะผมเชื่อว่า ผมก็ได้รู้ได้เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ จากการลงทุนในตลาดฯ
จากการช่วยงานวิจัยของอาจารย์ จากการศึกษาในกรณีศึกษาต่างๆ มาเยอะมากเหมือนกัน

ซึ่งต้องยอมรับว่า ในตอนนั้นผมยังคิดอะไรได้ไม่ถี่ถ้วนนัก ในใจมีแต่รีบ อยากจะได้ทำงานที่ฝันเร็วๆ
เรียกว่าผมมีความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล (Irrational Expectation) มาตลอด
มัวแต่คิดว่า ประวัติด้านอื่นๆ เราดีหมดเลยนะ Resume เขียนออกมาก็ยังรู้สึกว่า อื้ม… เราก็เจ๋งไม่เบา
เหมือนแกล้งทำเป็นมองข้ามบางอย่างไป

ตอนนี้ต้องกลับมาพิจารณาใหม่แล้วครับ ผมคิดว่าหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ทำให้ผมไม่ได้งานที่เกษตร
ก็เพราะเรื่องประสบการณ์นี่ล่ะ เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อต้องเลือกระหว่างคนที่มีกับไม่มี คำตอบมันก็ชัดอยู่
ผมก็เลยตัดสินใจที่จะลดความเร็วในการวิ่งสู่ฝันลง แล้วหันมาใส่ใจกับความเป็นจริงมากขึ้นจะดีกว่า
และนั่นนำมาซึ่งการตัดสินใจของผม ที่จะเข้าสู่ financial industry ซะที
และเมื่อตั้งใจจะเข้าไปแล้ว ผมก็จะทำให้ดีที่สุด และไม่มองมันเป็นแค่ทางผ่านแน่ๆ

ตอนนี้ผมอยู่ในระหว่างการคิดไตร่ตรอง ว่าควรจะเริ่มทำงานในสายงานไหนจึงจะเหมาะสมกับตัวเอง
โดยมีเงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ ว่า

  1. สายงานนั้น ต้องเป็นสายงานที่จะเอื้อให้ผม สามารถที่จะสานต่อความฝันของผม
    ในการเป็นอาจารย์ (หรือเรียนต่อ .เอก เพื่อกลับมาเป็นอาจารย์) ในอนาคตได้ง่าย
    หมายถึงประสบการณ์ทำงานที่ได้ ต้องเกี่ยวข้องกับการเป็นอาจารย์ด้านการเงินได้ด้วย
    .
  2. งานนั้น ต้องให้สมดุลกับชีวิตผมในระดับที่ยอมรับได้ สมดุลในที่นี่ ได้แก่เรื่องเวลา
    เรื่องสุขภาพ และเรื่องครอบครัวที่ผมต้องมีเวลาไปช่วยเหลือได้บ้าง เช่นเสาร์-อาทิตย์ไม่ควรจะมีงาน
    งานที่ผมเลือก ไม่ควรจะทำลายสมดุลเหล่านี้ เพราะต่อให้เงินดีแค่ไหน ผมก็ว่าไม่คุ้ม
    .
  3. งานนั้น จะต้องไม่ปิดกั้นการลงทุนส่วนตัวของผมมากเกินไป
    ซึ่งความจริงมันเลี่ยงได้ยากครับ ที่เข้าไปในวงการแล้วจะสามารถลงทุนส่วนตัวได้อย่างอิสระ
    แต่ก็ต้องพยายามหางานที่ข้อจำกัดไม่มากเกินไป เพราะถ้าผมต้องเลิกลงทุนส่วนตัวแล้ว
    ผมจะมีค่าเสียโอกาสมากพอสมควร เพราะผมต้องบริหารเงินบางส่วนให้ครอบครัวด้วย

    .

เมื่อหาได้แล้วก็คงจะสมัครแล้วเริ่มงานในช่วงหลังปีใหม่นี้เลย
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าที่นายจ้างผมด้วย ว่าจะรับผมรึเปล่า เพราะตอนนี้ รู้แล้วครับว่า “อะไรๆ ก็ไม่แน่
อนาคตข้างหน้า ก็คงจะเป็นการเก็บประสบการณ์ สะสมทั้งทักษะเรื่องงาน เรื่องคน เรื่องการใช้ชีวิต
รอให้ถึงจังหวะที่เหมาะสม เมื่อมีโอกาสเปิดขึ้น เมื่อตัวเองพัฒนาได้แก่กล้าพอ ก็คงจะกลับไปล่าฝัน
ในการเป็นอาจารย์สอนหนังสือต่อไปครับ ^_^

ผมกลับไปอ่านประโยคนึง ในโพสเก่าของผม อ่านแล้วก็ยังรู้สึกชอบใจอยู่ ขอก๊อปมาแปะไว้ให้อ่านกันอีกนะครับ

“ตอนนี้ผมเหมือนกับเลือกเส้นทางเส้นทางหนึ่ง
ซึ่งอาจจะเห็นต้นทางชัด แต่ปลายทางยังคงถูกหมอกหนาปกคลุมไว้มาก
ณ วันนี้ อาจจะเห็นลางๆ ว่า ทางนี้เมื่อเดินไป อาจจะนำไปเจอปลายทางที่แตกต่างกัน 2-3 แบบ
แต่พอเดินไปเรื่อยๆ ผมอาจจะพบว่า เส้นทางนี้ มีปลายทางจำนวนนับไม่ถ้วนก็ได้”

Shanghai Study Trip ตอนที่ 2 : สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ

กลับมาพบกันต่อกับบทความตอนที่ 2 ในชุด การศึกษาดูงานด้าน Finance
ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน กับโครงการ Young Financial Star Competition นะครับ
หลังจากใน ตอนแรก ผมได้เล่าถึงเรื่องสังคมและวัฒนธรรมของเมืองเซี่ยงไฮ้ไปแล้ว
ในตอนที่ 2 นี้ ผมจะพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่คณะของเราได้ไปเยี่ยมชม
หลังจากนั้นในตอนที่ 3 และ 4 เราจะได้เข้าเรื่องการดูงาน (จริงๆ ซะที) ซึ่งจะเป็นเนื้อหาที่วิชาการกว่า 2 ตอนแรกหน่อยนะครับ

สำหรับรูปแบบของบทความตอนนี้ ผมจะพูดถึงสถานที่ที่คณะดูงานได้ไปเยี่ยมชม ทั้งหมด 12 แห่ง
โดยเลือกมาเฉพาะที่เด่นๆ ซึ่งผมจะเล่า background รวมทั้ง รายละเอียดของแต่ละสถานที่
เท่าที่พอจะจำได้ และก็จะมีรูปประกอบในแต่ละสถานที่ให้ด้วยครับ
(จริงๆ อยากจะเอารูปลงมากกว่านี้ แต่กลัวว่าบล๊อคจะกลายเป็น gallery ไป
อีกอย่าง เดี๋ยวพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่มาอ่านจะเห็นว่าพวกเราบ้าถ่ายรูปกันขนาดไหน
เลยต้องขออุบไว้บางส่วนนะครับ)

อ้อ… และก็เช่นกันครับ ออกตัวไว้ก่อน จะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง
ข้อความทั้งหมด เป็นเพียงความเห็นของผม และเขียนขึ้นจากความจำ จากการได้รับฟังจากพี่ไกด์ล้วนๆ
ดังนั้น ผมเชื่อแน่นอนครับ ว่าจะมีข้อมูลผิดพลาดบางอย่าง ดังนั้น คิดซะว่าอ่านเอาไอเดีย เอาสนุก ก็แล้วกันนะครับ
เรามาเริ่มจากที่แรกกันก่อนนะครับ

1. หอไข่มุก (Oriental Pearl Tower)

สถานที่แรกที่พวกเรา (และคณะทัวร์อื่นๆ) มักจะไปกันเมื่อมาถึงมหานครเซี่ยงไฮ้ ก็คือหอไข่มุก
ซึ่งเป็นอาคารสูงที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง และในอาคารนี้ ก็ยังเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนด้วย
แม้ว่าปัจจุบันหอไข่มุก จะไม่ใช่อาคารที่สูงที่สุดในเซี่ยงไฮ้แล้ว (เพราะมีตึกใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก)
แต่ที่นี่ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของเมือง เพราะเป็นตึกสูงตึกแรกๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว
ซึ่งในช่วงแรกของการสร้างเมืองเซี่ยงไฮ้ใหม่

สัญลักษณ์ของเมืองเซี่ยงไฮ้

สัญลักษณ์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ (หอไข่มุกคือตึกรูปร่างแปลกๆ ด้านซ้ายสุด)

ภาพหอไข่มุกในคืนที่เราไปถึง

ภาพหอไข่มุกในคืนที่เราไปถึง

ที่ชมวิวแบบกระจกโปร่งแสง

ที่ชมวิวแบบกระจกโปร่งแสง ขึ้นไปยืนแล้วมองลงไปด้านล่างได้ครับ

อารมณ์เวลาขึ้นไปด้านบน ก็จะคล้ายกับการขึ้นตึกใบหยกบ้านเราครับ
เพียงแต่ว่าที่นี่เค้าไม่มีรางเลื่อนที่หมุนเป็นวงกลมเหมือนตึกใบหยก เราต้องเดินเอง
แต่เค้าก็จะมีกระจกโปร่งแสงมาให้เล่นแทน ขึ้นไปยืนแล้วเสียวมากครับ
ตอนแรกไม่คิดว่าจะหวาดเสียวเท่าไหร่ แต่พอขึ้นไปแล้ว ยอมรับเลยว่าขาสั่น อิอิ
.

2. กายกรรม Era Intersection of Time

ว่ากันว่าถ้าใครมาถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว ไม่ได้ชมการแสดง กายกรรม Era Intersection of Time
ถือว่ายังมาไม่ถึงเซี่ยงไฮ้จริงๆ ตอนแรกที่ได้ยิน ผมก็คิดในใจว่า “มันจะขนาดไหนกันเชียว
แต่พอได้เข้าไปชมแล้วก็ต้องขอบอกว่า ประทับใจสุดๆ ครับ

Era Intersection of Time

โปสเตอร์ของโชว์ Era Intersection of Time

น่าเสียดายที่ไม่สามารถเก็บภาพมาฝากได้ เพราะในนั้นห้ามถ่ายรูป
แต่ถ้าจะให้อธิบายว่าข้างในแสดงอะไร ก็จะมีการแสดงกายกรรมร่วมสมัยในรูปแบบต่างๆ
โดยมีอุปกรณ์และฉากที่ทันสมัยมาก ประกอบกับการใช้แสงสีเสียงที่สอดคล้องกับโชว์มากๆ
(ตอนที่เห็นครั้งแรกรู้สึกว่าฉากดูโบราณๆ แต่พอเริ่มแสดงเพิ่งจะรู้ว่ามันทันสมัยครับ)

จริงๆ แล้วมันอธิบายยากนะครับ แต่ถ้ามีโอกาสได้ไป แนะนำว่าต้องไปชมให้ได้ครับ
ระหว่างการแสดงเนี่ย จะเรียกเสียงปรบมือจากผู้ชมได้ตลอด รวมทั้งเสียงร้องหวาดเสียวด้วย
โชว์ที่เด่นๆ ก็จะเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ไต่ถังรูปทรงกลม (คล้ายลูกโลก) 8 คัน ในลูกโลกเล็กๆ ลูกเดียว

ข้อควรระวังก็คือ ในช่วงพักเบรคเนี่ย จะมีดาราออกมายืนรอถ่ายรูปกับผู้ชม
ถ้าเราเผลอไปถ่ายด้วย โดยไม่ดูให้ดีซะก่อนนี่ ถึงขั้นจนเลยทีเดียวครับ
เพราะเค้าจะคิดค่าถ่ายด้วย รูปละ 100 หยวน (500 บาท) ซึ่งจริงๆ เค้าก็ติดป้ายบอกไว้แล้ว แต่คนก็ไม่ค่อยอ่าน
พอถ่ายไปแล้ว จะเลี่ยงไม่จ่ายก็ไม่ได้

สำหรับสนนราคาของโชว์ Era Intersection of Time นั้นจะประมาณ 500 หยวน (2500 บาท)
ซึ่งโชว์กินเวลาประมาณ 1.5 – 2 ชั่วโมงครับ (ผมจำเวลาเป๊ะๆ ไม่ได้)
.

3. ช๊อปปิ้งถนนนานกิง

ถนนนานกิง เป็นถนนคนเดินที่เปิดในช่วงกลางคืน เป็นถนนที่เป็น Shopping Street ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร
โดยข้างทางจะมีร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ขายสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ (ของแท้นะครับ)
แต่สำหรับผมและคนที่ไม่ค่อยชอบช๊อปปิ้งเท่าไหร่ ที่นี่ ถือเป็นสถานที่ถ่ายรูปชั้นยอดเลยครับ
เพราะว่า ตึก แสง แล้วก็อุปกรณ์ประกอบฉากต่างๆ มีพร้อมเลย
อีกอย่าง พี่ไกด์เราบอกว่า ถ้าคิดจะซื้อของแบรนด์เนมในจีน ให้กลับมาซื้อที่ไทยดีกว่า เพราะที่นั่นแพงกว่าเยอะครับ

ถนนนานกิง

ถนนนานกิง ในวันที่เราไปมีฝนตกเล็กน้อย ปกติคนจะเดินเต็มถนนเลยครับ

มุมถ่ายรูปเท่ห์ๆ

พวกที่ไม่ช๊อปปิ้ง ก็ตระเวนถ่ายรูปกัน ขอเท่ห์ๆ สักรูปเหอะ

เห็นสวยงามอย่างนี้ ก็มีมุมอันตรายเหมือนกันนะครับ เพราะที่นี่คนแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฏหมายเยอะมาก
อย่างแรกคือ ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) เข้ามาเสนอขายบริการให้เรา โดยเค้าจะถามว่า “เย่าปู่เย่า” คำแปลก็คือ ไป … กันมั๊ย
ถ้าเราตอบไปว่า “เย่า” เมื่อไหร่ เค้าก็จะพาเราไป ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะอันตรายครับ
พี่ตากล้องของเรา โดนตื้อซะจนน่ากลัว คือแม้เราจะเดินหนีแล้ว เค้าก็ยังตามไม่หยุด
มีมาลูบหน้าลูบตา ลวนลามเราด้วย พวกเราเลยตกลงกันว่า จะแกล้งบอกว่าเราเป็นเกย์ เค้าจะได้หยุดตามเรา
อันนี้เป็นสคริปบทสนทนานะครับ

ผู้หญิงขายบริการ : เย่าปู่เย่า ?
พี่ตากล้อง : Noๆๆ (เดินหนี)
ผู้หญิงขายบริการ : Oh… You’re sexy na, come with me I’ll give you sexy massage. (เดินมาลูบหน้าพี่ตากล้องด้วย)
พี่ตากล้อง : No. I’m Gay. I love man. (แหยงสุดๆ)
ผู้หญิงขายบริการ : Oh… I’m man. Come with me.

พวกผมเดินอยู่ข้างๆ เดินไปก็ขำไปครับ บอกเค้าว่าเป็นเกย์ เค้าก็ดันบอกว่าเค้าก็เป็นผู้ชายแปลงมาอีก 555
ต้องรีบเดินหนีเข้าห้างข้างทาง เค้าถึงจะหยุดตามน่ะครับ

อีกประเภทที่ผมเจอ (คือผมเจอสารพัดเลย แค่ไปวันเดียว) ก็เป็นผู้หญิงสองคน (น่ารักซะด้วย)
แต่งตัวดี ดูเป็นนักท่องเที่ยว มาถามเราเป็นภาษาอังกฤษ ว่าจะขอความช่วยเหลืออะไรซักอย่าง
แต่ดันถามมาว่า เรามาจากไหน เราพักที่ไหน ผมสังหรณ์ไม่ดี ก็เลยรีบเดินหนีมา
มาถามพี่ไกด์ พี่ไกด์บอกว่า พวกนี้ส่วนใหญ่ก็หลอกครับ เค้าอยากได้ชื่อโรงแรม กับเบอร์ห้องเรา
เพื่อที่จะได้มาหาถึงที่
.

4. แวะซื้อบัวหิมะและยาสมุนไพรต่างๆ

บัวหิมะนั้นเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่คนไทยนิยมซื้อมาใช้ ทั้งซื้อมาใช้ทาแผลโดนน้ำร้อนลวกต่างๆ
จนไปถึงการเอามาทาฝ้า เอามาทาบำรุงผิว อย่างที่บ้านผมสมัยก่อน ก็จะมีติดตู้เย็นไว้ 1 กระปุก
ในทริปนี้เราก็ได้มาถึง “บริษัท เป่า ซู่ ถัง จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิต และจำหน่ายพวกยาสมุนไพรพวกนี้
นอกจากบัวหิมะแล้วก็ยังมีสินค้าอีกหลายตัว เช่น ก่อเอี๊ย ยาชะมดเช็ด น้ำยาแช่เท้า
ซึ่งหลายๆ ตัว บางคนใช้แล้วก็ได้ผลดี (ในขณะที่อีกหลายๆ คนใช้แล้วก็เฉยๆ)

โบร์ชัวร์ ด้านหน้า

โบร์ชัวร์ ด้านหน้า

โบร์ชัวร์ ด้านหลัง

โบร์ชัวร์ ด้านหลัง

สิ่งที่ผมคิดว่าเค้าฉลาดมาก ก็คือ รูปแบบการขายสินค้าของเค้า สมกับคำพูดที่ว่าคนจีนเป็นคนค้าขายเก่ง
คือเมื่อเราเข้าไปที่บริษัทเค้า เค้าจะให้เราทั้งคณะ เข้าไปนั่งในห้องส่วนตัวเฉพาะพวกเราห้องนึง
จากนั้น ก็จะมีวิทยากร (เหล่าซือ) เข้ามาอธิบายสินค้า ในขณะเดียวกันก็เอาสินค้ามาให้เราลอง

วิทยากรอธิบายสินค้า

วิทยากรอธิบายสินค้า เป็นภาษาไทย!!!

อย่างในที่นี้ เราก็จะได้ลองใช้น้ำยาแช่เท้า ซึ่งเค้าบอกว่า ทำให้เลือดลมไหวเวียนดี แก้ปัญหาได้สารพัด
จากนั้นก็จะมีนักศึกษา (เค้าว่าอย่างนั้น เป็นนักศึกษาที่มาเรียนวิชานวด แล้วก็วิชาหมอแมะ ที่นี่)
มานวดฝ่าเท้าให้เรา เราก็จะรู้สึกว่า สบายจัง นั่งไปนวดไป ฟังเค้าอธิบายสินค้าไป

ภาพการแช่เท้าด้วยน้ำยาแช่เท้า

ทุกคนได้แช่เท้าด้วยน้ำยาแช่เท้าฟรี

ระหว่างนวดนักศึกษาบางคนก็จะพูดไทยได้บ้าง (เก่งมากๆ พูดได้ยังไงเนี่ย)
บางคนก็คุยดี บางคนก็เชียร์ให้เราซื้อของ แต่ที่เหนือชั้นกว่านั้นคือ เค้าจะมีการให้หมอแมะ
(เค้าเรียกว่า อาจารย์หมอ) มาตรวจให้เราฟรี ว่าเราเป็นโรคหรือมีปัญหาอะไร

วิธีการที่ฉลาดของเค้าก็คือ เค้าจะให้เรายกมือ ว่าใครอยากจะตรวจก่อน
ซึ่งคนที่ยก ก็มักจะเป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว พอมาถึงก็จะเข้าทางเค้าพอดี
บางคนเค้าก็ตรวจได้ตรงอาการที่เป็น ก็แนะนำให้ซื้อยาไปใช้ (พอเห็นเราจะไม่ซื้อ ก็เสนอข้อเสนอพิเศษให้อีก)
แต่บางคนที่เจ้าตัวรู้สึกว่าไม่ได้เป็นอะไร เค้าก็ยัดเยียดโรคให้ก็มี พอเราบอกว่าไม่มีอาการ
ก็อ้ำๆ อึ้งๆ ไป แต่ยังไงซะ ก็จะเสนอขายสินค้าอยู่ดี (ไม่รู้เป็นหมอ หรือว่าเป็น เซลส์แมน)
ในที่นี้ ผมไม่ได้ว่าว่ายาเค้าไม่ดีนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าวิธีการนี้ บางทีมันก็เน้นการขายมากไปหน่อย
ที่ผมว่าเค้าฉลาดก็คือ การทำแบบนี้ มีแนวโน้มสูงว่าเรา (คนไทย) จะซื้อของจากเค้า เพราะ
คนไทยขี้เกรงใจ เพราะรับบริการฟรีจากเค้าแล้ว (แช่เท้า + นวด) จะไม่อุดหนุนก็กะไรอยู่

แต่สุดท้ายผมก็ได้ยามานะครับ คือผมมีปัญหาปวดหลัง (เพราะนั่งหน้าคอมพ์บ่อย)
ผมก็ได้น้ำยาชะมดเช็ด + ก่อเอี๊ยะมา แต่ที่ซื้อ ไม่ใช่เพราะว่าเค้าบังคับนะ
แต่เพราะเค้าเอามาลองใช้ให้ แล้วมันรู้สึกเย็นสบายหลังดี ก็เลยคิดว่า ซื้อกลับมาใช้ดีกว่า
ยังไงซะก็เย็นนานกว่าทาเคาเตอร์เพนบ้านเรา

สนนราคาสำหรับ ก่อเอี๊ยะ 1 กระปุก (แผ่นใหญ่ 7 แผ่น เราเอามาตัดแบ่งใช้เอง) ก็ 200 หยวน (1000 บาท)
น้ำยาชะมดเช็ด 1 ขวด 200 หยวน (1000 บาท) ซึ่งผมดูแล้วก็ใช้ได้นานเหมือนกันครับ
น่าจะเกินครึ่งปีได้ ส่วนสาวๆ ก็ได้ครีมบัวหิมะกัน (ราคาเท่าไหร่นั้น ผมก็ไม่ได้ถามครับ)
.

5. ตลาดก๊อปปี้

ตลาดก๊อปปี้ถือเป็นไคลแมกซ์ ของทริปนี้เหมือนกันครับ เพราะเราคนไทย มีสัญชาติญาณนักช๊อปอยู่เต็มตัว
ที่นี่จะมีสินค้าประเภทที่คนไทยชอบด้วย ก็คือ พวก รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า แว่นตา มือถือ และ ของที่ระลึก
ก๊อปเหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้าง ก็ซื้อกันตามความพอใจครับ

ด้านหน้าตลาดก๊อปปี้

ภาพด้านหน้าตลาดก๊อปปี้ ถ้าเข้าไปถ่ายข้างใน อาจจะไม่มีชีวิตรอดออกมาครับ

คิดดูว่าคณะของเราเห่อกันขนาดไหน ถึงขนาดยอมไม่ไปตลาดร้อยปี (ตลาดอีกแห่ง)
เพื่อที่จะมีเวลากลับมาช๊อปที่ตลาดก๊อปปี้อีกรอบ (รอบแรกไม่สะใจ)

ลักษณะข้างใน ก็จะแบ่งเป็นบล๊อคๆ เหมือนแพลตตินั่ม หรือ ยูเนี่ยนมอลล์บ้านเรา
คนขายส่วนใหญ่ รู้ภาษาไทย + อังกฤษ ในระดับพอใช้ได้ (แหม ก็ลูกค้า 80% ผมว่าเป็นคนไทยนะ)
ดังนั้น ไม่ต้องห่วงเลยครับ เดินช๊อปเองได้ ไม่ต้องพึ่งไกด์

ของที่นี่บอกผ่านเยอะมาก ไม่สามารถระบุเป็นเปอร์เซนต์ได้ ร้านเดียวกัน อาจบอกราคาตั้งต่างกันก็ได้
(เค้ามองหน้าเราเอา ว่าหน้าแบบนี้ควรจะบอกราคาตั้งเท่าไหร่) เสร็จแล้วเค้าก็จะให้เราเสนอราคาของเรา
ข้อควรระวังก็คือ ถ้าเสนอราคาใดไปแล้ว เราจะไม่ได้ราคาต่ำกว่าที่เราเสนอครั้งแรกแน่ๆ
ดังนั้น ระวังเรื่องราคาแรกให้ดีครับ กดๆ ราคาไปก่อน ไม่ต้องไปสงสารเค้า (เพราะเค้าก็ไม่สงสารเราเหมือนกัน)

ส่วนใหญ่ทุกคนถ้าไปครั้งแรกๆ ก็จะเกิดอาการรู้สึกว่าทำไมเราโง่อย่างนี้หนอ ไปยอมได้ยังไง
หรือเสนอราคาแบบนั้นไปได้ยังไง แต่คนไทยเราเก่งครับ ช๊อปไม่กี่ครั้งก็พัฒนา
เป็นเรื่องปกติที่เราจะสามารถซื้อของที่บอกราคาตั้งมา 500 หยวน ได้ในราคา 50 หยวน
(ลด 90% ทั้งนี้ขึ้นกับสินค้าด้วย) ส่วนใหญ่ ถ้าเค้าไม่ให้เรา เราก็เดินหนีครับ ถ้ามันขายได้ เค้าก็วิ่งมาตามเอง
แต่ถ้าเราต่อเว่อร์ๆ ก็โดนด่าได้เหมือนกัน แถมบางทีโดนด่าไม่พอ เดินมาผลักเราก็มีครับ
.

6. ช๊อปครีมไข่มุก

ที่นี่ก็เป็นสถานที่สำคัญกับสาวๆ อีกแล้วครับ เพราะที่นี่ขายครีมไข่มุก ซึ่งเป็นครีมบำรุงผิว
ในขณะที่พวกเราผู้ชาย ก็พอจะมีเครื่องประดับจากผลิตภัณฑ์ไข่มุกให้เราดูบ้าง
แต่ราคาแพงมากๆ ครับ

วิธีการก็จะคล้ายๆ กับบริษัทที่ขายยาบัวหิมะ คือ จะมีคนมาอธิบายสินค้าให้เราฟัง (เป็นภาษาไทย)
ว่าครีมไข่มุกดียังไง ไข่มุกเลี้ยง กับ ไข่มุกธรรมชาติต่างกันยังไง
ซึ่งพวกเราก็สนใจกันดีครับ มีแต่ผมนี่แหละมั๊ง ที่รู้สึกแย่สุดๆ
เพราะกว่าจะได้ครีมไข่มุกมาเนี่ย เราต้องฆ่าหอยมุกก่อน
ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าต้องสวยแบบที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตของสิ่งมีชีวิตอื่น ผมยอมไม่สวยดีกว่า
ไม่ก็ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอื่นๆ ก็ได้

เจ้าหน้าที่อธิบายสินค้า เป็นคนไทยซะด้วย

เจ้าหน้าที่อธิบายสินค้า เป็นคนไทยซะด้วย

เค้ายังพาเราเล่นเกมส์ ทายว่าในหอยตัวที่เค้าหยิบขึ้นมามีไข่มุกกี่เม็ด
พวกเราก็ทายกันเล่นสนุกสนาน เพราะคนที่ทายถูกจะได้รางวัล เป็นแหวนประดับมุก
พอทายเสร็จ เค้าก็เอามีดเสียบเข้าไปในหอย ฆ่าหอยตัวนั้นแบบสดๆ ต่อหน้าเรา
แล้วก็ง้างออกมาดู ว่ามีไข่มุกกี่เม็ด พวกเราก็สนุกสนานกัน ผมเห็นแล้วก็สลดสังเวชจัง

เอ้า มาดูกันซี ว่าหอยตัวนี้มีมุขกี่เม็ด

เอ้า มาดูกันซี ว่าหอยตัวนี้มีมุขกี่เม็ด T_T (เศร้าจัง)

สรุปแล้ว เข้าไปที่นี่ ผมไม่ได้อะไรเลย นอกจากความสะเทือนใจส่วนตัว
แต่โลกเราก็คงเป็นแบบนี้ เราเปลี่ยนมันให้เป็นแบบที่เราอยากไม่ได้ สู้ทำใจวางเฉยให้ได้ดีกว่าครับ
.

7. วัดจี้กง

ตอนนี้ เราออกจากเซี่ยงไฮ้มาแล้วนะครับ เพราะวัดจี้กงนั้น ตั้งอยู่ที่เมือง หางโจว
พระจี้กง เป็นพระที่คนจีนให้ความเคารพนับถือ เพราะท่านออกแนว ช่วยคนจน (เอามาจากคนรวย)
ส่วนตัวแล้ว ผมเฉยๆ กับท่าน คือไม่ได้ศรัทธาเท่าไหร่ แต่อันนี้ก็ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลครับ
หากท่านใดไม่เห็นด้วยกับผม ผมก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วย คิดซะว่า เป็นความเห็นที่แตกต่างนะครับ
หรือจะอ่านข้ามๆ ไปเลย ไม่ต้องอ่านข้อความด้านล่างนี้ก็ได้ครับ

สาเหตุก็เพราะ หากท่านเป็นพระในพุทธศาสนาจริงๆ ก็ควรยึดมั่นในพระธรรมวินัยที่บัญญัติไว้ดีแล้ว
และเป็นพระธรรมวินัยที่มีเหตุผล ไม่ได้บัญญัติขึ้นอย่างงมงาย แต่อย่างใด
แต่ท่านก็ละเมิดแต่ข้อรุนแรงๆ ทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น ท่านกินเนื้อสุนัข และ กินเหล้า
เหล้านั้นชัดอยู่แล้ว ว่ามีโทษ แม้กับฆราวาส ก็ยังถือว่า เป็นเครื่องที่ทำให้จิตใจลงต่ำ ทำให้ก่อกรรมอื่นได้ง่าย
ส่วนเนื้อสุนัข ก็เป็นเนื้อที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่า สงฆ์ไม่ควรฉัน เพราะเป็นเนื้อที่ชาวบ้านอาจมองว่าสกปรก น่าเกลียด
การที่พระสงฆ์ฉันเนื้อสุนัข ก็อาจทำให้ชาวบ้านเสื่อมศรัทธาในศาสนา พลอยทำให้ชาวบ้านเสียโอกาสในการพัฒนาตัวเอง
และก็จะทำให้ศาสนาพุทธมีอายุสั้นลงด้วย

ยังไงซะเข้าไปที่วัดนี่ เราก็มีโอกาสได้นมัสการพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าอยู่บ้าง
และสภาพวัดก็ค่อนข้างเงียบสงบดีครับ (วัดในจีนนั้น เวลาเราเข้าไปชม ต้องเสียเงินค่าตั๋วด้วยครับ)

ชอบรูปนี้มากเลย

ชอบรูปนี้มากเลย ถ่ายรูปหมู่ที่หน้าวัดจี้กงครับ

8. ทะเลสาบซีหู

ทะเลสาบซีหูนั้น มีเนื้อที่ประมาณ 6.4 ตารางกิโลเมตร (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) หากเปรียบเทียบกับทะเลสาบอื่นๆ
อาจจะไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ก็ต้องถือว่า ทะเลสาบซีหู เป็นทะเลสาบที่สวยงามมากครับ
มีธรรมชาติ มีต้นไม้ มีความเงียบสงบ และเป็นสถานที่ที่มีตำนานเรื่อง นางพยาผมขาว
ซึ่งครั้งหนึ่งเอยอาละวาด ใช้ฤทธิ์ ทำให้เกิดน้ำท่วมในเมือง จนในที่สุดก็ถูกสะกดไว้ในเจดีย์
ตอนนี้เจดีย์ก็ยังอยู่ครับ (แต่เป็นเจดีย์องค์ใหม่ ที่สร้างครอบเจดีย์เก่า ที่เสื่อมโทรมไปตามเวลา)

ขอถ่ายเดี่ยวรูปนึงนะครับ

ขอถ่ายเดี่ยวรูปนึงนะครับ อันนี้บรรยากาศริมทะเลสาบก่อนขึ้นเรือครับ (ข้างหลังจะเห็นเจดีย์อยู่ลางๆ)

ที่นี่เราได้ถ่ายรูปบริเวณรอบๆ (ที่ถ่ายรูปเยอะมากๆ) แล้วก็ได้ล่องเรือเป็นเวลาประมาณ 20 นาที
บรรยากาศจะดีมากๆ ถ้าไม่มีคนจีน สูบบุหรี่อยู่บนเรือตลอดเวลา ทำเอาไม่ได้กลิ่นธรรมชาติไปเลยครับ

บรรยากาศบนเรือ

บรรยากาศบนเรือ หมอกลงเยอะมากครับ นั่งกันไป สูดกลิ่นบุหรี่กันไป

9. ไร่ชาเขียว หลงจิ่งฉา

ชาเขียว “หลงจิ่ง” นั้น ถือเป็นชาชั้นยอดของจีน ส่วนจะยอดยังไงนั้น ผมก็ยากจะบอกครับ
เพราะปกติ ไม่ใช่คนที่ดื่มชาเยอะ แต่รู้ว่า ดื่มชาหลงจิ่งแล้วชุ่มคอ และเวลาไปบริษัทต่างๆ
เค้าก็มักจะชงชาหลงจิ่งต้อนรับเรา

ที่นี่ก็จะคล้ายกับ บริษัทขายบัวหิมะ แล้วก็ ครีมไข่มุกครับ คือลักษณะเวลาเราเข้าไป
เค้าก็จะมาให้ความรู้เราก่อน แต่อันนี้ เค้าไม่ได้บังคับซื้ออะไรครับ ส่วนใหญ่พวกเราซื้อด้วยความเต็มใจ
เพราะชาเค้ามันอร่อยจริงๆ

สาธิตผลิตภัณฑ์ชา

เจ้าหน้าที่กำลังชงชาหลงจิ่งให้พวกเราทานครับ

ใบชาหลงจิ่ง เกรด A

ใบชาหลงจิ่ง เกรด A

ชงในน้ำร้อน น่าทานครับ

ชงในน้ำร้อน น่าทานครับ ใบชาจะดูมีน้ำหนักขึ้นมา จากตอนแรกเป็นใบแห้งๆ และเราสามารถทานใบชาได้เลยครับ

สำหรับชาที่นี่นั้นสนนราคา ก็จะแบ่งตามเกรดนะครับ กระปุกหนึ่งประมาณ 125 mg
ถ้าเป็นเกรด B ก็ 200 หยวน (1000 บาท), เกรด A ก็ 300 หยวน (1500 บาท)
และยังมีเกรดฮ่องเต้ 400 หยวน (2000 บาท) ซึ่งเกรดฮ่องเต้นี้เอง เป็นใบชาเกรดที่รัฐบาลจีน
เคยถวายให้กับสมเด็จพระเทพฯ ตอนที่ท่านเสด็จมาที่ไร่ชาแห่งนี้ครับ

นอกจากการได้ชิมชาและซื้อชาแล้ว ที่นี่ก็ยังมีของพวก Souvenir ให้เราซื้อเยอะครับ
แต่ราคาบางอย่าง ผมว่าผมซื้อตลาดก๊อปปี้ได้ถูกกว่า (แต่คุณภาพอาจจะไม่สู้)
นอกจากนั้น ก็ยังมีกระปุกใส่ชาเปล่าๆ ขายด้วย เผื่อว่า เราจะแบ่งชาจากกระปุกใหญ่
มาเป็นกระปุกเล็กๆ เอาไว้เป็นของฝาก นอกจากนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือที่ถ่ายรูปครับ
สงสัยเค้ารู้ว่า คนไทยเราชอบถ่ายรูปมาก ที่นี่เค้าจัดมุมถ่ายรูปไว้เยอะมาก รวมทั้งเราสามารถไปถ่ายบนไร่ชา
ซึ่งอยู่บนภูเขา มองเห็นออกไปได้สุดลูกหูลูกตาเลยครับ (ทั้งภูเขา ปลูกชาหลงจิ่งอย่างเดียว)

ไร่ชาหลงจิ่งบนภูเขา

ไร่ชาหลงจิ่งบนภูเขา

มุมถ่ายรูปอีกมุมหนึ่งที่ทางไร่ชาจัดไว้ให้ครับ

มุมถ่ายรูปอีกมุมหนึ่งที่ทางไร่ชาจัดไว้ให้ครับ

10. โชว์ Romance of Song ณ เมืองหางโจว

ยังประทับใจไม่หายกับโชว์ Era Intersection of Time ที่เซี่ยงไฮ้
พอมาถึงหางโจว เราก็ได้ดูโชว์อีกโชว์นึง ชื่อว่า The Romance of Song (ราชวงศ์ซ่ง)
ซึ่งเป็นโชว์ที่ต่างออกไป เพราะโชว์นี้ จะเน้นเรื่องของศิลปะ ความอ่อนช้อย แนวๆ โชว์วัฒนธรรม
ตอนแรกนั้น ผมคิดว่า ต้องน่าเบื่อแน่ๆ คงจะเป็นการมาดูการฟ้อนรำแบบจีนๆ ง่วงๆ
แต่แล้วก็ผิดคาดอีกแล้วครับ โชว์ของที่นี่ ทำเอา Era ดูธรรมดาไปเลย (แล้วแต่คนชอบด้วยนะ)

โชว์ของที่นี่ จะเป็นเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหางโจว เช่นเรื่องเกี่ยวกับฮีโร่ในสงคราม
เรื่องการเฉลิมฉลองวันเกิดของฮ่องเต้ เรื่องนางพญางูขาว-งูเขียว สิ่งที่ประทับใจผมมากคือ
องค์ประกอบโดยรวมดีมาก ฉากอลังการ แสง สี เสียง ม่านน้ำ ฝนตก (ที่นั่งผู้ชมเคลื่อนไหวได้ด้วย)
ดารา ผู้ชาย เข้มแข็ง ผู้หญิง สวย อ่อนช้อย ยิ้มหวาน ตาหวาน
(เล่นเอาหนุ่มๆ ในคณะเรา รวมทั้งผมด้วย ตาค้างไปตามๆ กัน)

พวกเราก็พยายามถ่ายรูปนะครับ ผมก็จะเอารูปมาแปะให้ดู แต่ขอบอกว่า รูปดูไม่ดีเท่าตัวจริงครับ

นั่งกันแถวสองเลยครับ VIP

นั่งกันแถวสองเลยครับ VIP

คนดูเยอะมากครับ ที่นี่วันนึงแสดง 4 รอบ

คนดูเยอะมากครับ ที่นี่วันนึงแสดง 4 รอบ

สาวสวยเมืองหางโจว

สาวสวยเมืองหางโจว

สาวสวยเมืองหางโจว (2)

สาวสวยเมืองหางโจว (2)

สาวไร่ชาเขียวหลงจิ่ง

สาวไร่ชาเขียวหลงจิ่ง

แม้แต่วัฒนธรรมไทย ก็มีแสดงที่นี่

แม้แต่วัฒนธรรมไทย ก็มีแสดงที่นี่

คนนี้พี่ตากล้องถ่ายไว้เป็นพิเศษ ^_^

คนนี้พี่ตากล้องถ่ายไว้เป็นพิเศษ ^_^

ข้างนอกก็มีฉากให้ถ่ายรูปกันได้เยอะมากๆ ครับ สถานที่เค้าใหญ่มาก

ข้างนอกก็มีฉากให้ถ่ายรูปกันได้เยอะมากๆ ครับ สถานที่เค้าใหญ่มาก

11. เมืองโบราณ อู่เจิ้น

ขากลับจากหางโจว เข้าเซี่ยงไฮ้ เพื่อที่จะเดินทางกลับกรุงเทพ เราก็ได้แวะเที่ยวที่เมืองโบราณอู่เจิ้น
ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่ยังมีชีวิตอยู่ครับ คือปัจจุบันยังมีผู้คนอาศัยอยู่ และสิ่งก่อสร้างประมาณ 60%
ก็ยังคงเป็นของเก่า ที่นี่เค้ามีวิธีชีวิตอยู่กับสายน้ำ

เราได้ทั้งล่องเรือเข้าไปชม และเดินชมในเมือง เสียดายว่า รูปในเมืองนั้นผมไม่ค่อยมี
(ส่วนใหญ่มีแต่รูปคน ถ่ายกันเองเยอะมาก) เค้าเข้าใจเอาของง่ายๆ ที่เราดูเหมือนไม่มีค่าเอามาโชว์
เช่น ข้างใน มีทำเป็นพิพิธพันธ์เล็กๆ เช่น สาธิตการต้มเหล้า การย้อมผ้า พิธีแต่งงานโบราณ
ซึ่งก็ช่วยทำให้เมืองโบราณที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ดูมีเนื้อหาสาระขึ้นมา

แผนที่เมืองโบราณ

รูปพี่จากตลาดหลักทรัพย์ที่ตามไปดูแลน้องๆ แต่ที่จะให้ดูคือ แผนที่เมืองโบราณอู่เจิ้นที่อยู่หลังพี่เค้านะครับ อิอิ

ล่องเรือชมเมืองโบราณ

ล่องเรือชมเมืองโบราณ

12. รถไฟแม่เหล็กความเร็วสูง

อ้า… สุดท้ายแล้วครับ โพสนี้ยาวมากๆ แล้ว สุดท้ายก่อนที่เราจะกลับกรุงเทพฯ
เราก็ได้ไปนั่งรถไฟลักษณะหัวกระสุนขับเคลื่อนด้วยสนามแม่เหล็ก ซึ่งมีความเร็วสูงสุดถึง
430 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยรถไฟเที่ยวนี้จะนำผู้โดยสารจากตัวเมืองเซี่ยงไฮ้
ไปยังสนามบินนานาชาติผู่ตง โดยใช้เวลาเดินทางเพียง 7 นาที (หากขับรถใช้เวลา 30 นาทีขึ้นไป)

พี่ๆ หลายคนวิเคราะห์ว่า ความจริงที่จีนสร้างรถไฟเที่ยวนี้ เพียงเพื่อจะแสดงศักยภาพ
ว่าตนก็สามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงได้เช่นกัน เพราะระยะทางที่วิ่งในปัจจุบัน
สั้นเกินความจำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วสูงขนาดนั้น แต่ในอนาคตจีนมีแนวโน้มที่จะขยายเส้นทางวิ่ง
ไปยังปักกิ่งเลยทีเดียวครับ ซึ่งลองถ้าเค้าคิดจะทำ เค้าทำได้แน่ และเร็วมากด้วย

ด้านหน้ารถไฟแม่เหล็ก

ด้านหน้ารถไฟแม่เหล็ก

บรรยากาศบนรถไฟ

บรรยากาศบนรถไฟ

มีความเร็วแสดงให้ดูด้วย ว้าวๆ... ตอนนี้วิ่งที่ความเร็วสูงสุดแล้ว

มีความเร็วแสดงให้ดูด้วย ว้าวๆ... ตอนนี้วิ่งที่ความเร็วสูงสุดแล้ว (ขอยืมพี่มาเป็นพรีเซนเตอร์อีกทีนะครับ)

สำหรับรถไฟเที่ยวนี้ ใน 7 นาที เราจะวิ่งที่ความเร็วสูงสุดประมาณ 2 นาทีเท่านั้นครับ
เพราะช่วงแรก คือช่วงเร่งความเร็วขึ้นมาก็กินเวลาส่วนนึง พอเร่งได้ที่ ก็จะถึงที่หมายซะแล้ว
เลยต้องลดความเร็วลง ซึ่งในการเดินทางเที่ยวหนึ่งนั้น มีค่าใช้จ่าย 50 หยวน (250 บาท) ครับ
พวกเราคนไทย ขึ้นไปก็ตื่นเต้น แตกตื่นกันใหญ่ ในขณะที่คนอื่นเค้านั่งกันเงียบๆ
ถึงขั้นว่า มีฝรั่งเอากล้องมาถ่ายพวกเราเลยทีเดียว เค้าคงงงว่าไอ้พวกนี้มันเป็นอะไรกัน ถ่ายเก็บไว้ดีกว่า
.

สรุป (ซะที)

โอ้โห… โพสนี้เป็นโพสที่ยาวมากๆ เลยครับ น่าจะยาวที่สุดตั้งแต่ที่เคยเขียนมาแล้วมั๊ง อิอิ รูปมันเยอะครับ
ผมขอมาสรุปเกร็ดอะไรส่งท้ายตรงนี้หน่อยนะครับ อย่างแรกคือ ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมเขียนมาทั้งหมด
เชื่อมั๊ยครับ ว่าบางแห่ง รัฐบาลจีน บังคับเลย ว่าถ้านักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นกรุ๊ปทัวร์ จะต้องไปเที่ยวที่นั่น
ดังนั้น คณะทัวร์ต่างๆ เวลามาเที่ยวจีน จึงมักจะได้เที่ยวสถานที่คล้ายๆ กัน (ส่วนใหญ่เป็นที่ที่ขายของ)

เท่าที่ทราบมา จะมีสถานที่ 5 แห่งที่ทางการจีนบังคับ แต่ในที่นี้ เนื่องจากเราต้องดูงานด้วย
ทางบริษัททัวร์เลยขออลุ่มอล่วยเหลือเพียง 4 แห่ง ซึ่งที่ผมจำได้ก็คือ ร้านบัวหิมะ ร้านครีมไข่มุก ไร่ชาเขียว
ซึ่งร้านเหล่านี้ รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของครับ หากทัวร์ใดทำตามเงื่อนไข ก็จะได้รับเงินสนับสนุน

อีกเรื่องหนึ่งคือ ที่นี่เค้ามีการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ
หลายๆ แห่ง เดิมมันไม่ได้เป็นจุดสำคัญอะไร เค้าก็สร้างขึ้นมาให้เป็นจุดสำคัญ จัดโชว์เข้าไป
สร้างใหม่ขึ้นมา ผมคิดว่าเราน่าจะเอามาเป็นตัวอย่างได้ เพราะลำพังถ้าเราจะพึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเดิม
ซึ่งมีแต่จะทรุดโทรมลงทุกที การสร้างสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นใหม่เลย ก็น่าจะเป็นทางเลือกนึง สำหรับประเทศไทยเรา
อย่างการแสดงโชว์ต่างๆ บ้านเราก็ยังไม่มีหลากหลาย และอลังการเท่าเค้า
ผมคิดเล่นๆ ว่าอย่างเช่นอยุธยาเนี่ย เรามี historical site เยอะมาก น่าจะลองทำโชว์แบบอลังการๆ
แสดงให้เห็นว่าอดีตเรารุ่งเรืองยังไง มีสงครามยังไง เอาให้เป็นโชว์ที่เรียกว่า
ถ้ามาถึงอยุธยาแล้วไม่ได้ดู ถือว่ายังมาไม่ถึงไปเลยก็น่าจะดีนะครับ

====================================================================

เอาล่ะครับ ตอนนี้ผมเหนื่อยมากๆ เลย เขียนโพสนี้มา 3 ชั่วโมงแล้ว
เอาเป็นว่าเรามาเจอกันใหม่ในตอนหน้าเลยนะครับ สำหรับตอนหน้า เราจะเข้าเรื่องงานเรื่องการกันแล้ว
หวังว่าจะยังติดตามอ่านกันนะครับพ้ม บายๆ ครับ

Shanghai Study Trip ตอนที่ 1 : สังคม และ วัฒนธรรม

กลับมารายงานตัวแล้วครับผม หลังจากหายไปสัมผัสลมหนาว ณ ประเทศจีนเป็นเวลา 1 สัปดาห์
ในทริปการศึกษาดูงานด้าน Finance ณ มหานครเซี่ยงไฮ้
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรางวัล ที่ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน Young Financial Star Competition ได้รับ
ซึ่งอย่างที่ผมได้เคยรับปากไว้ครับ ว่าไปเจออะไรมา จะเอามาเล่าให้กันฟังในบล๊อคนี้

การเล่าของผมในครั้งนี้ คงจะเป็นการเล่าแบบง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าให้เพื่อนฟังนะครับ
ข้อมูลต่างๆ ต้องออกตัวก่อนว่า เป็นเพียงความเห็นของผม ซึ่งอยู่ในฐานะนักท่องเที่ยวคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้น ข้อมูลต่างๆ จึงอาจไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมสังเกตเห็นได้ชัด
ผมวางแผนว่า คงจะแบ่งเขียนเรื่องราวการไปดูงานครั้งนี้ออกเป็น 4 ตอน คือ

  • ตอนที่ 1 : สังคม และ วัฒนธรรม
  • ตอนที่ 2 : สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ
  • ตอนที่ 3 : Financial Planning และ Investor Education ในประเทศจีน
  • ตอนที่ 4 : อุตสาหกรรม Life Insurance ในประเทศจีน

พร้อมๆ กันนั้นก็จะพยายามลงรูปภาพที่เกี่ยวข้อง ให้ทุกๆ คนได้เห็นภาพไปด้วย
ว่าสิ่งที่คณะผู้ชนะเลิศในโครงการ YFS 2008 ไปทำอะไร และได้เรียนรู้อะไรกันมา
ผมจะพยายามถ่ายทอดให้ดีที่สุด และขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทาง (อ่าน) ด้วยกันครับ
(ต้องบอกไว้ก่อน ว่าจะค่อนข้างยาวนิดนึงนะครับ)
.

ออกเดินทางกันเลย : ภาพรวมการเดินทาง

กำหนดการเบื้องต้นในการเดินทางครั้งนี้ของพวกเรา คือออกเดินทางในเช้าวันที่ 8 พ.ย. 52
และเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในคืนวันที่ 13 พ.ย. 52 ซึ่งเดินทางโดยสายการบินไทย ทั้งขาไปขากลับ
สมาชิกที่ร่วมเดินทางไปทั้งสิ้นประมาณ 17-19 คน (ผมจำตัวเลขแน่นอนไม่ได้ครับ)
ได้แก่ น้องๆ ผู้ชนะในโครงการ 7 คน, สต๊าฟจาก TSI (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) 2 คน
สต๊าฟจากเมืองไทยประกันชีวิต 2-3 คน, พี่ๆ สื่อมวลชน สายเศรษฐกิจ 4-5 คน, พี่ๆ จากบริษัททัวร์ 2 คน
และเรายังมีไกด์ท้องถิ่นชาวจีนซึ่งพูดไทยได้และเป็นผู้ชายที่น่ารักมากๆ รอดูแลเราที่ประเทศจีน อีก 1 คนครับ
.

ผู้ชนะในการแข่งขัน YFS2008

ผมและน้องๆ ผู้ชนะในโครงการ YFS2008 ดูงาน ณ เซี่ยงไฮ้ 8-13 พ.ย. 52

การเดินทางครั้งนี้ ถือว่าเน้นการดูงานค่อนข้างหนัก คือต้องไปดูงานองค์กรต่างๆ ถึง 5 องค์กร
ในเวลาเพียงแค่ 3 วัน (อีก 2 วันที่เหลือ เป็นการท่องเที่ยว) ทำเอาเราเหนื่อยกันมากๆ ครับ
แต่ละวันกว่าจะกลับถึงโรงแรมที่พัก ก็ประมาณ 3-4 ทุ่ม และต้องตื่นประมาณ ตี 5 ครึ่ง ทุกวัน
เพราะเมืองเซี่ยงไฮ้รถติดมากๆ ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้เล่าต่อไปนะครับ ว่าสภาพจราจรเป็นยังไง

ในด้านการท่องเที่ยวนั้น เราได้ไปเที่ยวสถานที่ ที่ถือว่าเป็นแม่เหล็ก ถือว่าเป็นจุดสำคัญ
ที่นักท่องเที่ยวต้องไปหลายแห่ง ก็มีบ้างที่รู้สึก ผิดหวัง แต่ก็มีสถานที่ที่รู้สึก impress มากๆ เช่นกันครับ
นอกจากตัวเมืองเซี่ยงไฮ้แล้ว เราก็ยังมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่เมือง “หางโจว”
ซึ่งห่างออกไปจากเซี่ยงไฮ้เมื่อเดินทางด้วยรถ ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง
ซึ่งผมค่อนข้างประทับใจกับหางโจวมากกว่าเซี่ยงไฮ้มาก เพราะเป็นเมืองที่ใหญ่
แต่ยังไม่วุ่นวาย และยังมีต้นไม้ ป่าเขา มีธรรมชาติ อยู่มาก ครับ
.

เซี่ยงไฮ้ และประเทศจีนในมุมมองของผม

มหานครเซี่ยงไฮ้
เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ใหญ่มากๆ สมกับที่เรียกว่า “มหานคร” จริงๆ
พื้นที่โดยคร่าวๆ ใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ประมาณ 3 เท่าตัว และแน่นอนครับ ประชากรเยอะกว่ามากๆ
ใครมาถึงเซี่ยงไฮ้สิ่งที่จะสังเกตเห็นได้เป็นอย่างแรก ก็คือ ตึกสูง หรือ Sky Scrapper จำนวนเยอะมาก
ซึ่งก็ทำเอาคณะของเรา ตื่นตาตื่นใจ ถ่ายรูปกันใหญ่ แต่เมื่ออยู่ไปหลายๆ วัน
ผมเองกลับรู้สึกค่อนข้างเบื่อครับ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ตึก ไอ้ที่เคยตื่นเต้น ก็กลายเป็นเฉยๆ ไป
.

บ้านและที่อยู่อาศัย
ที่อยู่อาศัยในเซี่ยงไฮ้ ส่วนใหญ่ จะเป็น “คอนโด” ครับ สำหรับใครที่เคยคิดว่า
กรุงเทพเรามีคอนโดผุดขึ้นเยอะเหลือเกิน ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี่ ผมต้องบอกเลยครับ
ว่าเทียบไม่ได้ถึงเสี้ยวของคอนโดในเซี่ยงไฮ้ มองไปตามข้างทางเราจะเห็นตึกที่มีหน้าตาคล้ายๆ กัน
จำนวนเยอะมาก ราวกับว่าใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิค ตัดต่อให้เห็นภาพตึกจำนวนมากจนสุดตายตา แต่มันคือของจริงครับ
.

คอนโดชานเมือง

คอนโดแถวๆ ชานเมือง (หาภาพคอนโดในเมืองไม่เจอครับ)

คอนโดที่นี่ราคาแพงมาก อย่างถูกก็ตารางเมตรละถึงประมาณ 1 แสนบาทไทย เป็นอย่างต่ำ
ในขณะที่รายได้ของชาวเมืองเซี่ยงไฮ้ ในระดับทั่วไป ก็ไม่ได้สูงมาก
(เท่าที่ถามจากไกด์ ก็ประมาณ 15000-20000 บาทไทย ต่อเดือน สำหรับเงินเดือนเริ่มต้นของงานทั่วไป)
.

ผู้คน
ผู้คนในเซี่ยงไฮ้นั้น ก็มีหลากหลายครับ ส่วนหนึ่งที่ผมได้พบ (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) ก็คือคนที่ทำงาน
ในระดับบริหาร ก็ไม่แตกต่างอะไรกับผู้บริหารคนไทย คือสุภาพ ดูเป็นกันเอง เรียกว่าเป็นสากล
แต่ผู้คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่แบบนั้นครับ เรายังสามารถเห็น อาเฮีย อาเจ็ก อาแปะ อาม่า
ซึ่งยังคงรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไว้ โดยมีสิ่งที่สังเกตได้เช่น

  • ไม่สุภาพ พูดจาเสียงดัง โวยวาย
  • ลัดคิว เวลาเข้าแถว เป็นประจำ (อย่างน่าเกลียด)
  • ขับรถปาดไปมา (ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่นี่)
  • ขากเสลดได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างไม่สนใจคนอื่น (ผมเกือบหลบไม่ทัน)
  • สูบบุหรี่ทุกที่ ทุกเวลา (คนที่นี่ 90% ขึ้นไป สูบบุหรี่ครับ)

ซึ่งพี่ไกด์ชาวจีนก็บอกว่า ต้องยอมรับ ว่านี่เป็นสิ่งหนึ่งที่คนจีนส่วนใหญ่ยังเป็นอยู่
แต่ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อยๆ

สิ่งที่ผมเห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนจีนที่อยู่ในวัยทำงาน จะเป็นคนที่เดินเร็วมากๆ ครับ
ขนาดว่าผมเป็นคนที่เดินเร็วแล้ว ก็ยังเดินตามเค้าไม่ทัน และทุกคนจะเดินแบบไม่สนใจใคร
คือเดินดุ่ยๆ ตรงอย่างเดียว นอกจากนั้น คนที่นี่ส่วนใหญ่ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้
และก็ไม่ยอมพูดยิ่งกว่าคนไทยซะอีกครับ เรียกได้ว่า ถ้ามีใครมาเที่ยวแบบ backpack
แล้วพูดภาษาจีนไม่ได้ โอกาสจะเที่ยวได้สนุกมีน้อยครับ เพราะถามทางพื้นฐาน ก็ยังทำได้ยากเลย
.

สภาพจราจร
ในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้นั้น บอกได้เลยครับ ว่ารถติดสุดๆ ขนาดที่กรุงเทพยังอาย
ทุกวันที่เดินทาง รถของเราจะขึ้นทางด่วนเสมอ ผมก็สงสัยเหลือเกิน ว่ามันด่วนตรงไหน
ในเมื่อต้องขึ้นไปติดแหงก อยู่บนนั้น การจะเดินทางในตัวเมือง จากโรงแรม ไปยังสถานที่ดูงาน
ซึ่งอยู่ในเมืองเดียวกัน เราต้องออกตั้งแต่ 7 โมงกว่า เพื่อจะไปดูงานทันตอน 9 โมง

รัฐบาลเองก็มีความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ แต่ก็ยังคงแก้ไม่ได้ วิธีการแก้ปัญหาของเค้าก็เช่น

  • ห้ามรถทะเบียนต่างจังหวัดขึ้นทางด่วน
  • จำกัดจำนวนรถที่คนจะเป็นเจ้าของได้ (โดยใช้มาตรการทางภาษี)
  • ใช้ระบบทะเบียนเลขคู่ เลขคี่ ว่าวันไหน ทะเบียนเลขใดสามารถขึ้นใช้ทางด่วนได้

แต่นอกจากสิ่งที่ดูจะเป็นเรื่องไม่ดีแล้ว เรื่องดีก็มีเหมือนกันครับ
คือที่นี่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุที่ต่ำ เรื่องตัวเลขนั้น ผมไม่รู้แน่นอน แต่หากดูด้วยสายตา
ทุกคนขับรถกันน่าหวาดเสียว แต่ผมแทบไม่เห็นอุบัติเหตุเลย ตลอด 4-5 วันในเซี่ยงไฮ้

นอกจากนั้น ในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ เราจะเห็นตำรวจจราจรน้อยมากครับ
เพราะถนนแทบทุกสาย แยกทุกๆ แยก จะติดกล้องวงจรปิด จำนวนมาก (ย้ำว่ามากจริงๆ)
ทำหน้าที่ตรวจจับการผิดจราจรต่างๆ ซึ่งผู้ที่กระทำผิดก็จะถูกสั่งปรับโดยอัตโนมัติ
เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดจำนวนคนที่ต้องใช้ในการควบคุมสภาพการจราจร

รถยนต์ที่วิ่งในท้องถนนส่วนใหญ่ จะเป็นรถยุโรป และรถยี่ห้อจีน สัดส่วนของรถญี่ปุ่นจะมีน้อยมากครับ
รถยุโรปส่วนใหญ่ก็จะเป็นรถยี่ห้อ Volkswagen เพราะมีโรงงานผลิตในจีน ราคาเลยถูก และอะไหล่หาง่าย
ที่นี่รถแท็กซี่ก็เป็น Volkswagen ครับ

อ้อ อีกเรื่องที่ลืมไปไม่ได้คือ ที่เซี่ยงไฮ้ นี่ที่จอดรถหายากมากครับ
การซื้อรถที่นี่ ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ปัญหาคือ จะจอดที่ไหน เพราะที่จอดรถ เราก็ต้องซื้อครับ
ที่สำคัญซื้อได้แค่สิทธิ์ เป็นเวลา 70 ปีเท่านั้น (ในจีนนั้น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ
เราจะได้แค่สิทธิ์ครอบครองเป็นเวลา 70 ปี จากนั้นก็ต้องคืนสิทธิ์ให้รัฐบาล)
ผมจำราคาที่จอดรถไม่ได้แน่นอน แต่จำได้คร่าวๆ ว่า ราคาแพงกว่ารถบางรุ่นก็แล้วกันครับ
ส่วนใครที่คิดว่า จะไปแวะจอดตามห้างต่างๆ ทุกที่ก็จะเสียตังค์ค่าจอดในอัตราที่แพงทั้งหมดครับ

นอกจากการจราจรโดยรถยนต์แล้ว ที่เซี่ยงไฮ้ก็จะมีรถไฟฟ้าใต้ดินจำนวนหลายๆ สายมากครับ
ที่นี่ เค้าจะไม่เรียกว่าสายสีอะไร แต่จะเรียกเป็นเบอร์แทน ถ้าผมจำไม่ผิด ปัจจุบันก็มีประมาณ 8-9 สาย
ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ แล้วก็แน่นอนครับ ไม่มีอาคารจอดรถให้เหมือนบ้านเรา
.

สภาพอากาศ
ณ ตอนที่คณะของเราไป เป็นช่วงที่จะเปลี่ยนฤดูพอดี คือกำลังจะเข้าสู่ ฤดูหนาวครับ
วันแรกที่ไปถึง ต้องยอมรับว่าอากาศร้อนผิดคาด คือ อุณหภูมิประมาณ 25-27 องศา
ต่างคนต่างผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะหอบเสื้อกันหนาวกันมาเต็มพิกัด

แต่เพียงชั่วเวลาไม่กี่วัน อุณหภูมิก็ลดลงถึง 4-7 องศาได้ ซึ่งถือว่าเป็นฤดูหนาวอย่างเต็มที่
เท่าที่ฟังจากพี่ไกด์ เห็นว่าอีก 2-3 วัน หิมะก็น่าจะเริ่มตกลงมาแล้ว (เสียดายว่าไม่ได้อยู่ชม)

พูดเรื่องการเปลี่ยนฤดูแล้วที่นี่มีเรื่องตลกๆ บางอย่าง ที่เราอาจจะคาดไม่ถึงครับ
ก็คือ รัฐบาลมีกฏหมาย ห้ามไม่ให้โรงแรม และสถานที่ต่างๆ เปิดแอร์ ในช่วงฤดูหนาว
ถ้าเปิดได้ก็คือ จะมีแค่ลมออกมา ส่งผลให้ 2 วันแรกที่ไป ในโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ
จะค่อนข้างร้อนครับ แต่ถึงจะร้อนยังไง ก็เปิดแอร์ไม่ได้ ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารท่านนึงที่นั่น
เค้าบอกว่า ช่วงนี้เป็น Funny Period ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน เพราะหลังจากนั้น
อากาศก็จะหนาว จนไม่มีใครอยากเปิดแอร์อีกต่อไป

สิ่งที่น่าชื่นชมในเรื่องอากาศเนี่ย ก็คือ คนที่นี่ ถ้าอากาศไม่ร้อนมาก เค้าก็จะขับรถเปิดกระจกกัน
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเปิดแอร์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นรถส่วนใหญ่เปิดกระจกขับรถกัน
.

ร้านสะดวกซื้อ
หัวข้อนี้ ผมคงอธิบายถึงการค้าขายที่เห็นตามรายทางนะครับ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองเป็นตึกสูง
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ ร้านสะดวกซื้อ ในเซี่ยงไฮ้ จะมีแบรนด์ที่เห็นบ่อยๆ ประมาณ 3 แบรนด์
ที่เห็นบ่อยที่สุดคือ Family Mart และรองลงไปคือ 7-11 และร้าน KEDI นอกจากนั้นก็ยังมีร้านเล็กๆ อยู่ทั่วไป
ร้านสะดวกซื้อที่นี่ ขนาดจะไม่ใหญ่มากนัก แล้วก็ไม่ได้มีของมากมายเหมือนบ้านเรา
ไม่ได้มีตู้ ATM ให้กดหน้าร้าน ความถี่ของร้านก็ค่อนข้างห่างมากครับ ไม่เหมือน 7-11 บ้านเรา

ที่สำคัญคือ ใช้ร้านสะดวกซื้อเป็นที่แตกแบ้งค์ย่อย ไม่ค่อยได้ อย่างในบ้านเรา ทุกๆ คนคงจะเคยทำกัน
เวลาเรามีแบ้งค์ 500 หรือ 1000 ก็จะเอาไปซื้อของเล็กๆ น้อยๆ ให้ได้แบ้งค์ย่อยมา
แต่ที่นี่ ผมยื่นแบ้งค์ 100 หยวนไป เค้าไม่ยอมรับเลย จะขอร้องก็ขอไม่ได้
เพราะเค้าไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลย
.

แสงสียามราตรี
เซี่ยงไฮ้ขึ้นชื่อเป็นพิเศษ เรื่องแสงสีในยามราตรี ซึ่งเป็นแสงไฟจากตึกสูงต่างๆ
ที่จะเปิดไฟทิ้งไว้ (ในหน้าหนาวก็เกิดทิ้งไว้จนถึงประมาณ 4 ทุ่ม) เพื่อให้เมืองสว่างไสว
และเป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้า ทันสมัยของเมือง ซึ่งเมืองก็มีแสงสีที่สวยงามสมคำร่ำลือจริงๆ ครับ

Shanghai at Night

เซี่ยงไฮ้ยามราตรี (ตอนนี้ยังเปิดไฟไม่ครบทุกตึกครับ)

ที่แปลกก็คือ ที่ต้องทำแบบนั้น เพราะรัฐบาลบังคับให้ทำ โดยรัฐจะช่วยออกค่าไฟในช่วงกลางคืนให้ด้วยส่วนหนึ่ง
ในขณะที่กลางวันเค้าก็จะประหยัดไฟกัน พี่ไกด์ของเราบอกว่า
ที่นี่เค้าประหยัดกลางวัน เพื่อจะมาผลาญตอนกลางคืน
ที่สำคัญคือ คนที่มาเช่าตึกเนี่ย จะต้องมีหน้าที่จ่ายค่าไฟด้วย ดังนั้น ใครไม่รวย เช่าตึกในเมืองเซี่ยงไฮ้ไม่ได้ครับ
เพราะนอกจากต้องคิดเรื่องค่าเช่าแล้ว ยังต้องคิดเผื่อค่าไฟสำหรับเปิดทิ้งไว้ตอนกลางคืนด้วย
.

อาหาร
ปกติถ้าอยู่ในไทยผมจะชอบทานอาหารจีน (สไตล์บ้านเรา) แต่พอไปถึงประเทศจีนจริงๆ
ส่วนใหญ่จะกินไม่ค่อยลงครับ เพราะอาหารเค้าจะค่อนข้าง จืด และ มัน มากๆ
รสชาดก็ไม่กลมกล่อมเหมือนบ้านเรา (หลายๆ อย่างที่ดูเหมือนจะอร่อย แต่ก็ผิดคาดทุกที)
อาหารทะเล ก็ไม่ค่อยจะได้ทาน กุ้งก็จะเป็นกุ้งตัวเล็กๆ ซะเป็นส่วนใหญ่

Chinese Food

ทานโต๊ะจีนทุกมื้อ แต่ไม่เคยทานหมดกันเลยครับ รสชาดสุดๆ (สังเกตว่าต้องมีหมูเส้น จากบ้านเราประกอบด้วยทุกมื้อ)

ที่เป็นอย่างนี้ พี่ไกด์บอกว่า พวกอาหารทะเลส่วนใหญ่ก็จะขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ
คนจีนจึงต้องปรับตัวเป็นคนที่กินได้ทุกอย่าง เรียกได้ว่า
อะไรที่อยู่บนฟ้า ยกเว้นเครื่องบินก็กินได้หมด
อะไรที่อยู่ในน้ำ ยกเว้นเรือดำน้ำ คนจีนก็กินได้ทั้งนั้น

อาหารจีนมื้อที่อร่อยและถูกปากพวกเรามากที่สุด เห็นจะเป็นมือที่ได้กินอาหารกวางตุ้ง
ซึ่งเป็นพวกติ่มซำ และเมนูอาหารที่คล้ายๆ กับที่หากินได้ในประเทศไทยครับ
อาหารที่.

ของหายากในเซี่ยงไฮ้
ว่ากันว่ามีของหายากอยู่ 4 อย่างในเซี่ยงไฮ้ ก็คือ ปั๊มน้ำมัน น้องหมา คนท้อง และมอเตอร์ไซค์
ซึ่งพอไปถึงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ ผมจะขออธิบายทีละอย่าง ว่ามันหายากยังไง

  • ปั๊มน้ำมัน
    ในเซี่ยงไฮ้นั้น (รวมทั้งเมืองอื่นๆ ด้วย) ปั๊มน้ำมันจะมีน้อยมากๆ ครับ
    แล้วก็มีผู้ให้บริการหลักเพียง 2 รายคือ Sinopec กับ PetroChina
    ซึ่งผมเห็นแค่ปั๊มของ Sinopec เท่านั้น โดยปั๊มน้ำมันจะมีอยู่ในเขตชานเมืองเท่านั้น
    และก็เป็นปั๊มที่เป็นปั๊มน้ำมันจริงๆ คือเน้นเติมน้ำมัน ไม่มีร้านสะดวกซื้อ
    ลักษณะจะเป็นปั๊มเล็กๆ แต่ไกด์ของเราบอกว่ามีปริมาณน้ำมันเก็บไว้เยอะมาก
    แทบไม่มีปัญหาน้ำมันขาด คนท้องถิ่นก็จะรู้ว่า จะต้องขับไปเติมน้ำมันที่ไหน
    ดังนั้น การมีปั๊มน้อยก็เลยไม่ใช่ปัญหาอะไร

    ปั๊มน้ำมัน SINOPEC

    ปั๊มน้ำมันย่านชานเมือง หน้าตาประมาณนี้ครับ

    แต่ปัญหาคือ ปั๊มน้อย ทำให้ห้องน้ำสาธารณะน้อยไปด้วย
    ดังนั้น ไปเซี่ยงไฮ้ ถ้าเลือกได้ ก็ทานแต่พอดี และดื่มน้ำน้อยๆ เพื่อความปลอดภัยครับ
    หาที่แวะไม่ได้เหมือนบ้านเรานะ

    ห้องน้ำบนทางด่วน

    ห้องน้ำบนทางด่วนจากเซี่ยงไฮ้ไปหางโจว เป็นจุดแวะเพียงจุดเดียวระหว่างการเดินทาง 4 ชั่วโมง

    .

  • น้องหมา
    ที่นี่เรามีโอกาสเห็นน้องหมาเดินอยู่ริมถนนน้อยมากครับ
    ส่วนนึงก็เพราะ คนจีน เค้ากินหมา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ เราจะไม่เห็นน้องหมาอยู่ข้างถนน
    อีกส่วนก็เพราะ ประชากรหมา ในประเทศจีน ถือเป็นสัตว์ควบคุม ที่ถ้าใครจะเลี้ยงหมา
    จะต้องลงทะเบียน และเสียเงินเป็นรายปี เพื่อที่จะเลี้ยงหมาได้ 1 ตัว
    (ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่น่าจะประมาณ 2 หมื่นบาทต่อปีครับ)
    พอเป็นอย่างงี้ เราเลยไม่ค่อยเห็นหมาจรจัด ที่เจ้าของเอามาปล่อย
    ดังนั้น ถ้าเราเห็นหมามีเจ้าของในประเทศจีน ก็พอจะ assume ได้ครับ ว่าคนคนนั้น คงจะมีฐานะพอสมควร
    .
  • คนท้อง
    ที่หาคนท้องได้ยาก ก็เพราะประเทศจีน มีกฏหมายที่จำกัดจำนวนประชากร
    ทำให้คนจีนแต่ละคน มีลูกได้จำกัด เช่นคนที่มีสถานะเป็น คนเมือง (Urban Population)
    จะมีลูกได้เพียง 1 คน ในขณะที่่คนที่มีสถานะเป็น คนชนบท (Rural Population)
    จะมีลูกได้มากกว่านั้น เพราะต้องใช้คนในการทำไร่ ทำนา
    .
  • มอเตอร์ไซค์
    ที่เราหามอเตอร์ไซค์ได้น้อย ก็เพราะในเมืองมีกฏหมายห้ามไม่ให้มอเตอร์ไซค์
    ที่ใช้น้ำมันเข้ามาวิ่ง เพราะจะเกิดมลพิษ และเป็นอันตรายต่อการจราจร ดังนั้น เราจะเห็นก็เพียงแค่
    มอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ (ลักษณะใหญ่กว่าจักรยานเล็กน้อย หรือเป็นจักรยานติดเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊ส LPG)
    ในการขับรถในเมือง จึงแทบไม่ต้องกังวลเรื่องมอเตอร์ไซค์จะมาซอกแซกไปมาทำให้เกิดอุบัติเหตุ

    มอเตอร์ไซค์ในประเทศจีน

    จักรยานและมอเตอร์ไซค์ในประเทศจีน มีเลนพิเศษของตัวเองครับ

    .

ก่อนจะกลับมา พี่ไกด์ชาวจีน ที่น่ารักของเรา ก็ยังพูดเล่นว่า ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสมาอีก
เค้าจะพาไปดู 4 ของหายากนี้พร้อมกัน คือ จะพาไปดู “คนท้องอุ้มน้องหมาขี่มอเตอร์ไซค์เข้าปั๊มน้ำมัน
ซึ่งก็เรียกเสียงหัวเราะให้กับพวกเราได้มากๆ เลยครับ

ผมคิดว่าเซี่ยงไฮ้ เป็นเมืองที่พัฒนาได้เร็วมากๆ ครับ ใช้เวลาเพียงแค่ 15 ปี
ก็สามารถสร้างเมือง สร้างตึก สร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เสร็จได้
และปัจจุบันงานก่อสร้างต่างๆ ก็ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่จะใช้ในงาน
World Expo 2010 ซึ่งเป็นงาน Expo ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีระยะเวลาจัดยาวนานกว่าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคซะอีก

ทั้งนี้ผมคิดว่าการพัฒนาที่รวดเร็วนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการมีรูปแบบการปกครองแบบสังคมนิยม
ที่รัฐมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาด โดยที่ประชาชนแทบจะไม่สามารถคัดค้านได้
อีกทั้งจีนเองก็มีทรัพยากร คน และ เงิน ในปริมาณที่มหาศาล แต่ผมกลับมีความรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า
การพัฒนาในรูปแบบนี้ เหมือนเป็นการพัฒนาที่ไม่ค่อยสมดุล
เพราะแนวโน้มการพัฒนาเหมือนกับจะใช้วัตถุนำการพัฒนา และให้คนพัฒนาตามวัตถุ
เวลาที่มองไปที่ผู้คนในเมือง ผมไม่ค่อยเห็นรอยยิ้ม ดูเหมือนทุกคนเครียดๆ ไม่เหมือนบ้านเรา

=================================================================

เอาล่ะครับ ผมว่าขอพักการเล่าเรื่องไปดูงานในตอนที่ 1 ไว้เท่านี้ก่อน ชักจะยาวมากแล้วครับ
หลายๆ เรื่อง ผมรู้สึกว่า ยังไม่ได้เขียนถึง (เพราะยังคิดไม่ออก ในขณะที่เขียนนี้ เพราะไม่ได้จดบันทึกไว้)
ในตอนต่อๆ ไป ถ้าผมนึกอะไรได้เพิ่มก็จะค่อยๆ แทรกให้ได้อ่านกันนะครับ
อีกอย่างก็คือ รูปที่ถ่ายมา มีแต่รูปคน หารูปบรรยากาศไม่ค่อยได้เลย รูปเลยจะดูน้อยๆ หน่อยนะครับ

ผมก็หวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะได้ประโยชน์ ได้เรียนรู้อะไรจากโพสนี้บ้าง
มีอะไรจะแชร์ก็แชร์ได้โดยกดที่ลิ้งค์ Leave Comment นะครับ
ขอบคุณครับ

%d bloggers like this: