คะแนนสอบ TOEFL รอบ 2 ออกแล้วครับ

.
สวัสดีครับ
คะแนนสอบ TOEFL รอบที่ 2 ที่ผมสอบไว้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 52 ออกแล้วครับ
คะแนนออกมาผิดจากที่คาดอีกแล้ว ไม่ใช่ว่าได้น้อยไปนะครับ
แต่ว่ามันไม่ตรงกับที่ประเมินตัวเองไว้เฉยๆ

รอบนี้ผมได้คะแนนรวม TOEFL iBT Score = 108
แบ่งเป็น Reading 29, Listening 29, Speaking 23, Writing 27
สูงกว่าครั้งก่อน 4 คะแนน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากคะแนน Speaking ล้วนๆ
นอกนั้นผมได้คะแนนเท่าเดิมหมดเลยครับ (ครั้งก่อน Speaking ได้ 19)

พอคะแนนออกแล้วก็รู้สึกดีใจครับ ว่าอย่างน้อยเราก็พัฒนาตัวเองขึ้น
แม้ว่าการตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตที่ผมเพิ่งจะตัดสินใจไป
จะทำให้ผมยังไม่ได้ใช้คะแนน TOEFL และ GMAT ที่อุตส่าห์พยายามสอบ
แต่อย่างน้อย เรามีคะแนนดีๆ ติดตัวไว้ มันก็น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในด้านอื่นๆ
ให้เราได้เหมือนกัน

ตอนนี้ผมอยู่ที่ต่างจังหวัด (จ.มหาสารคาม) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผม
อย่างที่ได้บอกไปครับ ผมกลับมาช่วยวางระบบคอมพ์ให้กับธุรกิจของที่บ้าน
นอกจากนั้น ก็ต้องเตรียมตัวเรื่องสมัครเป็นอาจารย์ที่ มก. ศรีราชา ซึ่งจะหมดเขตวันที่ 20 พ.ย.
และยังต้องเตรียมสอบ CFA ไปด้วย (ยังอ่านไม่ค่อยจะทันเลยครับ งานอื่นเยอะมาก)
ช่วงนี้คงจะไม่ค่อยได้ update บล๊อคไปพักนึงเลยครับ

Review สถานที่สอบ TOEFL: KBU Testing Center (ม.เกษมบัณฑิต)

.
ตามที่สัญญาไว้ในโพสนี้นะครับ วันนี้ผมจะมาพูดถึงสถานที่สอบ TOEFL iBT ที่ผมสอบไปครั้งล่าสุด
สำหรับการสอบในครั้งล่าสุดนี้ ผมเลือกสอบที่ศูนย์สอบชื่อว่า KBU Testing Center
หรือศูนย์สอบของ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตร่มเกล้า

แต่ก่อนอื่น ผมขออธิบายสำหรับท่านที่ยังไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องสถานที่สอบ TOEFL iBT นะครับ
นับตั้งแต่ที่มีการเปลี่ยนแปลงการสอบ TOEFL จากแบบ Paper-based (PBT คะแนนเต็ม 677)
และ Computer-based (CBT คะแนนเต็ม 300) มาเป็นแบบ
Internet-based (iBT คะแนนเต็ม 120 ยกเลิกข้อสอบ Structure และเพิ่มข้อสอบ Speaking)
ส่งผลให้เกิดศูนย์สอบ TOEFL ใหม่ๆ ขึ้นมากมาย เพราะการสอบแบบ iBT นั้น
ศูนย์สอบไม่จำเป็นต้องมีการเก็บข้อสอบไว้ในเครื่องอีกต่อไป แต่ข้อสอบทั้งหมด
รวมทั้งคำตอบทั้งหมด ที่ผู้สอบทำ จะถูกส่งผ่าน internet แบบสดๆ ณ เวลาสอบเลย
ทำให้ทาง ETS สามารถที่จะ authorize ศูนย์สอบได้มากขึ้น
จากการที่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องข้อสอบรั่วไหล หรือการทุจริตต่างๆ
ที่อาจเกิดได้ หากมีการเปิดศูนย์สอบหลายๆ แห่ง แล้วต้องเก็บข้อสอบไว้ ณ ศูนย์สอบ
(ข้อดีอีกอย่างของข้อสอบ iBT คือ มีการจัดสอบถี่ขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความยืดหยุ่นเรื่องศูนย์สอบด้วย)

ในประเทศไทยเอง เท่าที่ผมทราบโดยประมาณ
เรามีศูนย์สอบ TOEFL iBT ที่ได้รับอนุญาตมากกว่า 10 แห่งขึ้นไป
(เฉพาะในกรุงเทพ ผมนับได้ประมาณ 13 แห่ง ยังไม่รวมต่างจังหวัด)

ศูนย์สอบที่ฮิตๆ ก็เช่น ศูนย์สอบ ณ อาคาร มณียาเซ็นเตอร์ เป็นต้น
นอกจากนั้นยังมีศูนย์สอบ แถวถนน รัชดาภิเษก (ชื่อ Kinetic อะไรซักอย่าง)
ศูนย์สอบแถว ลาดพร้าว 101/1 (ชื่อ CyberSchool of English)
พอมีศูนย์สอบเปิดขึ้นมากๆ จึงมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้นครับ
เพราะหลายๆ ท่านที่ได้ลองสอบหลายๆ แห่ง น่าจะมีข้อสรุปตรงกันกับผมอย่างหนึ่งว่า
มาตรฐานของศูนย์สอบแต่ละแห่ง ไม่เท่ากัน ในหลายๆ ด้าน
ประเด็นตรงนี้คือ แล้วเราควรจะเลือกสอบที่ไหนดี

ในการสอบครั้งแรก (เดือน ก.พ. 2009) ผมเลือกสอบ ณ ศูนย์สอบใกล้บ้าน
คือศูนย์สอบ CyberSchool of English ลาดพร้าว 101/1
ด้วยความเชื่ออย่างแรงกล้า ว่าศูนย์สอบแต่ละแห่ง น่าจะมีมาตรฐานที่ดีพอๆ กัน
การไปสอบวันนั้น ก็มีอะไรขลุกขลักบ้าง แต่เนื่องจากผมไม่มีตัวเปรียบเทียบ
ผมก็คิดว่า โอเค บรรยากาศยังไง เราก็สอบได้ คนอื่นเค้าก็คงเจอคล้ายๆ กัน
ที่สำคัญคือ มันใกล้บ้าน อย่างน้อยก็ดี เราไม่ต้องตื่นเช้ามาก เดินทางสบายๆ

แต่ล่าสุดในการสอบครั้งที่สองของผม (เดือน ต.ค. 2009)
ผมได้มีโอกาสสอบอีกครั้ง และเลือกศูนย์สอบ KBU Testing Center จึงทำให้ได้รู้ว่า
การเลือกศูนย์สอบ สำคัญมาก จนอาจมีผลกับคะแนนได้เลยทีเดียว
และนั่นเป็นที่มาของการเขียน Review ในครั้งนี้ครับ
ผมจะขอเริ่ม Review ศูนย์สอบ KBU Testing Center ณ ตรงนี้เลยนะครับ
.

รายละเอียดของศูนย์สอบ

ศูนย์สอบ KBU Testing Center เป็นศูนย์สอบที่ตั้งอยู่ใน ม.เกษมบัณฑิต วิทยาเขตร่มเกล้า
(คนละแห่งกับที่ พัฒนาการ นะครับ อย่าสับสนเด็ดขาด เดี๋ยวไปผิดที่ครับ)
รายละเอียดและที่อยู่ของศูนย์สอบตามที่ระบุในเว็บ ETS ก็ตามนี้ครับ

KBU Testing Center Address

หากเราลงทะเบียนสอบในเว็บ ETS จะพบว่า เราสามารถเลือกได้สองศูนย์สอบย่อย
คือห้อง A กับห้อง B ซึ่งก็ตั้งอยู่ข้างๆ กันนั่นล่ะครับ เราสมัครไว้ห้องไหนก็ได้ ไม่ต่างกันครับ
แผนที่การเดินทางไปยังศูนย์สอบ สามารถดูได้ใน Google Maps ตามลิ้งค์นี่ครับ คลิ๊ก
.

การเดินทาง

เนื่องจากศูนย์สอบอยู่ไกลนะครับ ผมได้มีโอกาสไป survey ก่อนวันสอบหนึ่งวัน
สำหรับเส้นทางปกติที่ทุกท่านถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ น่าจะใช้กันก็คือ
ใช้เส้นทางรามคำแหง วิ่งมาเรื่อยๆ จนถึงแถวร่มเกล้า
เส้นทางหลังจากผ่านแถวรามคำแหง ผ่านโซนแยกลำสาลี มาทางนอกเมือง
การจราจรคล่องตัวครับ ขาออกแทบไม่ติดเลย (ติดเฉพาะไฟแดง)
โดยเฉพาะเราสอบ เสาร์-อาทิตย์ การจราจรก็โอเคครับ
แต่เราต้องมารายงานตัว 8.30 ดังนั้น ถ้าเผื่อเวลาได้ ก็เผื่อไว้เถอะครับ
.

สถานที่จอดรถ

หลังจากท่านขับรถเข้ามายัง ม.เกษมบัณฑิต ร่มเกล้า
สถานที่สอบ จะอยู่ที่อาคาร 2 ชั้น 6 ซึ่งมีที่จอดรถมากมายให้ท่านเลือกครับ
ท่านจะเลือกจอดที่จอดรถตรงริมถนน ติดกับอาคารก็ได้
หรือจะจอด ณ ที่จอดรถบนตัวอาคารก็ได้ สรุปคือ ที่จอดรถมีเยอะมากครับ

ขอเล่าเรื่องประทับใจนิดนึง คือพอผมจอดรถเสร็จ
ก็เจอเจ้าหน้าที่ท่านนึง เดินออกมาจากตึก ผมเลยเข้าไปถามว่า นี่ใช่ อาคาร 2 มั๊ย?
เค้าตอบว่า “ใช่ครับ มาสอบ TOEFL ใช่มั๊ยครับ
เชิญเข้าไปในอาคารแล้วขึ้นลิฟท์ด้านซ้ายมือ ไปที่ชั้น 6 ได้เลยครับ

อาจจะเป็นคำตอบธรรมดาๆ นะครับ แต่ผมประทับใจ เพราะเค้าให้มากกว่าที่ผมขอซะอีก
มันเป็นสัญลักษณ์นึงที่ผมถือว่า เป็นความพร้อมในการให้บริการ
.

สัมผัสแรกกับศูนย์สอบ
พอผมขึ้นลิฟท์ไปชั้น 6 ตอนเวลา 8.30 พอดีเป๊ะ
ก็พบว่า มีคนมารอเข้าสอบเยอะแล้ว แล้วก็กำลังมีการเข้าแถวเพื่อลงทะเบียนกันอยู่
ผมก็เลยไปเข้าแถวมั่ง แล้วก็สอดส่ายสายตา สังเกตนั่นนี่ไปเรื่อยๆ ได้ความมาดังนี้ครับ

ศูนย์สอบที่นี่มี 2 ห้อง คือ ห้อง A และ B แต่ละห้องจุคนได้ 16 คน
ดังนั้นการสอบแต่ละครั้ง จะมีผู้สอบทั้งสิ้น 32 คน
ห้องสอบ และสถานที่ลงทะเบียนนั้น เป็นสถานที่ที่จัดไว้อย่างถาวร
ไม่ใช่จัดแบบชั่วคราว เพื่อสอบเป็นครั้งๆ
มีการติดป้ายสัญลักษณ์การเป็น Authorized Test Center ของ ETS ไว้ชัดเจน

บรรยากาศบริเวณที่รอเข้าสอบ ค่อนข้างเงียบสงบ มีที่นั่งมากมายครับ
จะเลือกนั่ง โซฟาก็ได้ หรือจะปลีกวิเวกไปนั่งแถวหน้าห้องสอบก็เงียบไปอีกแบบ
ผู้คน ไม่ค่อยจอแจครับ แม้ว่า ข้างๆ จะเป็นศูนย์คอมพ์ของทาง KBU เอง
ก็ไม่ค่อยมีนักศึกษามาใช้เยอะเท่าไหร่ ในวันที่ผมสอบ

สำหรับสัมภาระ สิ่งของต่างๆ ที่เอามานั้น เราไม่ได้รับอนุญาตให้เอาเข้าห้องสอบนะครับ
แต่ที่นี่ก็มีตู้ locker ให้บริการเป็นอย่างดี โดยเราใช้บัตรอะไรก็ได้
ไปแลกกุญแจมาไขเปิด locker

ที่พิเศษคือ บริเวณ โซฟา ที่จัดไว้ให้นั่งรอ มีบริการอาหารว่าง เป็นขนม
และเครื่องดื่ม ทั้งน้ำเปล่า และน้ำชง (โอวัลติน + กาแฟ)

สำหรับใครที่ต้องการใช้บริการ ก็ใช้บริการได้ฟรี
สอบเสร็จ ผมยังไปนั่งกินเลยครับ เพราะว่าตัวสั่น (ตื่นเต้นยังไม่หาย)
ต้องกินก่อน ไม่งั้นขับรถไม่ไหว ขับกลับไกลครับ
.

ห้องน้ำ
ห้องน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ ที่เราไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ใน 2 ประเด็นครับ
1. ความใกล้-ไกล จากสถานที่สอบ
2. ความสะอาด และความจรรโลงใจ

ที่ KBU Test Center นี่ ห้องน้ำ ค่อนข้างไกลจากห้องสอบนิดนึงครับ
ห้องที่ใกล้ที่สุด ต้องเดินประมาณ 1 นาทีถึงจะถึง ประเด็นตรงนี้คือ
ถ้าเดินไกล เราจะเสียเวลาสอบไปเยอะครับ (กรณีที่เราออกจากห้องสอบแบบฉุกเฉิน)
แต่ผมว่า ระยะแค่นี้ ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ พอจะวิ่งได้อยู่

ส่วนเรื่องความสะอาด และความจรรโลงใจ ผมคงต้องบอกว่าเยี่ยม
จากการเข้าไปใช้บริการประมาณ 5 ครั้ง (ผมเข้าห้องน้ำบ่อยมากครับ)
เสียดายว่าครั้งหลังๆ โดนผมตัดแต้มนิดนึง เพราะดันมีคนไปสูบบุหรี่ในนั้น
แล้วทิ้งขี้บุหรี่เกลื่อนไว้ใน อ่างล้างหน้า อิอิ

พูดถึงห้องน้ำแล้ว ผมขอนินทา ศูนย์สอบแรกของผม
คือศูนย์ CyberSchool of English ลาดพร้าว 101/1 ซักหน่อยนะครับ
เพราะที่นั่น ห้องน้ำ โทรม + เล็ก + สกปรก มาก และมีเพียงห้องเดียว
ขนาดผมเป็นผู้ชาย ผมยังกล้าแค่ฉี่เท่านั้น การสอบวันนั้น จำได้ว่าผมต้องเก็บกดมากทีเดียว
.

อุปกรณ์ในการสอบ

อุปกรณ์ในการสอบ เป็นสิ่งสำคัญมากๆ และมีผลต่อคะแนนเราอย่างมากครับ
ส่วนนึงคือชุดโสตทัศนูปกรณ์ ที่เราจะต้องใช้งานตลอด
อีกส่วนนึงคืออุปกรณ์ที่ใช้ช่วยในการทำข้อสอบ
ชุดโสตทัศนูปกรณ์ ประกอบด้วย หูฟัง ไมโครโฟน และ คอมพิวเตอร์
สำหรับศูนย์สอบ KBU ผมคิดว่า อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ ดีมากๆ ครับ
โดยเฉพาะ ผมเคยมีปัญหากับ ไมโครโฟน ที่ศูนย์สอบ CyberSchool มาก่อน
การได้มาสอบที่นี่ แล้วเจอกับอุปกรณ์ดีๆ
ทำให้ผมชักเริ่มสงสัยว่า ครั้งก่อนที่ผมได้ speaking น้อย
อาจเป็นเพราะไมโครโฟนมีปัญหาหรือไม่

ผมขอขยายความตรงนี้นิดนึง เผื่อว่าใครจะไปสอบที่ศูนย์ CyberSchool
เพราะที่นั่น เจ้าหน้าที่จะบอกให้ผู้สอบทุกคน จับไมค์ไปจ่อที่ปากทุกครั้งที่พูด
เพราะไมค์จะไม่ดูดเสียง จะสังเกตได้เลยครับ จากการทดสอบอุปกรณ์

โดยก่อนสอบทาง ETS จะมีหน้าจอทดสอบอุปกรณ์ให้เราทุกครั้ง
โดยให้เราลองพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แล้วโปรแกรมจะแสดงว่า
เสียงเราถูกอัดไว้ได้อย่างเหมาะสมรึเปล่า
ตอนที่สอบที่ศูนย์ CyberSchool นี่ ถ้าไม่จับไมค์มาจ่อปากแล้วพูด
โปรแกรมจะเตือนว่า ให้ทดสอบใหม่ตลอด (เพราะเสียงมันอัดไม่เข้า)
เป็นเหตุให้ตอนสอบ ทุกคนต้องจับไมค์มาจ่อปาก และผมสังหรณ์ว่า
ผมอาจจะลืมจับในบางข้อ (เพราะทั้งต้องฟัง ต้องจดโน๊ต ต้องคิด อาจจะลืมได้)

แต่กรณีของศูนย์ KBU แทบไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลยครับ
ผมพูดเบาๆ เสียงก็ยังอัดเข้า สบายๆ ไม่ต้องมาคอยจับไมค์ให้รำคาญ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขอพูดถึงคือ การจัดโต๊ะสอบของที่นี่ ดีมากๆ
โต๊ะสอบจะเป็นโต๊ะลักษณะวงกลม กั้นด้วย partition ขนาดใหญ่
โดยจะแบ่งโต๊ะออกเป็น 4 ที่นั่ง (เหมือนกากบาท ครอบวงกลมอยู่)
แต่ละที่นั่งจะมองไม่เห็นกันเลย ที่ว่าดีคือ มันไม่เสียสมาธิน่ะครับ
ศูนย์สอบบางแห่ง จัดสอบแบบให้ทุกคน นั่งเรียงกันหมด เป็นแถวหน้ากระดาน
เวลาสอบเราจะเสียสมาธิง่ายกว่าเยอะครับ เพราะโต๊ะข้างๆ ทำอะไร
ก็จะเผลอไปเหลือบมองทุกที

ขอพูดถึงข้อเสียบ้าง… ข้อเสีย คือ แสงสว่างกับกระดาษทดครับ
กระดาษทดที่ได้ เราจะได้เป็นกระดาษเปล่าขนาด A4 สีฟ้า พร้อมดินสอแหลมๆ 2 แท่ง
สิ่งที่ทำร้ายผมที่สุดคือ หลอดไฟที่อยู่เหนือหัวผม พอมันสะท้อนกับกระดาษสีฟ้าแล้ว
ผมมองไม่เห็นอะไรบนกระดาษเลยครับ มันแสบตามาก

ต้องนั่งเอียงๆ หามุมที่ แสงไม่ตกลงบนกระดาษทดโดยตรง ถึงจะทำข้อสอบได้ตามปกติ
.

การบริการของเจ้าหน้าที่

ผมไม่ค่อยได้ใช้บริการจากเจ้าหน้าที่นัก แต่ก็ได้สังเกตเห็นอะไรหลายๆ อย่าง
ที่อยากเอามาเล่าให้ฟังครับ เรื่องแรกคือ ผมว่าเจ้าหน้าที่ของที่นี่ ไม่ค่อยอธิบายอะไรเท่าไหร่
อาจจะเป็นเพราะเค้าทำงานกันแบบเป็นมืออาชีพ ซึ่งเค้าคงคาดหวัง ว่าผู้เข้าสอบ
ควรจะศึกษาข้อมูลต่างๆ มาบ้างแล้ว แต่กลับกัน ในขณะที่ศูนย์สอบ CyberSchool
ที่ผมเคยสอบ กลับดูเป็นกันเองกว่า มีการอธิบายถึง ขั้นตอนต่างๆ ข้อควรระวังต่างๆ ค่อนข้างเยอะ
ส่วนตัวแล้ว ผมชอบให้มีการพูดคุยกันบ้าง เพราะมันก็ช่วยเป็นการเตือนอะไรเราหลายๆ อย่าง
เช่น การอธิบายเรื่อง break, เรื่องการขอเข้าห้องน้ำระหว่างสอบ , เรื่องการส่งคะแนน เป็นต้น

ที่เขียนไป เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกในด้านลบหน่อยนะครับ แต่มีด้านดีที่ผมค่อนข้างถูกใจมากก็คือ
เจ้าหน้าที่ของ KBU มีบริการที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ เค้ามีการตรวจสอบที่อยู่
ในเอกสารลงทะเบียน ที่เราลงทะเบียนไว้กับทาง ETS ด้วย ว่าเรากรอกที่อยู่ครบถ้วนรึเปล่า
ถ้าใครไม่ครบ เค้าก็จะแจ้งเราให้ทราบครับ เพราะบางทีเรากรอกที่อยู่ไม่ครบ
ก็จะทำให้เราไม่ได้รับผลคะแนนแบบเป็นทางการฉบับ paper
ผมคิดว่า ตรงนี้ เค้าค่อนข้างใส่ใจกับผู้สอบมากทีเดียว
(ไม่ได้เจอกับตัวเองนะครับ ไปแอบฟังปัญหาของชาวบ้านมา อิอิ)
.

=================================================
.
ผมคิดว่า คงจบการ review ไว้เท่านี้นะครับ
คิดว่าได้เขียนอธิบายเท่าที่จำได้แล้วครับ แต่ที่เสียดายคือ ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู
จริงๆ ก็ไม่กล้าถ่ายด้วย กลัวเค้าจะหาว่าเรามาถ่ายรูปสถานที่สอบ เพื่อจะทุจริตแทน ซะงั้น

ผมคิดว่า ข้อมูลนี้ ก็คงเป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่านที่จะสอบ TOEFL iBT บ้างนะครับ
โดยสรุปแล้วสำหรับผม ถ้าจะต้องสอบอีก (หวังว่าจะไม่มีนะครับ)
ผมก็คงจะเลือกสอบที่นี่อีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

ความรู้สึกหลังสอบ TOEFL ครั้งที่ 2 เสร็จ

.
สอบเสร็จแล้วครับผม วันนี้ผมไปถึงสถานที่สอบ
ที่ มหาวิทยาลัย เกษมบัณฑิต วิทยาเขตร่มเกล้า ตรงกับเวลารายงานตัวคือ 8.30 พอดี
จริงๆ อยากจะเล่าเรื่องสถานที่สอบมากๆ เลย แต่ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ
เดี๋ยวจะเขียนแยกอีกโพสนึงอีกที เป็นโพส Review สถานที่สอบ KBU Testing Center เลย
เพราะคิดว่า คงจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่านที่คิดจะสอบ TOEFL
แต่ยังเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกศูนย์สอบไหนดี

ที่นี่คนค่อนข้างเยอะครับ ผมไปถึงก็ต้องไปต่อติวรอลงทะเบียนกัน
น้องๆ หลายๆ คน ก็มีคุณพ่อคุณแม่ มานั่งคอยให้กำลังใจด้วย
น่ารักดีนะครับ ความรัก ความห่วงใยของพ่อแม่ ที่มีให้กับลูก นั่งรอ 4 ชั่วโมง ก็รอได้สบาย

เข้าสอบวันนี้ ด้วยสมาธิที่เต็มเปี่ยม ก่อนสอบเข้าห้องน้ำ (เบา) ไป 3 รอบได้
เพราะกลัวว่า จะปวดตอนสอบ และแล้วเหตุการซ้ำๆ ก็เกิดอีกจนได้ครับ
ข้อสอบ Reading อารมณ์เดิมกับที่เคยสอบครั้งที่แล้วเลย
บทความแรก ยากมาก และเป็นบทความที่แยกจับเวลาต่างหาก 20 นาที
ส่วนบทความที่ 2 กับ 3 นั้นก็ปานกลางครับ สรุปวันนี้เจอข้อสอบ Reading ไป
บทความละ 14 ข้อ รวมเป็น 42 ข้อ ผมคิดว่าผมเดาไปประมาณ 6 ข้อ
ตีซะว่า อัตราการเดาถูกซักครึ่งนึง ก็น่าจะได้ ซัก 39 เต็ม 42
หากคิดเป็นคะแนนเต็ม 30 แบบคร่าวๆ ก็มีลุ้นที่ 27-28 ครับ (ตั้งเป้าไว้ 29 แต่ไม่เป็นไรคับ)

ข้อสอบ Listening วันนี้เจอเยอะเป็นพิเศษครับ
ข้อสอบแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 17 ข้อ รวมเป็น 51 ข้อ ใน 1 ช่วงจะมี
1 conversation + 2 lectures แต่ผมพอจะรู้เลย ว่ามันมีข้อสอบทดลองอยู่
เพราะมันมี 1 conversation ที่แปลกมาก ไม่เคยเจอบทสนทนาแนวนี้มาก่อน
เพราะเป็นบทสนทนาที่ยาวมาก และเนื้อหาค่อนข้างยาก
มีศัพท์เทคนิคแนวๆ lecture ปนอยู่สูงมาก
รวมๆ แล้วผมเดาไปประมาณ 5 ข้อ ก็น่าจะมีลุ้นคะแนนที่ประมาณ 28-29 ได้ครับ
แต่อย่างว่าครับ ข้อที่ไม่เดา ใช่ว่าจะถูก ดังนั้น อาจจะได้น้อยกว่านี้ก็ได้

ข้อสอบ Speaking วันนี้ ผมรู้สึกว่าทำได้ดีเป็นพิเศษมากๆ เลยครับ
ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า ทุกๆ คนที่อยู่ในห้องสอบเดียวกันกับผม ก็ทำได้ดีเช่นกัน
(ได้แอบฟัง เพราะว่าผมทำเสร็จก่อน หลายๆ คน)
ครั้งก่อนผมได้คะแนนมา 19 คะแนน ครั้งนี้ ลองคิดคะแนนคร่าวๆ
แอบหวังว่ามีลุ้นที่ 22-24 คะแนนเลยครับ
คงต้องขอความเมตตาจากฝรั่งผู้ตรวจข้อสอบ part นี้ด้วย อิอิ

ข้อสอบ Writing เป็นข้อสอบที่ผมปฏิญาณตนเอาไว้ในการสอบครั้งนี้
ว่าจะต้องเช็คแกรมม่าก่อนหมดเวลาให้ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ทันครับ
ทั้งสองบทความเลย สรุปแล้ว writing ของผม คิดว่าอาจจะไม่ดีขึ้นกว่าการสอบครั้งก่อน
ครั้งก่อนได้ 27 ครั้งนี้ ขออย่าให้ต่ำกว่าเดิมก็พอครับ แต่เดาๆ ว่า 28 น่าจะได้
เหตุผลที่ต้องเช็คแกรมม่าร์ก็เพราะ แกรมม่าร์เป็นตัวตัดคะแนนที่ดีมากๆ
เพราะส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะเขียนเนื้อหาได้ค่อนข้างโอ กันทุกคน

เมื่อรวมคะแนนแล้ว คิดว่าคะแนนรวมในรอบนี้ของผม
อย่างน้อยก็ไม่น่าจะต่ำกว่าการสอบครั้งก่อน คือ 104 นะครับ
แต่ยังไงก็แล้วแต่ worst case scenario อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน
ต้องรอลุ้นอีกประมาณ 20 วัน ก็น่าจะสามารถดูคะแนนผ่านเว็บได้
ส่วนคะแนนแบบ paper คงต้องรอส่งมาถึงร่วม 30 วันครับ
(ครั้งก่อนของผมใช้เวลา 34 วัน)

ตอนนี้ก็พักผ่อนเล็กน้อย เตรียมสอบ GMAT ต่อ วันที่ 16 ต.ค. ครับ
มีความเชื่อเล็กน้อย ว่าครั้งนี้น่าจะทำได้ดีขึ้นพอสมควร
ต้องสู้ต่อไปครับ ^_^

1 วันก่อนสอบ TOEFL iBT รอบที่สอง

.
พรุ่งนี้แล้วสินะครับ วัน (โดน) เชือดของผม
พรุ่งนี้ (วันที่ 10 ต.ค.) เป็นวันที่ผมสมัครสอบ TOEFL รอบที่สองเอาไว้
สาเหตุที่ต้องสอบรอบที่ 2 แม้ผมจะคิดว่าว่าคะแนนรอบแรกก็ดีแล้ว
เพราะผมอยากจะลองเพิ่มคะแนนในส่วน speaking ขึ้นดูน่ะครับ

(รอบแรกผมได้ speaking มาแค่ 19 เท่านั้นเอง)
สิ่งที่กลัว ก็อย่างที่ได้เคยเขียนไป คือกลัวว่าทำไปทำมา part อื่นๆ จะได้น้อยกว่าเดิม

ถ้าได้น้อยกว่าเดิม ก็ต้องมาลองดูอีกทีครับ
ว่าเราสามารถเลือกส่งคะแนนสูงสุดไปแทนคะแนนล่าสุดได้มั๊ย
เพราะผมลองสืบดูในหลายๆ เว็บ หลาย forum ก็ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด
ครั้นจะเมล์ไปถามทาง ETS (ผู้จัดสอบ TOEFL) ก็ตอบช้ามากๆ

วันนี้ผมก็พักผ่อนกาย-ใจ ก่อนสอบ ช่วงเช้าก็มีทวนอะไรนิดหน่อย
ส่วนบ่ายก็ออกไปเที่ยว สบายใจครับ
บ่ายผมออกไป survey สถานที่สอบ เพราะครั้งนี้ผมลงสอบไว้ที่
ม.ธุรกิจบัณฑิต (แถวร่มเกล้า) ซึ่งไกลพอสมควร เลยต้องไปสำรวจไว้ก่อน กันหลง
ที่ผมเลือกที่นี่ เพราะได้ข่าวมาว่า อุปกรณ์และห้องสอบค่อนข้างใหม่และดี
(ครั้งก่อนผมสอบที่ศูนย์ตรงลาดพร้าว 101 ไมค์ไม่ค่อยดีเลยครับ
ต้องจับมาจ่อปากมันถึงจะอัดเสียงเราให้
ไม่รู้ตอนสอบลืมจับบ้างรึป่าว คะแนนเลยออกมาน้อย 55+)

survey สถานที่เสร็จ ก็มาเดินเที่ยวเดอะมอลล์บางกะปิ
ได้หนังสือมาอ่านเล่มนึงครับ ชื่อว่า “ดูจิต ชั่วพริบตา
ผมไปนั่งอ่านที่ black canyon ซะจนจบเลย
ที่ต้องนั่งอ่านให้จบเพราะว่าอยากจะกินข้าวเย็นที่เดอะมอลล์ซะเลย
ก็เลยอ่านถ่วงเวลา ก่อนที่จะไปนั่งกิน โออิชิราเมนคนเดียว
แต่ก็ไม่เหงาเท่าไหร่ เพราะหนังสือดีมากๆ คับ อ่านแล้ว อารมณ์ดีเลย
เดี๋ยวนี้หนังสือแนวการปฏิบัติภาวนา มีเยอะ เลือกยากเหลือเกินครับ
(ต้องกินคนเดียวแล้วครับ T_T ฝึกไว้ ไม่มีใครให้กินด้วยล่ะ ต้องกลับมารักตัวเองซะบ้าง)

กลับมาถึงห้องวันนี้ ผมเลยมากำหนดเป้าหมายให้ตัวเองซักหน่อย
ครั้งนี้ผมตั้งเป้าไว้ว่า ขอให้ได้คะแนนรวมไม่ต่ำกว่าเดิม คือ 104
แต่เป้าโดยละเอียดนั้นผมตั้งไว้ว่า  อยากจะได้
R:29 L:29 S:23 W:29 = Total 110
(ครั้งก่อนได้ R:29 L:29 S:19 W:27 = Total 104)

อาจจะดูว่าเป้าหมายสูงไปนิดนึงนะครับ
อย่างการที่จะทำ reading, listening ให้ได้ 29 เนี่ย
เราผิดได้แค่พาร์ทละข้อเท่านั้นเอง (ผมว่าครั้งก่อนผมฟลุ๊คด้วย)
แต่ก็ตั้งให้เป็นแรงบันดาลใจกับตัวเองครับ อะไรที่ท้าทายในระดับที่เหมาะสม
ก็ทำให้เรามีพลังเพิ่มมากขึ้น

อาจารย์บุญชัย ที่ fast-english เคยสอนไว้ว่า
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุด ไม่ใช่ว่าเราทำไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้
แต่เป็นการที่เราตั้งเป้าหมายต่ำเกินไป

ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ทุกประการ
แต่ผมก็คงจะไม่ไปยึดติดมาก จนทำให้เราทนรับความผิดพลาดไม่ได้
จริงๆ ตอนนี้ ผมก็มีแผนสำรองในใจ กรณีที่ไม่สามารถไปเรียนต่อได้แล้ว
ไว้วันหลัง คงจะได้มาเล่าให้ฟังนะครับ (ตอนนี้ขอตั้งใจทำสิ่งที่เตรียมตัวมานานก่อน)

ขอให้ผมโชคดีในการสอบนะ… (อวยพรตัวเอง ซะหน่อย)

My TOEFL iBT Strategy: Listening

.
กลับมาเขียนต่อสำหรับ My TOEFL iBT Strategy ตอนที่สองในหัวข้อ Listening นะครับ
หลังจากที่เขียน ตอนแรกเรื่อง Reading เสร็จ ก็มีเรื่องให้ว้าวุ่นใจไปพักนึงเลย
แต่ยังไงซะ เราก็ต้องผ่านมันให้ได้ครับ นี่อีก 2 วันผมก็จะสอบ TOEFL ครั้งที่สองแล้ว
ตอนนี้ผมคิดว่าเตรียมตัวเองมาได้พร้อมระดับนึง วันนี้รู้สึกสบายใจก็เลยมาเขียนต่อ
เพราะหลังจากสอบ TOEFL เสร็จปุ๊บผมก็ต้องเตรียมสอบ GMAT ต่อทันที
กลัวว่าจะเว้นวรรคไปนานเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเขียนไม่จบ 4 ตอน ผมคงเสียดายแย่

อย่างที่ผมบอกไว้ในบทความตอนแรกนะครับ ว่าผมจะใช้โครงสร้างการเขียนเหมือนกันในทุกๆ ตอน
คือเรื่องด้วย โครงสร้างของข้อสอบ, ข้อควรระวัง, และเทคนิคในการทำข้อสอบ
และก็เช่นเคยครับ สิ่งที่ผมเขียน เป็นกลยุทธ์หรือวิธีการที่ผมใช้กับตัวเองแล้วคิดว่าเหมาะสม
ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีการหรือเทคนิคที่ถูกต้องสำหรับทุกๆ คน ทุกๆ background
ถ้าเพื่อนๆ เห็นว่าเทคนิคไหนมีประโยชน์ก็อาจเอาไปประยุกต์ใช้ได้ ตามความพอใจครับ
.

โครงสร้างของข้อสอบ TOEFL iBT : Listening Section

ข้อสอบส่วน Listening Section จะเป็นข้อสอบส่วนที่สองในการสอบ TOEFL iBT
ต่อจากข้อสอบ Reading ซึ่งระหว่างสองส่วนนี้ จะไม่มีการพักเบรคให้นะครับ
ข้อสอบจะมาต่อเนื่องเลย ดังนั้น ถ้าเราทำข้อสอบส่วน Reading เสร็จก่อนเวลา
แล้วอยากพักบ้าง ก็อย่าเพิ่งกดปุ่ม continue นะครับ ปล่อยให้เวลาที่เหลือมันนับถอยหลังไป
ก็จะเป็นการเพิ่มเวลาเบรคให้เรา หรือมีเวลาให้เราได้ทำสมาธิพอสมควรเลย

ในข้อสอบ Listening นั้น เราจะได้ฟังบทความ 2 ประเภท 3 รูปแบบ

ประเภทแรก คือบทความแนว Conversation หรือบทสนทนา
ซึ่งมักจะเป็นบทสนทนาสั้นๆ ประมาณไม่เกิน 3 นาที และบทสนทนานั้นมักจะเป็นบทสนทนา
ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในมหาวิทยาลัย เช่น การถามปัญหาระหว่างนักศึกษากับอาจารย์
การติดต่อเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่นติดต่อกับห้องสมุด หรือหางานพิเศษทำ
ในบทสนทนานั้น จะมีบุคคลเพียง 2 คนเท่านั้น

ประเภทที่สอง คือบทความแนว Lecture ซึ่งจะค่อนข้างยาวกว่า Conversation
คือ ยาวประมาณ 5 นาที และแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือรูปแบบที่เป็น
lecture only คืออาจารย์สอนอยู่ฝ่ายเดียว และรูปแบบของ class discussion
ที่อาจารย์จะทั้งสอน และมีการโต้ตอบกันระหว่างนักศึกษาในห้องเรียนด้วย
ซึ่งบทความประเภท class discussion นั้นจะมีบุคคลมากกว่า 3 คนขึ้นไป
จึงทำให้เราต้องจดจำรายละเอียดมากขึ้นกว่าบทความประเภทอื่นๆ ครับ

สำหรับบทความประเภท Conversation นั้นเราจะเจอประมาณ 2-3 เรื่อง
แต่ละเรื่องมาพร้อมกับคำถามประมาณ 5 คำถาม
ส่วนบทความประเภท Lecture นั้น เราจะได้ทำประมาณ 4-6 เรื่อง
แต่ละเรื่องจะมีคำถามของเรื่องนั้นเรื่องละ 6 ข้อ
โดยรวมแล้วเราจะต้องตอบคำถามในส่วนของ Listening Section ประมาณ 34-51 ข้อ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะประมาณ 34 ข้อครับ บางครั้งถ้าเราได้ทำเยอะนั้น เราจะได้ทำข้อสอบ
ประเภทที่เป็นข้อสอบทดลอง ที่ไม่มีการเก็บคะแนนจริงปนไปด้วย
แต่เราจะไม่มีทางรู้ว่า เป็นข้อไหน ดังนั้น ก็ต้องตั้งใจทำทุกข้อครับ

ในการสอบส่วนของ Listening นั้น เวลาการสอบจะขึ้นอยู่กับจำนวนเรื่อง
และประเภทของเรื่องที่เราได้ฟัง แต่เวลาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 60-90 นาที
ซึ่งเป็นเวลารวมทั้งเวลาฟัง และเวลาที่เผื่อไว้ให้ตอบคำถาม
โดยในช่วงตอบคำถามนั้น เราจะมีเวลาจำกัดด้วยนะครับ
ดังนั้น เราจะนั่งแช่อยู่ข้อนึงไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องเดาให้ดีที่สุดครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คือ ในบทพูดนั้น เราจะได้ฟังภาษาอังกฤษสำเนียงแบบต่างๆ
จะไม่ใช่สำเนียงแบบ American เท่านั้น เราอาจจะได้ฟังสำเนียงแนวๆ อินเดีย
สำเนียงแบบอังกฤษ หรือ แบบออสเตรเลีย ดังนั้น ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยนะครับ
ว่าเราอาจจะฟังบางสำเนียงไม่ค่อยออก เพราะทางผู้จัดสอบเค้าก็อยากจำลองบรรยากาศ
ให้เหมือนกับมหาวิทยาลัยในอเมริกา ซึ่งมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติสูง

แต่เดี๋ยวนี้ก็มี series หลายเรื่องครับ ที่มีภาษาอังกฤษสำเนียงต่างๆ ถ้าเราใช้หนังพวกนี้
ฝึกฟังมาเรื่อยๆ มันก็จะช่วยให้เราชินได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่นเรื่อง Heroes
ก็จะหลายสำเนียงมากครับ มีทั้งสำเนียงแบบ อเมริกัน อินเดีย ญี่ปุ่น ฯลฯ
.

ข้อควรระวังในการสอบส่วน Listening

เรื่องแรก ที่ผมอยากให้ระวังคือเรื่องของ ความเครียดที่สะสมมาจากการสอบ Reading
โดยเฉพาะถ้าเราทำข้อสอบ Reading ได้ไม่ค่อยดี ความเครียดตรงนั้น
มันจะมีผลในการสอบ Listening ด้วย และส่วนใหญ่ผมว่า มันน่าจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี
เพราะเรามักจะมัวแต่ไปคิดเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แก้ไม่ได้แล้ว จนทำให้ใจลอย
หรือไม่ก็คิดว่า ไหนๆ ก็ทำไม่ดีแล้ว สอบครั้งนี้คงจะแย่ เลยพลอยทำให้เราทำข้อสอบ
ส่วนอื่นๆ ไม่ดีไปด้วย

สิ่งที่ผมอยากให้ทำคือ ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือไม่ดีในส่วนแรก ก็ขอให้เอาสิ่งนั้นมาเป็นพลังเถอะครับ
ทุกอย่าง มันอยู่ที่เราคิดจริงๆ ดังนั้น ถ้าเราตั้งสติคิดได้ ก็เอาปัญหานั้น
มาสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำข้อสอบส่วนต่อๆ ไปให้ดีขึ้น เพื่อเอาคะแนนไปชดเชย
ในส่วนที่เราอาจจะทำได้ไม่ดี ระหว่างสอบ พยายามคิดบวกให้ได้ครับ
ถ้าคิดไม่ออก ก็ขอให้ลองยิ้มกับตัวเอง หรือหัวเราะกับตัวเอง แรงๆ ซัก 2-3 ที แล้วคิดใหม่
ผมลองแล้ว รู้สึกว่า มันช่วยเรียกสติกลับมาได้เยอะเลยครับ

เรื่องที่สอง บทความแต่ละเรื่องเราสามารถ ฟังได้เพียงรอบเดียวเท่านั้น
คำถามก็เช่นกัน เราจะไม่เห็นคำถามล่วงหน้า และ เมื่อเราตอบแล้ว เราไม่สามารถกลับไปแก้ได้
ดังนั้น ข้อสอบส่วน Listening เราจะต้องรักษาสติได้ดีมากกว่าข้อสอบ Reading
การเตรียมสติในที่นี้ หมายถึงเตรียมเครื่องมือต่างๆ ให้พร้อมด้วยนะครับ
ที่สำคัญคือ กระดาษทด และ ดินสอ ปากกา เพราะเราจะต้องใช้มันเยอะมากๆ ครับ
จัดวางในตำแหน่งที่เราชัวร์ เสร็จแล้ว เอาสติไปจับไว้ที่หูครับ
.

เทคนิคในการทำข้อสอบ TOEFL iBT Listening

ต่อไปนี้จะเป็นเทคนิคทั้งหมดที่ผมใช้ในการสอบ Listening และทำคะแนนได้ค่อนข้างดี
ถ้าใครเห็นว่ามีประโยชน์ลองเอาไปฝึก ลองเอาไปใช้ดูนะครับ
.

  • Know what to listen for
    ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาที่ต้องฟังเพื่อไปตอบคำถาม จะมีเสียงพูดอธิบายว่า
    เรากำลังจะได้ฟังอะไร เช่น You’re about to hear the conversation between …
    หรือ You’re about to hear the lecture in the art history class …
    ให้เราตั้งใจฟังตรงนี้ด้วยครับ เพราะถ้าเรารู้ว่าเรากำลังจะฟังอะไร
    มันจะช่วยทำให้เราสามารถเน้นได้ว่า เราจะต้องจับความอะไร
    เพราะ Conversation, Lecture, Class Discussion คำถามที่เค้าเน้น จะต่างกันครับ
    ส่วนแต่ละอย่างเน้น อะไรนั้น ผมจะอธิบายข้างล่างต่อไปนะครับ
    .
  • Note taking is crucial, you need to practice it a lot
    การฟังในส่วนของ Listening Section นั้น แม้ว่าเราจะเป็นคนที่ฟังเก่ง
    จนสามารถฟังได้รู้เรื่องหมด เราก็ต้องจดโน๊ตครับ
    เพราะว่าเนื้อหาส่วนใหญ่จะละเอียดมาก
    และยิ่งเราเป็นคนที่ฟังไม่เก่ง เราก็ยิ่งต้องจดโน๊ตครับ
    .
    ทั้งนี้วิธีการโน๊ตก็จะแตกต่างกันไปถ้าเราฟังรู้เรื่องดี เราก็สามารถจดโน๊ตเป็นประเด็นๆ ไปได้
    แต่ถ้าเราฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็จดมันเป็นคำๆ ไปแหละครับ อย่างน้อย
    เราจดเป็นคำๆ ไป เราก็ยังพอจะใช้จินตนาการ เอาคับมาผสมกัน แล้วพอใช้ตอบคำถามได้

    .
    การจัดรูปแบบ note ก็สำคัญมาก คีย์คือ เมื่อจดโน๊ตแล้ว ต้องกลับมาอ่านรู้เรื่อง
    อย่างผมเมื่อก่อนจะเป็นคนที่จดโน๊ตแล้วใช้พื้นที่เปลืองมาก เพราะผมเป็นคนเขียนอะไร
    แบบไม่ค่อยมีทิศทาง แล้วชอบใช้ลูกศรโยงโน่น โยงนี่ ปรากฏว่า พอมาอ่าน มันงง
    แต่พอไปเรียนที่ fast-english แล้วเห็นวิธีการจดโน๊ตของ อ.บุญชัย
    ที่เน้นการจดโน๊ตไปในทิศทางเดียว เช่น ซ้ายไปขวา แล้วคั่นด้วยคอมม่า
    ทำให้ผมลองเอามาฝึกดูบ้าง ปรากฏว่า พอทำแบบนั้นแล้ว ผมสามารถลำดับเรื่องได้ดีขึ้น

    .
    การจัดรูปแบบอีกประเภทคือ ถ้าเราฟังแล้วชัด ว่าบทความกำลังพยายามจะอธิบายอะไร
    ในเชิงลึก ให้แยกเรื่องพวกนั้นออกมาเขียนด้วยกัน เป็นกลุ่มเดียวกัน
    เราจะได้ไม่สับสน เวลากลับมาอ่าน

    ยกตัวอย่างเช่น เราฟังตอนแรกว่า เค้าเปิดมาในทำนองว่า จะอธิบายความแตกต่าง
    ของต้นไม้ 3 ประเภท เราต้องเตรียมแยกโน๊ตส่วนต่อไป ออกเป็น 3 ส่วนทันที
    พอเค้าบอกคุณสมบัติของต้นไม้ประเภทที่ 1 ก็ให้จดไว้ในส่วนที่ 1 มันจะได้ไม่ปนกัน
    และพอเรากลับมาอ่าน เราจะได้ไม่สับสนครับ

    ภาษาที่ใช้ในการจดโน๊ต ก็สำคัญ ถ้าจำเป็นและเร็วกว่า ก็จดโน๊ตเป็นภาษาไทยได้เลยครับ
    หัวใจในเรื่องการใช้ภาษา คือความเร็ว ถ้าเราคิดว่า จดภาษาไหนได้เร็วกว่าให้จดเลย
    ภาษาอังกฤษก็เร็วได้ ถ้าเราหัดใช้ตัวย่อ เช่น ไม่ต้องจดโน๊ตเต็มคำ

    ยกตัวอย่างเช่น เราฟังว่า
    Today, we’re going to talk about problems involved in the construction
    of Trans-continental railroad and the effects of these problems to today’s
    government decision making processes.

    ถ้าเป็นผม ผมจะจดโน๊ตว่า
    problem, con of trancon railroad, effect, gov decision

    จะเห็นว่า มันสั้นๆ ดี และถ้าเราเพิ่งจะได้ฟังบทความไป พอกลับมาอ่านอีกที
    แม้ข้อความจะไม่สมบูรณ์ เหมือนเขียนย่อๆ แต่ไม่น่าเชื่อครับ
    ข้อมูลย่อๆ แบบนี้แหละ จะช่วยให้เราดึงข้อมูล
    ที่อยู่ในความจำชั่วคราวของเรากลับมาได้เยอะเลย

    อีกเรื่องคือ ถ้าเราจดช้าเมื่อไหร่ เราต้องยอมทิ้งเนื้อหาที่จดไม่ทันไปเลยนะครับ
    ไม่งั้น เราจะ lag ไปเยอะ จนไม่สามารถตามทันเนื้อหาใหม่ๆ
    วิธีที่ผมใช้ก็คือ ยัดไอ้ที่จดไม่หมดไว้ในหัวก่อน ด้วยการตอกย้ำเข้าไปในหัวเรา
    ว่าจำอันนี้ไว้นะเว้ย ยังไม่ได้จด แล้วก็รีบ move on ไปจดเนื้อหาใหม่ๆ ให้ทัน
    กฏคือ ห้ามช้าครับ

    การที่เราจะเจอจุดที่เหมาะ ว่าเราจะจดโน๊ตอย่างไรนั้น เราต้องฝึกบ่อยๆ ครับ
    ต้องฝึกทำข้อสอบเยอะๆ และฝึกจดโน๊ตไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มเห็นแนวทางของเราเอง
    ที่ผมเขียนไว้ข้างบน ก็เป็นแค่วิธีที่ผมทำอยู่เท่านั้น อาจจะไม่เหมาะกับทุกคนก็ได้
    .

  • In conversation, try to listen for problems and solutions
    เวลาที่เราฟังบทความประเภทที่เป็น conversation สิ่งที่ ข้อสอบจะถามแน่นอนคือ
    .
    - ปัญหาของบุคคลในบทสนาคืออะไร
    - ทางออกของปัญหานั้นคืออะไร
    - บุคคลในบทสนทนา จะทำอะไรเป็นลำดับต่อไป (หลังจากพูดคุยเสร็จ)

    .
    ดังนั้น เราต้องฟังประเด็นพวกนี้ให้ได้เข้าใจจริงๆจุดที่ยากจุดหนึ่งคือ บางครั้งทางออกของปัญหา
    มันค่อนข้างจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยมากๆ และข้อสอบมักจะดึงมาถาม แกล้งเรา
    ตัวอย่างเช่น นักศึกษา ไปสมัครทำงานพิเศษ แล้วแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า เธอว่างตอน
    Monday, Wednesday afternoon and Tuesday, Thursday morning
    แล้วตัวละครในเรื่อง ก็จะพยายามสร้างความสับสนให้เราเพิ่มอีก ด้วยการเสนอตัวเลือกอื่นๆ
    เช่น Saturday, Sunday, Friday เข้ามา ปนในบทพูด
    .
    สุดท้าย ข้อสอบก็มักจะถามเราว่า นักศึกษาคนนี้ จะทำงานวันไหนบ้าง
    แน่นอนครับ เราจับความได้ว่า เค้าไปหางาน และเค้ามีทั้งวันที่ว่างและไม่ว่าง
    แต่เราจะจำรายละเอียดพวกนี้ได้มั๊ย อยู่ที่การจดโน๊ตของเราด้วยครับ
    การใช้ตัวย่อ กับพวกวันพวกนี้ก็จะดีมาก ฝึกไว้ให้คล่องครับ
    M T W H F S U <= อันนี้เป็นตัวย่อที่ผมใช้ครับ
    .
    อีกอย่างคือในบทความแนว conversation นั้น ส่วนใหญ่แล้ว ส่วนหัวของบทความ
    มักจะเป็นเรื่องของการ greeting ทักทายกัน
    ซึ่งส่วนนี้ มักจะไม่ถูกเอามาถามครับ
    ดังนั้น ช่วงนี้ก็อาจจะไม่ต้องตั้งใจฟังมากได้
    .

  • In lecture, try to listen for detailed information
    ในการฟังบทความประเภท lecture และ class discussion นั้น
    สิ่งที่เราต้องเน้นฟังจะต่างจาก conversation มากครับ
    คำถามที่เราจะเจอแน่ๆ คือ
    .
    - โดยรวมแล้ว บทความพูดถึงเรื่องอะไร (main topic คืออะไร)
    - ข้อมูลโดยละเอียดที่อาจารย์พูดใน lecture

    ..
    สิ่งที่ยากคือเจ้า “ข้อมูลโดยละเอียด” นี่แหละครับ เพราะว่าส่วนใหญ่
    จะถามละเอียดมากๆ อย่างที่ผมได้บอกไปว่า การจดโน๊ตแบบแยกเป็นกลุ่มๆ
    เช่นต้นไม้ 3 ประเภท ก็แยกจดออกเป็น 3 ส่วน ตามรายละเอียดของต้นไม้แต่ละประเภท
    จะช่วยได้พอสมควรสิ่งที่เราควรฟังและจับความให้ได้ คือ ชื่อ, คุณลักษณะ, ปี, ลำดับก่อนหลัง
    พวกนี้ บางทีก็อึ้งครับ ที่เค้าหยิบมาถามได้ บางบทความมีการพูดถึงชื่อนั้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
    เค้าก็ยังสามารถจะยกชื่อนั้นขึ้นมาถามได้ (โดยไม่สงสารเราเลยสักนิด)
    .
    สิ่งสำคัญอีกอย่างของการฟัง lecture และ class discussion
    คือ “หัว” และ “ท้าย” ของบทความ
    ครับ ถ้าเป็นส่วนหัว รายละเอียดสำคัญก็มักจะเป็นการพูดว่า
    ใน lecture ก่อนๆ เราเรียนค้างกันไว้ที่เรื่องไหน และวันนี้อาจารย์จะสอนอะไรต่อ
    ถ้าในส่วนท้าย ก็จะเป็นประมาณว่า สั่งการบ้าน หรือสั่งให้ไปอ่านอะไรเพิ่ม
    หรือบอกว่าครั้งหน้าจะเรียนเรื่องอะไร ซึ่งข้อมูลตรงนี้ ก็มักถูกนำไปถามเช่นกัน
    ดังนั้น ในการฟัง lecture นั้น เราต้อง alert และตั้งสติ ตั้งแต่เริ่มเลยครับ
    สิ่งทีผมเป็นประจำคือ ใจลอยตอนต้น และมักจะพลาดอะไรไปทุกที
    .

จริงๆ แล้วยังมีเทคนิคอื่นๆ อีก แต่ว่าก็จะคล้ายๆ กับส่วนของ Reading แล้วครับ
คือเรื่องของพวก การฝึกในบรรยากาศจริง (โดยใช้ CD software ที่เป็นข้อสอบจำลอง)
และการฝึกทักษะพื้นฐานให้ดี ในการฟัง ก็คือฟังเยอะๆ ฟังไปเรื่อยๆ ฟังทั้งๆ ที่ไม่รู้เรื่องนั่นล่ะครับ
นอกจากนั้น การที่เราท่องศัพท์เป็นประจำ และฝึกออกเสียง (ให้ถูก) เป็นประจำ
ก็จะช่วยให้เราฟังได้ง่ายขึ้นด้วย (คลิ๊ก เพื่ออ่านบทความเรื่องการฝึกฟังภาษาอังกฤษ)

เอาล่ะครับสำหรับ My TOEFL iBT Strategy ในส่วนของ Listening Section
ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ ครั้งหน้า (คงอีกซักพักนึง) ผมจะมาเขียนต่อในตอนต่อไป
คือเรื่องของการฝึก Speaking ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผมอ่อนที่สุด แต่ก็คิดว่าพอจะมีเกร็ดอะไร
ที่จะได้แชร์ให้เพื่อนๆ ได้มั่งครับ แล้วเจอกันใหม่นะครับ ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ^_^

%d bloggers like this: